อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 35 ไร้รสนิยมสิ้นดี
ซ่งเฉียนจีเดินตามกลิ่นหอมของดอกไม้ก้าวขึ้นสู่ตึกหรูหรา ยังไม่ทันได้มองเห็นทัศนียภาพภายใน สีเขียวหลากเฉดพลันพุ่งเข้าตาเขาก่อนใครเพื่อน
พูดให้ถูกคือ เป็นผู้แต่งกายด้วยชุดไหมสีเขียวหรูหราหกคน ประโคมเครื่องประดับวิบวับเต็มตัว
หกปราชญ์แห่งชิงหยาเองก็มองเห็นซ่งเฉียนจีแล้วเช่นกัน
เงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวประดุจฝันร้ายก้าวออกมาจากทางขึ้นบันได ทำเอาพวกเขารู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนซ่งอีกครั้ง
ราวกับแม้แต่แสงอัสดงสีส้มทองที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ก็ยังดูเหมือนกับวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักนิด
หากไม่ใช่เพราะคืนนี้พวกเขามีแผนการจะลงมือสั่งสอนซ่งเฉียนจี ทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว พวกเขาคงไม่คิดจะเดินทางมาท่องเที่ยวผ่อนคลายอารมณ์ที่นี่หรอก
การประลองฝีมือสามรอบแรกเพราะข้อจำกัดเรื่องเวลา จึงไม่มีกระบวนท่าที่สวยงามน่าดูชม สู้ก้าวขึ้นมาบนตึกเพื่อชมดูพวกผู้ฝึกตนหญิงจัดงานประกวดดอกไม้ยังดีกว่าเยอะ
ใครจะคิดว่าต้องมาเจอศัตรูคู่แค้นในหนทางแคบเช่นนี้เข้าจนได้
ทั้งหกคนถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ มีบางคนก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ บางคนแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
คุณชายชุดเขียวซีดแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือตวาดถาม “เจ้ามาทำอะไรที่นี่!?”
“ย่อมต้องมาชมดอกไม้อยู่แล้วสิ” ซ่งเฉียนจีตอบ
สีหน้าของทั้งหกคนพลันเปลี่ยนเป็นพิกลพิการทันที คุณชายชุดคลุมสีเขียวถั่วแค่นยิ้มเยาะ
“ศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ อย่างเจ้า ริอ่านจะมาชมดอกไม้ที่นี่รึ? เจ้าคิดว่าสารรูปอย่างเจ้าคู่ควรแล้วหรือไง?”
พวกผู้ฝึกตนหญิงที่ดีดฉินคัดอักษรอยู่บนตึก ส่วนใหญ่ล้วนมีฐานะสูงส่งและมีตบะบำเพ็ญที่ไม่ธรรมดา แม้แต่จะหัวเราะสักครั้งยังยากที่จะไขว่คว้าหาดูได้ ผู้ฝึกตนทั่วไปย่อมไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามารนหาที่ตายให้เสียหน้าเปล่าๆ
และพืชวิเศษดอกไม้ประดับเหล่านี้ ล้วนเป็นพันธุ์หายากล้ำค่า มีราคาแพงลิบลิ่ว ซ่งเฉียนจีทำกลีบดอกไม้ร่วงสักกลีบก็คงไม่มีปัญญาจ่ายเงินชดใช้คืนแน่นอน
ซ่งเฉียนจีพลันหัวเราะออกมา
ทั้งหกคนถูกเสียงหัวเราะของเขาทำให้รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
“เจ้าหัวเราะบ้าอะไรของเจ้า!?”
“ตกลงมันมีเรื่องอะไรน่าขำกันแน่!?”
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ตัวข้าทำไร่ไถนาทุกวัน แม้จะยังไม่ถึงระดับยอดฝีมือปลูกผักขั้นสูงสุด ทว่าก็เรียกได้ว่าเป็นคนในวงการไปครึ่งตัวแล้วล่ะนะ
พวกเจ้าวันก่อนที่หน้าประตูเรือนข้า แม้แต่ต้นถั่วฝักยาวก็ยังไม่รู้จัก ยามนี้กลับมีหน้ามาร่วมงาน “ประชุมพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกผัก” แบบนี้ ไม่ใช่การแสร้งทำตัวเป็นผู้รู้ทั้งที่จริงไร้รสนิยมสิ้นดีหรอกรึ?
เขาจึงเอ่ยตักเตือนด้วยความหวังดี “ที่ลานกว้างหน้าวิหารกำลังมีงานประลองฝีมือ ที่หุบเขาพายุอัคนีกำลังมีการเดินหมากรอบแรก จัดงานได้ดีเหมาะสำหรับให้พวกเจ้าไปยืนมุงดูเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับพวกเจ้าทั้งหกคนแล้ว ย่อมต้องเป็นตัวข้าต่างหากเล่าที่คู่ควรจะมาเดินชมงานที่นี่”
หกปราชญ์แห่งชิงหยาใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโกรธ
เจ้าสารเลวนี่ช่างโอหังนัก มันเอาความมั่นใจมาจากที่ไหนกันนักหนา?
ทว่าเมื่อเห็นผู้ฝึกตนคนอื่นแอบส่งสายตารอฟังเรื่องสนุก ราวกับกำลังรอให้พวกเขาเปิดศึกทะเลาะวิวาทกันจนทำให้พวกผู้ฝึกตนหญิงในงานไม่พอใจ และถูกไล่ตะเพิดลงไปจากตึก
ทั้งหกคนจึงทำได้เพียงส่งปราณสื่อสารปลอบใจกันเอง “มันก็แค่ตั๊กแตนในฤดูสารท ทรงตัวอยู่ได้อีกไม่กี่น้ำ คืนนี้เมิ่งเหอเจ๋อถูกงานประลองดึงตัวไว้ ดูซิว่าจะมีใครหน้าไหนเสนอหน้ามาปกป้องมันได้อีก!”
ซ่งเฉียนจี “ขอทางหน่อยสิ”
เจ้าต้นหอมยักษ์ทั้งหกต้นยืนออเบียดเสียดกันแน่น ขวางทางขึ้นบันไดไว้จนมิดชิด
ยามที่เดินสวนกัน ซ่งเฉียนจีได้ยินเสียงคนหนึ่งกระซิบข่มขู่ข้างหู “เจ้าอย่าได้ใจไปหน่อยเลย ประเดี๋ยวเจ้าก็หัวเราะไม่ออกแล้วล่ะ!”
เขาพยายามกลั้นหัวเราะพลางพยักหน้ารับคำ
ซ่งเฉียนจีกวาดสายตามองรอบๆ เห็นภายในตึกแม้จะเต็มไปด้วยมวลบุปผานานาพันธุ์ ทว่ากลับเป็นดอกไม้ที่ไร้รากแก้ว ถูกตัดก้านออกมาปักอยู่ในแจกันแจวิเศษงดงามเพื่อเอาไว้ตั้งโชว์ให้คนชมดูเล่นแค่นั้นเอง
ต่อให้จะดูสดใหม่และเบ่งบานงดงามเพียงใด แต่ช่วงเวลาเบ่งบานกลับมีอายุขัยเพียงวันเดียวเท่านั้น พลังชีวิตสู้ดอกไม้ผักหญ้าในแปลงผักที่บ้านเขาไม่ได้เลยสักนิดเดียว
ทว่ากลับมีกลุ่มผู้ฝึกตนล้อมรอบโต๊ะหยก คอยเอ่ยปากชื่นชมดอกไม้ในแจกันเหล่านั้นไม่หยุดปาก
“ดอกกล้วยไม้ลายทองคู่กับหญ้าเมฆาในแจกันของแม่นางเซียนหลี่ช่างงดงามนัก จัดวางได้ระดับสูงต่ำสอดรับกัน สีสันสะอาดตาทว่าแฝงความอ่อนช้อย งดงามสมกับตัวแม่นางเซียนจริงๆ!”
“ดอกชาในแจกันของแม่นางเซียนจางยิ่งแสดงให้เห็นถึงความประณีตของนาง นางตั้งใจใช้แจหยกปากกว้างลายเมฆา ช่างมีไหวพริบปฏิภาณเลิศล้ำ สมกับเป็นสตรีผู้มีจิตใจงดงามและเพียบพร้อม!”
พวกเขากล่าวชื่นชมดอกไม้ แต่แท้จริงแล้วคือการกล่าวชื่นชมรสนิยมและความงามของพวกผู้ฝึกตนหญิงมากกว่า
ข้างๆ แจกันวิเศษ มีคนรับใช้คอยดูแลรดน้ำตัดแต่งกิ่งไม้ คอยแอบจดจำคำชื่นชมเหล่านี้ไว้ เพื่อนำกลับไปรายงานให้เจ้านายของตนทราบในภายหลัง
นี่คืองานประชุมดูตัวเพื่อแต่งงานของพวกตระกูลดังในโลกบำเพ็ญเพียรดีๆ นี่เอง เพียงแต่ทุกคนไม่ได้เอ่ยปากพูดออกมาตรงๆ เท่านั้น
ทว่าซ่งเฉียนจีเกิดมาเป็นผู้ฝึกตนสันโดษ ชาติก่อนไม่เคยเฉียดเข้ามาในวงการสังคมชั้นสูงแบบนี้ ย่อมไม่มีทางเข้าใจเรื่องราวอันซับซ้อนเหล่านี้อยู่แล้ว
เขาตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งฟังก็ยิ่งงงงวย
มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย? พวกเจ้าเดินทางมาที่นี่เพื่อมาเรียนวิชาจัดดอกไม้กันรึไง?
เรียนวิชาจัดดอกไม้ ทว่าเอาแต่นั่งดูไม่ลงมือทำเนี่ยนะ?
เขาจึงเอ่ยปากถามขึ้น “ขออภัยที่รบกวน ไม่ทราบว่าที่นี่พอจะมีดอกไม้หรือพืชผักที่ปลูกอยู่ในกระถางดินโคลนจริงๆ บ้างหรือไม่?”
เหล่าผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์หยุดคำพูดคุยทันที
ทุกคนหันมาจับจ้องเขาเขม็ง ราวกับเห็นเรื่องแปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าอยากจะดูพืชผลที่ปลูกอยู่ในกระถางดินจริงๆ รึ?” มีคนเอ่ยถาม
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า “ข้าเดินทางมาที่นี่ นั่นก็เพื่อธุระเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย”
“อยู่ตรงระเบียงด้านนอกนู่นน่ะ” อีกคนใช้นิ้วชี้ไปที่ทิศทางหนึ่ง สีหน้าท่าทางดูแปลกประหลาดสิ้นดี “พวกนางกำลังประเมินคัดเลือกราชินีแห่งดอกไม้อยู่พอดีเลย”
“ขอบคุณสหายเต๋า!”
ซ่งเฉียนจีทอดสายตามองไป เห็นผ่านม่านผ้าโปร่งสีขาวสะอาดตา เผยให้เห็นมวลบุปผาแข่งกันเบ่งบานอยู่ด้านหลัง แว่วเสียงพูดคุยหัวเราะร่าอย่างร่าเริง
ม่านผ้าโปร่งผืนบาง แขวนนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว ไม่มีใครกล้าดึงดันยื่นมือไปเปิด ราวกับมันเป็นกำแพงเหล็กหนาที่กั้นแบ่งพื้นที่ระเบียงด้านนอกไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของพวกนาง
ผู้คนต่างพากันจับจ้องแผ่นหลังของซ่งเฉียนจีที่ก้าวเท้าตรงไปยังม่านผ้าโปร่งตาไม่กะพริบ ราวกับกำลังรอคอยดูเรื่องสนุกฉากใหญ่ ว่าเขาจะโดนลงโทษอย่างไรหลังจากก้าวผ่านม่านนั้นเข้าไป
ตรงระเบียงด้านนอก ผู้ฝึกตนหญิงสิบกว่าคนในชุดกระโปรงงดงามวิจิตรประณีต พูดคุยหัวเราะร่าด้วยความสำราญใจยิ่ง
เบื้องหน้าของแต่ละคน มีกระถางหยกสลักลายงดงามตั้งอยู่คนละใบ
ด้านนอกครอบด้วยฝาแก้วหลิวหลีโปร่งใส ครอบทั้งต้นดอกไม้และกระถางไว้มิดชิด
ภายในฝาครอบหินแก้วหลิวหลี ยังมีอักขระค่ายกลรวบรวมปราณขนาดเล็กสลักคุ้มครองไว้ ภายในฝาครอบแสงรัศมีส่องสว่างระยิบระยับ ประดุจแดนสุขาวดีในความฝัน
ม่านเมฆหนาทึบแสงอัสดงยามเย็นฉาบทาบทับ พวกนางนั่งจิบชาชมดอกไม้ ทอดสายตามองลงไปยังลานกว้างหน้าวิหารเป็นระยะ
ตึกหลังนี้ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดี มองลงไปด้านล่างย่อมสามารถมองเห็นลานประลองฝีมือแต่ละลานได้อย่างชัดเจนปรุโปร่ง
ทว่าการประลองฝีมือรอบที่สี่เพิ่งจะเริ่มขึ้น ยังไม่มีกระบวนท่าที่น่าตื่นเต้นงดงามให้ชมดู ส่วนใหญ่พวกนางจึงใช้เวลาไปกับการชมดอกไม้มากกว่า
“ดอกโบตั๋นลายทองในกระถางของแม่นางเซียนหลี่ สิบปีถึงจะออกดอกสักครั้ง รูปโฉมช่างงดงามใสกระจ่างประดุจแก้วหยกจริงๆ!”
“ดอกกุหลาบพันปีผลึกแก้วในกระถางของแม่นางเซียนเมิ่งยิ่งงดงามกว่า รัศมีสีเงินวิบวับประดุจดวงดาราบนท้องฟ้า ข้าชอบดอกนี้ที่สุดเลยล่ะ”
“ดอกเบญจมาศสีรุ้งในกระถางของแม่นางเซียนเฟิง ดอกนี้ช่างงดงาม รัศมีสาดส่องหลากสีสัน ดูสง่างามสมกับตำแหน่งราชินีแห่งมวลบุปผาแท้ๆ เลยนะ”
พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่หมอบนอนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายเด็กสาวชุดม่วง นอกจากลายสีแดงเพลิงประดุจเปลวไฟที่หน้าผากแล้ว ทั่วทั้งตัวปราศจากขนสีอื่นปะปนอยู่เลยแม้แต่เส้นเดียว
มันกำลังนอนกรนเบาๆ หากไม่นับขนาดร่างกายที่ใหญ่โตมโหฬาร ยามนอนหมอบเช่นนี้ดูเชื่องและน่ารักประดุจแมวบ้านตัวใหญ่สีขาวไม่มีผิดเพี้ยน
ทันใดนั้น ม่านผ้าโปร่งสีขาวพลันถูกมือข้างหนึ่งเปิดออก กระแสจิตวิญญาณอันแสนอบอุ่นสาดซัดเข้ามาในห้องทันที
พวกผู้ฝึกตนหญิงต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจโดยสัญชาตญาณ
น้ำเสียงอบอุ่นพลันดังขึ้น “ขออภัยที่มารบกวน!”
สิ้นประโยคนี้ พยัคฆ์ขาวที่นอนหลับอยู่บนพื้นพลันเบิกดวงตาสีแดงฉานขึ้นทันที มันกระโจนลอยละลิ่ว อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวคมกริบ พุ่งกระโจนเข้าใส่ผู้เปิดม่านอย่างรวดเร็ว
“โฮก!” เสียงพยัคฆ์คำรามดังลั่นสั่นสะเทือนระเบียงห้อง!
ผู้ฝึกตนด้านนอกม่านผ้าโปร่งต่อให้จะเตรียมใจไว้ล่วงหน้า ทว่าพอได้ยินเสียงพยัคฆ์คำรามในระยะประชิดเช่นนี้ ในใจย่อมสะท้านสั่นกลัวไปตามๆ กัน
กรงเล็บเสือวาดผ่านลมเสียงดังหวีดหวิว พุ่งเข้าประชิดหน้า ทว่าซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวหลบพ้นได้อย่างหวุดหวิด ทั้งยังพุ่งตัวสวนทางกับพยัคฆ์ขาวก้าวขึ้นหน้าไปอย่างผ่าเผย ไม่ยอมถอยหลังเลยสักก้าวเดียว
เขาคิดในใจ งานประชุมพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกผักครั้งนี้ ยังมีสัตว์อสูรเฝ้าประตูด้วยรึ? ช่างไม่มีความจำเป็นเอาเสียเลย
เสียงผู้ฝึกตนหญิงตวาดสั่ง “ฉูเสวี่ย กลับมา!”
พยัคฆ์ขาวได้รับคำสั่งรีบหันตัวกลับ ทว่ากลางอากาศมันเสียหลักยั้งตัวไม่ทัน จึงล้มกลิ้งขลุกๆ ไปกับพื้นหนึ่งตลบ พลางส่งเสียงครางฮือๆ ในลำคออย่างแสนงอน
ม่านโปร่งทิ้งตัวลงตามเดิม บดบังสายตาที่ลอบมองมาจากภายนอกจนมิดชิด
เหล่าผู้บำเพ็ญนอกม่านต่างพากันอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เจ้าคนโง่นั่นไม่โดนฉีกเป็นชิ้นๆ รึ?”
“มันเดินดุ่ยๆ เข้าไปข้างในเฉยเลย! เข้าไปได้ยังไงกัน?”
“ไม่ถูกสิ หน้าตาเจ้านั่นดูคุ้นๆ นะ... หรือว่า...” พลันมีคนอุทานด้วยความตกใจ “มันคือซ่งเฉียนจี!”
บนระเบียงกว้าง เหล่าผู้ฝึกตนหญิงต่างพากันมองสำรวจผู้มาเยือนอย่างงุนงง
เฟิงจื่ออียื่นมือไปลูบหัวพยัคฆ์ขาวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยยิ้มๆ “สหายเต๋าซ่ง ไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจกลัวใช่หรือไม่?”
เฉินหงจู้ลุกพรวดขึ้นแทบจะพร้อมกัน “เจ้าถ่อมาทำอะไรที่นี่?”
นางไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือโมโหดี ทำไมที่ไหนๆ ก็ต้องมีเจ้าหมอนี่โผล่มาอยู่เรื่อย?
เจ้าสารเลวคนนี้ช่างก่อเรื่องเก่งนัก พอไม่ยอมให้เขาลงเขาดีๆ เขาก็คิดจะป่วนนิกายฮวาเว่ยให้ป่นปี้ไปทั้งสำนักเลยรึไงกัน?
“ข้าแวะมาชมดูดอกไม้น่ะ” ซ่งเฉียนจีตอบ
ผู้ฝึกตนหญิงทั้งหลายต่างรอฟังคำอธิบายต่อ แต่พอเขาพูดประโยคนี้จบ ก็ไม่ได้อธิบายความใดๆ เพิ่มเติมอีกเลย เดินตรงไปที่โต๊ะหยกทันที ก้มหน้าก้มตาพินิจพิจารณาดอกไม้พืชผักภายใต้ฝาครอบแก้วหลิวหลีอย่างจริงจัง
เฟิงจื่ออีเอ่ยปากช่วยอธิบาย “ข้ารู้จักคนผู้นี้ดี นิสัยใจคอของเขาเป็นเช่นนี้เอง หาได้มีเจตนาล่วงเกินทุกท่าน”
“หรือว่าเขาตั้งใจมาชมดอกไม้จริงๆ?”
เฟิงจื่ออียิ้มพยักหน้า “ถูกต้อง”
นางเกือบจะหลุดปากเตือนคนอื่นว่าอย่าได้คิดเข้าข้างตัวเอง ทว่าก็รู้สึกไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ คล้ายกับตัวนางเองนั่นแหละที่กำลังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ สุดท้ายจึงเอ่ยเพียงว่า
“พวกเราก็ชมดอกไม้กันต่อเถอะ”
เฉินหงจู้ลอบค้อนปะหลับปะเหลือกพลางเบ้ปาก ในใจคิดอย่างไม่สบอารมณ์ พวกเจ้าสนิทสนมกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
พูดจาราวกับเจ้านั่นเป็นศิษย์ในคาถาของนิกายต้าเหยียนของเจ้าอย่างนั้นแหละ!
ซ่งเฉียนจีพลันเอ่ยปากถามขึ้น “ขอรบกวนถามสหายเต๋า ดอกไม้กอนี้เพาะเลี้ยงอย่างไรหรือ เหตุใดภายในกระถางดินถึงต้องใส่เศษหินแร่อูเจียงไว้สองสามก้อนด้วยล่ะ?”
น้ำเสียงท่าทางของเขาดูนอบน้อมมีมารยาทดียิ่ง ไม่เหมือนพวกตั้งใจมาก่อกวนหาเรื่อง
ทว่าผู้ฝึกตนหญิงที่ถูกถามกลับทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ตอบไปว่า “ที่บ้านมีผู้ปรุงโอสถที่เชี่ยวชาญการเพาะเลี้ยงพืชวิเศษดูแลให้อยู่ เป็นเขาที่นำมาใส่ไว้ ตัวข้าเองก็ไม่ได้รู้เรื่องลึกซึ้งเท่าใดนัก”
ซ่งเฉียนจีพยักหน้ารับคำอย่างแสนเสียดาย
เขาเอ่ยถามคำถามแนวเดียวกันนี้ไปอีกสองสามคำถาม จากนั้นก็พอจะรู้แจ้งแก่ใจว่า คนกลุ่มนี้ไม่มีใครเข้าใจเรื่องปฐพีวิทยา คุณภาพดิน ความชื้น อุณหภูมิ หรือความสมดุลของน้ำและปุ๋ยเลยสักคนเดียว
แบบนี้กล้าเรียกงานประชุมพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกผักรึ?
ในใจเขาได้แต่ส่ายหน้าพัลวัน ร้องด่าว่าไร้รสนิยมสิ้นดี พวกนางไม่เข้าใจศาสตร์แห่งการเพาะปลูกเลยสักนิดเดียว
ซ่งเฉียนจีก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ก้มลงชมดูดอกไม้อื่นต่อ
ณ ปลายโต๊ะหยก มีดอกบัวเงินวารีเบ่งบานอยู่ดอกหนึ่ง ภายใต้ฝาครอบแก้วหลิวหลี
เขาเอ่ยถามขึ้น “ขอรบกวนถามสหายเต๋า เหตุใดใต้ก้นกระถางน้ำถึงต้องใส่ผลึกเหมันต์ไว้สองก้อนด้วยล่ะ?”
สตรีที่นั่งอยู่เบื้องหลังกระถางบัวเงินสงบนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยตอบคำ
“บัวเงินวารีกอของข้ามีนิสัยชื่นชอบความหนาวเย็น เติบโตเฉพาะในหุบเหวธารน้ำแข็งลึกสุดหยั่งของหุบเขาโลหิตข้น การใส่ผลึกเหมันต์ไว้ ก็เพื่อรักษาระดับความเย็นของน้ำ ทว่าต้องไม่มากจนเกินไป สองก้อนกำลังดี ส่วนน้ำในกระถางก็นำมาจากธารน้ำแข็งขั้วโลก ดอกไม้ที่หักก้านจากมา ย่อมไม่ต่างจากผู้ที่ต้องพเนจรจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลแสนไกล”
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า “ขอบพระคุณสหายเต๋า”
ทว่าน้ำเสียงเอ่ยตอบนี้ มันกลับฟังดูคุ้นหูเขาอย่างน่าประหลาด เขาเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาฝ่าแสงอัสดงยามเย็นเข้าไป
ใบหน้านี้ ช่างคุ้นเคยนัก
เมี่ยวเยียน!
________________