อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 36 ตกตะลึงลุ่มหลง
“เรื่องเล็กน้อย” เมี่ยวเยียนตอบเสียงเบา
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอมเขียวดั่งน้ำในทะเลสาบ นั่งอยู่ริมระเบียงกว้าง เบื้องหลังคือทะเลเมฆที่ย้อมไปด้วยแสงสีแดงฉานของแสงอัสดงยามเย็น
กระแสน้ำไหลหลากทั้งวันทั้งคืน ไม่มีวันหยุดนิ่ง
แพขนตาหนางอนของโฉมงามหลุบต่ำลง มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ อย่างพอดิบพอดี ผ้าคลุมไหล่พริ้วไหวตามสายลมพัดโชย งดงามราวกับภาพวาด
ทว่าในภาพวาดนั้นกลับไม่มีผู้อื่นร่วมอยู่ด้วยเลย
ระเบียงด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างร่าเริง แต่รอบกายของนางมีเพียงความเงียบเหงาและว่างเปล่า มีเพียงกูดอกบัวเงินวารีในกระถางน้ำใบเดียวเท่านั้น
พวกผู้ฝึกตนหญิงส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ชอบหน้านาง ไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากจะยอมเป็นเบี้ยล่าง ไม่ใครยินยอมเป็นเพียงใบไม้สีเขียวที่คอยส่งเสริมความงดงามให้แก่ดอกไม้สีแดงอยู่แล้ว
ทว่าความแตกต่างคือ คนส่วนใหญ่เบื้องหน้ามักจะทำเป็นสนิทสนมกลมเกลียวกับนางอย่างกระตือรือร้น มีเพียงเฉินหงจู้กับคนอีกส่วนน้อย ที่กล้าแสดงความชอบหรือไม่ชอบออกมาทางสีหน้าอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่กลัวว่าคนอื่นจะนินทาว่าร้ายว่าตนเองเป็นคนขี้อิจฉา
ยามที่ซ่งเฉียนจีเปิดปากสนทนากับเมี่ยวเยียนประโยคแรก เฉินหงจู้คือคนแรกที่สังเกตเห็น
สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไปทันที ไม่สนใจสหายรอบกายที่กำลังเอ่ยถามความเห็นของนาง รีบหยัดยืนกายก้าวเดินตรงเข้าไปหาทันที
เฟิงจื่ออีก็ลุกขึ้นยืนด้วยเหมือนกัน พยัคฆ์ขาวสะบัดหางไปมาเล็กน้อย ก่อนจะวิ่งตามหลังนางไปติดๆ
พวกนางต่างล่วงรู้กิตติศัพท์ประโยคทองของซ่งเฉียนจีเป็นอย่างดี แม้แต่ตัวเมี่ยวเยียนเองก็ล่วงรู้
ซ่งเฉียนจีทั้งที่รู้เต็มอกว่าเมี่ยวเยียนล่วงรู้ ทว่ากลับยังหาญกล้าชวนนางคุยรึ? เดินมาหาเรื่องถึงที่ขนาดนี้ ไม่กลัวจะโดนอีกฝ่ายจงใจแกล้งเอาบ้างหรือไง?
ทั้งสองคนรู้สึกราวกับจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น รีบก้าวเท้าเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับได้ยินคนทั้งสองเอ่ยเพียงคำว่า “ขอบพระคุณ” และ “เรื่องเล็กน้อย” ตอบโต้กันตามมารยาทเท่านั้น
เฉินหงจู้อึ้งงันไปเลย ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
เฟิงจื่ออีลอบคิดในใจ หรือว่าเมี่ยวเยียนจะจำหน้าซ่งเฉียนจีไม่ได้ นึกว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่ตั้งใจเข้ามาทักทายจีบตนเล่นหรืออย่างไร?
ความจริงเมี่ยวเยียนมีความจำดีเลิศ คนที่เคยพบเจอเพียงครั้งเดียวไม่มีวันลืมเลือน ตั้งแต่ตอนที่ซ่งเฉียนจีก้าวเข้ามาตรงระเบียง นางก็จำเขาได้ตั้งแต่อึดใจแรกแล้ว
——เจ้าศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ ที่เดินสวนกันบนสะพานซื่อสุ่ยคนนั้น ช่วงนี้ชื่อเสียงกำลังโด่งดังคับฟ้านี่นา
หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์คนอื่นที่กล้าบุกรุกเปิดม่านผ้าโปร่งพุ่งเข้ามาในงานประชุมของพวกผู้ฝึกตนหญิงดื้อๆ ย่อมถือเป็นการล่วงล้ำและเสียมารยาทอย่างร้ายแรง ชวนให้คนรู้สึกโมโหโทโส
ทว่าคนผู้นี้ทำเรื่องแบบเดียวกัน กลับดูเป็นธรรมชาติและราบรื่นยิ่ง
แม้แต่ผู้ฝึกตนหญิงที่มีนิสัยดุร้ายที่สุด ก็ยังไม่คิดจะถือสาเอาความกับเขา ซ้ำยังช่วยพูดแก้ต่างแทนเขาอีกต่างหาก
เมี่ยวเยียนมองปราดเดียวก็รู้แจ้งว่า คนผู้นี้ไม่ได้ชื่นชอบในตัวนางเลยสักนิด
ไม่ได้เหมือนกับคนบางจำพวกที่ในใจลุ่มหลงในรูปโฉม ทว่าปากกลับอ้างว่าธรรมมะว่างเปล่าไร้ซึ่งกิเลส
คนผู้นี้บอกว่าตนเองไม่สวย เขาย่อมรู้สึกว่าไม่สวยจริงๆ หาได้แสร้งทำตัวเด่นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนางแต่อย่างใด
ยามที่เขาจ้องมองดอกบัวเงิน แววตาใสกระจ่างประดุจน้ำพุธรรมชาติ มุมปากแฝงรอยยิ้มบางๆ ท่าทางดูอบอุ่นผ่อนคลาย
แต่ยามเงยหน้าสบตามองดูใบหน้าของนาง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
เรื่องนี้ทำให้ในใจของเมี่ยวเยียนรู้สึกหลากหลายไม่ค่อยสบายใจนัก และถึงขั้นรู้สึกไม่ยอมแพ้ขึ้นมาจางๆ
นางจึงเอ่ยปากถามขึ้น “หากเจ้าชื่นชอบบัวเงินวารีกอนี้ ที่เรือนไม้ไผ่ของข้ายังมีอยู่อีกดอกหนึ่ง ข้าขอมอบให้เจ้าเป็นของกำนัล ดีหรือไม่?”
นางไม่ควรเอ่ยประโยคนี้ออกมาเลยจริงๆ คำพูดเพิ่งหลุดจากปาก ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกนึกเสียใจภายหลังขึ้นมาทันที
เฉินหงจู้กับเฟิงจื่ออี สองสตรีที่ไม่เคยลงรอยกันเลยสักครั้ง ในยามนี้กลับมีความคิดอ่านตรงกันเป็นครั้งแรกในชีวิต
พวกนางต่างสบตากัน มองเห็นความตื่นตะลึงระลอกใหญ่ปรากฏชัดเจนบนใบหน้าของอีกฝ่าย
นี่ใช่เมี่ยวเยียนตัวจริงหรือไม่? เมี่ยวเยียนไม่เคยส่งมอบสิ่งของส่วนตัวให้แก่ใครมาก่อน และยิ่งไม่มีทางเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายแสดงไมตรีต่อผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ชายคนใดก่อนเลยสักครั้ง
ทว่าซ่งเฉียนจีกลับตอบกลับไปว่า “ขอบพระคุณแม่นางเซียน แต่ไม่จำเป็นต้องลำบาก”
ยามนี้เขายังไม่คิดจะเพาะเลี้ยงพืชวิเศษ และในมือก็ไม่มีผลึกเหมันต์ด้วย
พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ฝาครอบแก้วหลิวหลีที่สลักอักขระค่ายกลรวบรวมปราณคุ้มครองดูแลตลอดเวลา มันสวยงามก็จริง ทว่ากลับดูแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา ขาดแคลนพลังชีวิตตามธรรมชาติ
ซ่งเฉียนจีพูดจบก็ประสานมือขอตัวลาทันที สีหน้าของเมี่ยวเยียนเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบเงียบดังเดิมอย่างรวดเร็ว
เฉินหงจู้กับเฟิงจื่ออีเห็นเขาเดินจากไปอย่างไร้ความอาลัยอาวรณ์ ต่างพากันทำสีหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ
เมี่ยวเยียนถูกคนตอบปฏิเสธรึ? โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ผู้เลอเลิศเหนือใคร กลับโดนศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ ของนิกายฮวาเว่ยตอบปฏิเสธต่อหน้าต่อตาหน้าตาเฉยรึเนี่ย?
เรื่องนี้หากเล่าออกไป จะมีใครยอมเชื่อบ้างไหม?
สวรรค์ช่วย! เฉินหงจู้แทบอยากจะเงยหน้าหัวเราะลั่นสวรรค์ชั้นฟ้า!
สตรีจอมปลอมที่สวมหน้ากากเสแสร้งนางนี้ สมควรจะได้รับบทเรียนโดนคนตบหน้าเรียกสติแบบนี้บ้างนานแล้ว
นางสะใจในคราวเคราะห์ของอีกฝ่ายนัก เห็นไหมล่ะ ไม่ใช่ผู้ฝึกตนทุกคนในโลกจะเป็นเหมือนพวกเต่าหัวเขียวที่ยินยอมก้มหัววิ่งเข้าหาเสน่ห์ของเจ้าเสียเมื่อไหร่กัน!
แต่ยามจับจ้องมองแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของเมี่ยวเยียนภายใต้แสงอัสดงยามเย็น ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจนางพลันบังเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
“ช้าก่อน” เฟิงจื่ออีเอ่ยปากเรียกซ่งเฉียนจีไว้ พลางถามอย่างสงสัย “เจ้าจะไปแล้วรึ? ไม่ใช่ตั้งใจมาชมดอกไม้หรือไง?”
ซ่งเฉียนจียิ้มตอบ “ข้าชมดูเสร็จสิ้นแล้ว”
สิ่งที่ทำให้เฟิงจื่ออีประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ท่าทางของคนผู้นี้ยังคงเปี่ยมด้วยมารยาทอันดีงามเหมือนเดิม แม้แต่ตอนที่เขาเพิ่งปฏิเสธเมี่ยวเยียนไปเมื่อครู่ มันก็ดูเหมือนไม่ได้แฝงความรักหรือความเกลียดชังส่วนตัวอยู่เลย มันเป็นเพียงเพราะความรู้สึกที่ว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องใช้” แค่นั้นเองจริงๆ
เฟิงจื่ออีดวงตากลอกไปมา หาหัวข้อสนทนาต่อ
“วันนั้นที่ริมทะเลสาบเหยาเยว่ สหายเต๋าที่อยู่ข้างกายเจ้ายามนี้ล่ะ? เหตุใดวันนี้ถึงไม่เห็นเขาอยู่ด้วยกันล่ะ?”
“เวลานี้เขากำลังเข้าร่วมการประลองฝีมืออยู่ด้านล่างน่ะ” ซ่งเฉียนจีตอบ
“ลานประลองไหนรึ?” เฉินหงจู้ไม่สนใจเมี่ยวเยียนอีก เดินกลับไปร่วมวงกับพวกผู้ฝึกตนหญิง “ชี้ให้พวกเราดูหน่อยสิ”
ซ่งเฉียนจีเดินไปริมระเบียง ใช้นิ้วชี้ไปยังลานประลองฝีมือที่เมิ่งเหอเจ๋อกำลังสู้ศึกอยู่ “อยู่ลานตรงนั้นไง”
กลุ่มผู้ฝึกตนหญิงต่างพากันจับจ้องมองลงไปข้างล่างด้วยความสนใจ ทว่าพอเห็นสถานการณ์ชัดเจน ในใจกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เด็กหนุ่มคนนั้นเกล้าผมขึ้นสูง สวมชุดคลุมผ้าหยาบสีน้ำเงินเข้ม ถือกระบี่ระดับต่ำซอมซ่อเล่มหนึ่ง แม้ท่าทางจะดูองอาจ ทว่ายามนี้กลับตกเป็นเบี้ยล่างอย่างน่าเวทนา เนื้อตัวเปื้อนคราบโลหิตและบาดแผลเต็มไปหมด
คู่ต่อสู้ของเขารูปร่างสูงใหญ่ สูงเกือบเก้าฉื่อ(3 เมตร) ยามกวัดแกว่งกระบี่หนักพายุอัคนีมีพลังทำลายล้างมหาศาล ฟาดฟันลงบนลานประลองที่มีอักขระค่ายกลป้องกันคุ้มครองอยู่จนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งเวที
“เขาใกล้จะพ่ายแพ้แล้วใช่ไหม?” เฟิงจื่ออีเอ่ยอย่างแสนเสียดาย “แต่ไม่เป็นไร อุตสาห์ผ่านเข้ารอบที่สี่มาได้ ของรางวัลที่ได้รับก็นับว่าไม่เลวแล้วล่ะนะ”
เฉินหงจู้กล่าว “เขาจับฉลากได้ไม่ค่อยดี คู่ต่อสู้มีตบะบำเพ็ญสูงกว่าเขาหนึ่งขั้น ลมปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ รากฐานยิ่งหนักแน่นมั่นคงกว่า”
“ไม่หรอก อีกประเดี๋ยวเขาก็จะชนะแล้วล่ะ” ซ่งเฉียนจีกล่าว
เหล่าผู้ฝึกตนหญิงเห็นชัดว่าไม่เชื่อถือคำพูดของเขา เสียงหัวเราะหยอกล้อดังขึ้นติดต่อกันไม่ขาดสาย
แต่เพราะเห็นแก่หน้าของเฉินหงจู้กับเฟิงจื่ออีที่เป็นมิตรกับซ่งเฉียนจี ทุกคนจึงไม่ได้เอ่ยปากถากถางหรือด่าทอเขาตรงๆ
อีกทั้งตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้อง คนผู้นี้เอาแต่มุ่งมั่นชมดูดอกไม้โดยไม่ชายตามองผู้ฝึกตนหญิงคนไหนเลย ไม่พูดจาลวนลามหรือแสดงกิริยาเหลวไหล จุดนี้จึงทำให้ผู้ฝึกตนหญิงหลายคนรู้สึกพึงพอใจและชื่นชมในตัวเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
โฉมงามมากมายเบื้องหน้าดูสูงส่งจนเกินเอื้อม ทว่าความจริงขอเพียงผู้ฝึกตนชายไม่ทำตัวน่าขยะแขยง ไม่หลงตัวเอง และไม่ทำตัวอวดฉลาด ปฏิบัติต่อกันด้วยระดับจิตใจปกติทั่วไป ย่อมสามารถเอาชนะพวก “คุณชายเจ้าสำราญ” ที่คิดว่าตนเองเลอเลิศเหล่านั้นได้ถึงเก้าสิบเก้าส่วนแล้ว และย่อมได้รับคำประเมินว่า “เป็นคนไม่เลวเลยทีเดียว” ได้อย่างราบรื่น
“แม้ข้าจะเป็นผู้ฝึกตนสายรักษา ไม่ค่อยเข้าใจวิชาการต่อสู้สู้ศึก แต่ข้าพอมองออกว่า ยามนี้เขาถูกคนไล่บี้ต้อนจนมุมอยู่ฝ่ายเดียว แล้วเขาจะเอาชนะได้อย่างไร?” ผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
นางไม่กลัวคนอื่นจะหัวเราะเยาะว่าตนเองไร้ความรู้เรื่องการสู้ศึก เอ่ยถามคำถามที่ทุกคนต่างก็สงสัยและอยากรู้เหมือนกันออกมาตรงๆ
บนลานประลอง เมิ่งเหอเจ๋อแขนเสื้อครึ่งข้างเปื้อนโลหิตคราบแดงฉาน หลบหลีกซ้ายทีขวาทีอย่างน่าเวทนา อาศัยเพียงวิชาตัวเบาหลบฉีกตัวไปรอบๆ ราวกับไร้พละกำลังจะต่อสู้ขัดขืนได้อีกต่อไป
ส่วนฝั่งตรงข้ามสีหน้าแดงระเรื่อ แข็งแกร่งดุดัน ยามกวัดแกว่งกระบี่หนัก มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงลมพายุหวีดหวิว ราวกับพยัคฆ์ร้ายไล่จับกระต่ายป่า!
ซ่งเฉียนจีกล่าวว่า “ผ่านไปอีกสามกระบวนท่า เขาพลิกกลับมาเอาชนะได้แน่นอน”
เฉินหงจู้รวบรวมสมาธิจับตาดูอย่างละเอียด ถึงพบว่าแม้เมิ่งเหอเจ๋อจะล่าถอย แต่ฝีเท้าหลบหลีกกลับไม่ปั่นป่วน ดูคล้ายกับเขากำลังแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนกเพื่อล่อลวงศัตรูเสียมากกว่า และทุกครั้งเขาสามารถหลบพ้นวิถีกระบี่ได้อย่างฉิวเฉียดทุกคราไป
กลับกลายเป็นคู่ต่อสู้ของเขาที่หอบหายใจรัวราวกับวัวเฒ่า เพราะลงมือโจมตีอยู่นานแต่ก็เอาชนะไม่ได้เสียที ตัวสถิตอยู่ริมขอบชัยชนะทว่ากลับไม่อาจเผด็จศึกจบเกมได้ ยามออกกระบวนท่าฟาดฟันจึงมักจะคลาดเคลื่อนไปครึ่งส่วนเสมอ ยามนี้ความอดทนเริ่มสูญสิ้น จิตใจเริ่มตื่นตระหนกและลนลานมากขึ้นเรื่อยๆ
จังหวะการต่อสู้ ยามนี้นับว่าตกอยู่ในมือของเมิ่งเหอเจ๋อโดยสิ้นเชิงแล้ว!
เฟิงจื่ออีเองก็เริ่มมองเห็นความผิดปกติขึ้นมาบ้าง “ตอนอยู่ที่ทะเลสาบเหยาเยว่เขาเพิ่งจะชนะของวิเศษล้ำค่ามาตั้งมากมาย แต่ยามนี้ไม่ยอมนำออกมาใช้ คิดจะเก็บไว้ใช้ในการประลองรอบที่ห้ารอบหรือที่หกงั้นหรือ? เขามีความมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือว่า ศึกรอบนี้ตนเองจะเอาชนะได้?”
ผู้ฝึกตนหญิงคนอื่นยิ่งเพิ่มพูนความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอย่างเต็มที่ ต่างพากันรวบรวมสมาธิจดจ่อสายตาจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินบนลานประลอง อารมณ์ความรู้สึกถูกชักนำไปตามกระบวนท่าสู้รบของเขา อดไม่ได้ที่จะหยุดพูดคุย และลืมเลือนการชมดอกไม้ไปจนสิ้น
เมิ่งเหอเจ๋อถูกต้อนจนมุมจนถอยหลังไปจนติดขอบลานประลองแล้ว มองดูไร้ซึ่งเส้นทางหลบหนี คู่ต่อสู้ลอยตัวขึ้นสู่ท้องนภา ตวัดกระบี่สายฟ้าฟาดฟันลงมาหมายจะปลิดชีพจบเกมในทีเดียว
แสงอัสนีสว่างวาบไปทั่วทั้งลานประลอง มีบางคนทนดูภาพโหดร้ายไม่ได้ ถึงกับต้องเอามือปิดบังสายตา
เมิ่งเหอเจ๋อเท้าข้างหนึ่งเหยียบขอบลานประลอง จำต้องทะยานร่างสวนทางขึ้นไปด้านบน หมายจะฝ่าด่านสู้ศึกเป็นครั้งสุดท้าย
ทว่าในพริบตายามกระบี่ทั้งสองสายปะทะกัน ร่างของเขากลับมลายหายไปกลางเวหาอย่างไร้ร่องรอย
วิชาตัวเบาของเขาพริ้วไหวดั่งสายลม เคลื่อนไหวหลบหลีกผ่านร่างอีกฝ่ายไปอย่างอัศจรรย์ใจ พลันโคจรลมปราณวิญญาณทั่วร่าง ซัดฝ่ามือรุนแรงเข้าใส่กลางแผ่นหลังของคู่ต่อสู้อย่างจัง!
“ตูม!”
คู่ต่อสู้ร่างกายสูงใหญ่ลอยละลิ่วตกรอบลานประลองไปทันที ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ศิษย์ตำหนักบังคับใช้กฎข้างเวทีรีบเข้าเคลียร์ฝูงชนมุงดูทันควัน ป้องกันไม่ให้เกิดเคราะห์ร้ายโดนคนอื่นบาดเจ็บ
“กลุ่มติง 365 เมิ่งเหอเจ๋อชนะเลิศ——” เสียงผู้ดูแลประกาศก้องลานประลอง
เมิ่งเหอเจ๋อเรี่ยวแรงเหือดแห้ง ใช้กระบี่ค้ำพยุงร่างไว้ ก้มหน้าหอบหายใจพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
“ศิษย์พี่เมิ่งชนะแล้ว!”
“ฝ่ายนอกของพวกเราเป็นฝ่ายชนะอีกรอบแล้ว!”
รอบข้างลานประลองเงียบกริบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีขึ้นมาถล่มทลายฟ้าดิน
คนที่ส่งเสียงตะโกนดังที่สุดและสะใจที่สุด หาใช่กลุ่มศิษย์ฝ่ายนอก และไม่ใช่สหายต่างสำนักของเมิ่งเหอเจ๋อไม่ ทว่ากลับเป็นสวีคั่นซานกับชิวต้าเฉิง สองผีพนันต่างหาก!
“หินปราณ! เงินหินปราณของข้ามาแล้ว! ชนะแล้วเว้ย!”
“เขาเอาชนะได้จริงๆ ด้วย!” บนระเบียงผู้ฝึกตนหญิงต่างพากันตบมือส่งเสียงยินดีเช่นกัน
เมื่อครู่พวกนางต่างพากันรวบรวมสมาธิจดจ่อชมดู ยามนี้จึงพากันลืมมารยาทสำรวมกิริยาไปจนสิ้น
“ออกกระบวนท่าได้มีแบบแผนดี จังหวะการสู้ศึก ไหวพริบปฏิภาณล้วนยอดเยี่ยม ที่สำคัญที่สุดคือรู้จักสะกดกลั้นอารมณ์ นิ่งสงบยามเผชิญเคราะห์ภัย ถึงสามารถจับจุดสังเกตช่องว่างรอยรั่วของอีกฝ่ายได้สำเร็จ” เฉินหงจู้เอ่ยถาม “เป็นเจ้าสั่งสอนมาสิท่า?”
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “เขามีพรสวรรค์น่ะ”
ราวระเบียงกว้างขวางและเรียบเนียน ประดับประดาไปด้วยแจกันวิเศษหลากรูปแบบ
ดอกไม้สดที่ปักอยู่ในแจกันเพิ่งจะถูกตัดมาในวันนี้ แม้จะไม่ใช่พันธุ์ล้ำค่าหายากในฝาครอบแก้ว ทว่าก็เบ่งบานงดงามสะคราญตาไม่แพ้กัน
หากแหงนหน้ามองมาจากภายนอกตึก ย่อมจะเห็นตึกหลังนี้เต็มไปด้วยบุปผานานาพันธุ์เบ่งบานงดงาม
เฟิงจื่ออีนิสัยชอบความสนุกสนานและครึกครื้น ยามตื่นเต้นยินดี ยื่นมือออกเด็ดดอกกุหลาบกลีบทองดอกหนึ่ง โยนลอยละลิ่วลงไปที่ลานประลองด้านล่าง
“สู้ได้ไม่เลวเลยทีเดียว!”
ผู้ฝึกตนหญิงคนอื่นเห็นดังนั้น ต่างพากันยื่นมือออกเด็ดดอกไม้สดบนราวระเบียง แล้วเหวี่ยงมือโยนลอยละลิ่วตามลงไปด้วยเช่นกัน
“ศิษย์พี่เมิ่ง มีคนโยนดอกไม้มาให้ท่านเจ้าค่ะ!” โจวเสี่ยวอวิ๋นร้องเรียกด้วยความตื่นเต้นยินดี
เมิ่งเหอเจ๋อยื่นมือออกรับดอกไม้สดที่ลอยร่วงหล่นลงมาดอกหนึ่งไว้ได้อย่างอัศจรรย์ใจ
เขาเพิ่งจะผ่านพ้นศึกประลองกระบี่มา สติสัมปชัญญะยังไม่ทันจะฟื้นฟูเต็มที่ จึงยืนนิ่งค้างไปทันทีด้วยความอึ้งงัน
“เอ๊ะ? ข้างบนตรงโน้น ดูเหมือนจะเป็นศิษย์น้องซ่งนี่นา!” สวีคั่นซานใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม หันไปบอกชิวต้าเฉิง “ครั้งนี้ต้องกราบขอบคุณศิษย์น้องซ่งงามๆ เลยนะที่พาพวกเรามาขุดทองร่ำรวย”
ชิวต้าเฉิง “แน่นอนสิ ชาตินี้ไม่ว่าเขาบอกให้แทงข้างไหน พวกเราก็จะขอกระหน่ำเงินแทงตามฝั่งนั้นรวดเดียวจบ ไม่มีคำว่ากลับคำพูดแน่นอน!”
เมิ่งเหอเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงซ่งเฉียนจียืนพิงราวระเบียง ร่างกายซูบผอมสะท้อนแสงอรุณอัสดงยามเย็นจนกลายเป็นเส้นขอบสีทองเรืองรอง ดูสง่างามผ่าเผยราวกับเทพเซียนจุติลงมาโปรดมนุษย์ปุถุชน
มวลบุปผานับร้อยนับพันร่วงหล่นละลิ่วลงมาจากเบื้องหลังของซ่งเฉียนจี งดงามตระการตาและสว่างไสวยิ่งกว่าเมฆมงคลยามเย็นเสียด้วยซ้ำ
บุปผาโปรยปรายวุ่นวาย มีเพียงเขาที่ยืนสงบนิ่งไม่ไหวติง
ฝนบุปผาตกลงมาท่วมท้นฟ้าดิน โอบล้อมร่างของเมิ่งเหอเจ๋อไว้ตรงกลาง
ผู้คนนับแสนนับหมื่นต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องยินดีกึกก้อง ราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุนวนอยู่รอบตัวเขา
เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี จากคนที่ไม่มีอะไรเลย ยามนี้กลับมีทุกสิ่งทุกอย่างครอบครองไว้ในกำมือแล้ว
จะไม่ให้ตกตะลึงลุ่มหลงได้อย่างไร ถูกต้องไหม?
ทั่วทั้งลานกว้างผู้คนสายตาทุกคู่ ต่างถูกดึงดูดความสนใจไปด้วยฝนบุปผาตระการตาที่ลอยร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าสายนี้
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครบนตึกบุปผาเป็นคนโยนดอกไม้ลงมา และเด็กหนุ่มชุดน้ำเงินคนนั้นเป็นใครมาจากไหนกันแน่?
ตอนแรกคาดเดาว่าเขาคงมาจากตระกูลเซียนที่มั่งคั่งและมีชื่อเสียงสินะ? ถึงได้มีหน้ามีตาอลังการขนาดนี้ ทว่าพอได้ยินข่าวลือว่าเขาเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ ของนิกายฮวาเว่ย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยิ่งดังระเบิดขึ้นกว่าเดิม มีทั้งคนอิจฉาและคนริษยา
“อายุเพียงเท่านี้ก็บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จ พรสวรรค์ย่อมล้ำเลิศ อนาคตย่อมรุ่งโรจน์สดใสไม่มีที่สิ้นสุดเป็นแน่”
“โลกใบนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว พวกเราสู้รบกันแทบตายกลับไม่มีใครเหลียวแล แต่พวกผู้ดีบนตึกนั่นกลับมองดูแต่เจ้าเด็กนั่นคนเดียว”
“เจ้าหน้าจืดนั่น แค่ชนะการประลองฝีมือรอบเดียว ทำไมทำท่าทำทางราวกับเป็นผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งในงานชุมนุมปัญญาชนไปได้ล่ะเนี่ย?”
เมิ่งเหอเจ๋อแหงนหน้าชมดูดอกไม้ ชั่วขณะหนึ่งลืมเลือนไปสิ้นว่าตนเองอยู่ที่ใด
รอจนเขาสลัดความวิงเวียนศีรษะหลุดลอย ยกมือโบกทักทายซ่งเฉียนจีอย่างสุดแรง ถึงพบว่าศิษย์พี่ซ่งได้มลายหายไปจากขอบราวระเบียงแล้ว
ข้างราวระเบียงเหลือเพียงกลุ่มผู้ฝึกตนหญิงในชุดงดงามปิดหน้ายิ้มคิกคักด้วยความเอ็นดู
เมิ่งเหอเจ๋อหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน รีบหดมือกลับทันควัน ไขว้มือแอบไว้ข้างหลังบิดไปมาด้วยความตื่นเต้น
ทว่ายามนี้ทุกการเคลื่อนไหวของเขา ตกอยู่ท่ามกลางสายตาของฝูงชนมุงดูนับหมื่นคู่
“อุ๊ยตาย! น้องชายตัวน้อย ถึงกับเขินอายหน้าแดงเลยรึ!” ผู้คนจำนวนมากพากันส่งเสียงหัวเราะเอ็นดูหนักขึ้นกว่าเดิม
เมิ่งเหอเจ๋อใบหน้าแดงระเรื่อยิ่งกว่าเดิม รีบก้มหัวต่ำก้าวเท้าเดินลงจากลานประลอง มุ่งมั่นจะเดินทางไปหาซ่งเฉียนจี
ทว่ากวาดสายตามองหาจนทั่ว เขาก็หาซ่งเฉียนจีไม่พบ ไม่รู้ว่ายามนี้เขาเดินหนีไปอยู่ที่ใดแล้ว
---