Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 34 ความหวังของหมู่บ้าน)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 34 ความหวังของหมู่บ้าน

  • 24/08/2569

บทที่ 34 ความหวังของหมู่บ้าน


ท่ามกลางความคาดหวังของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์จำนวนมาก ในที่สุดงานชุมนุมปัญญาชนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ


ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก ลมวสันต์อบอุ่นพัดโชย เทือกเขาเขียวชอุ่มงดงามสบายตา


ลานกว้างหน้าตำหนักหลักเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน เมิ่งเหอเจ๋อกับกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกต่อแถวอยู่ในตำแหน่งหลังสุด ฝูงคนแออัดเบียดเสียด จ้องมองไปทางใดก็เห็นเพียงศีรษะคนสุดลูกหูลูกตา


ผู้นำนิกายยืนประกาศถ้อยคำอยู่บนแท่นสูงหน้าวิหาร พวกเขาอยู่ไกลจนมองไม่เห็นตัวคน ได้ยินเพียงเสียงอันน่าเกรงขามและชราภาพดังกังวานก้องไปทั่วขุนเขา


เป็นเพราะระยะทางห่างไกลเกินไป ประกอบกับลมเขาพัดแรง ส่งให้เสียงพูดขาดๆ หายๆ ดังบ้างเบาบ้างสลับกันไป


“พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นคนรุ่นหลังที่เป็นอนาคตของโลกบำเพ็ญเพียร เป็นเสาหลักของแผ่นดิน...”


“ต้องตั้งมั่นบำเพ็ญเพียร ไม่ให้เสียทีที่สำนักคอยอบรมสั่งสอน และไม่ให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง...”


“แต่ละสำนักต้องร่วมแรงร่วมใจกัน กำจัดคนชั่ว ผดุงคนดี ผดุงธรรมมะ รักษาความสงบเรียบร้อยของโลกบำเพ็ญเพียร...”


เมิ่งเหอเจ๋อฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่แค่เขา ทว่าคำพูดแถลงการณ์สบถตามพิธีรีตองเช่นนี้ ใครหน้าไหนก็ฟังไม่เข้าหูทั้งนั้นแหละ


เขาหันไปมองรอบๆ ใบหน้าเยาว์วัยแต่ละหน้ามีสีหน้าท่าทางแบบเดียวกันหมด พยายามทำเป็นนิ่งสงบ แต่ในใจกลับตื่นเต้นฮึกเหิมสุดขีด


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ก้าวเท้าเข้าสู่ยอดเขาหลักฝ่ายใน ที่แท้ตำหนักมันสูงใหญ่โตมโหฬารกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ ทะเลเมฆยิ่งงดงามอลังการกว่าที่เขาเคยฝันถึง แม้แต่ปลาหลีห้าสีที่กระโดดโลดเต้นอยู่ในทะเลเมฆ พวกมันก็ยังดูงดงามกว่าในข่าวลือเสียด้วยซ้ำ


ตอนแรกเขารู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดีเพื่อแสร้งทำเป็นว่าตนเองแวะเวียนมาที่นี่บ่อยครั้งจนชินทาง


ทว่าตลอดเส้นทางเดินทางมา มีศิษย์สำนักอื่นเข้ามาทักทายปราศรัยกับเขาไม่ขาดสาย ทั้งยังมีผู้ฝึกตนโพ้นทะเลเดินมาถามทางเพราะหลงทางอยู่บ่อยๆ ต่างพากันเรียกขานเขาว่า “สหายเต๋าแห่งนิกายฮวาเว่ย” พอนึกขึ้นได้ว่าทุกคนต่างก็เพิ่งเคยมาเยือนงานชุมนุมแห่งนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกันหมด มันก็เหมือนกับทุกคนเพิ่งจะเคยเกิดมาเป็นคนเป็นครั้งแรกนั่นแหละ ในใจเขาจึงสงบลงได้อย่างน่าประหลาด


เขาพึงพอใจกับการถูกผู้ฝึกตนต่างถิ่นเรียกขานว่า “สหายเต๋า” จากนั้นจึงประสานมือทักทายตอบ แนะนำตัวซึ่งกันและกันอย่างผ่าเผย


ไม่ใช่เหมือนตอนอยู่ที่ฝ่ายนอก ที่มักจะโดนผู้ดูแลหรือศิษย์ฝ่ายในกวักมือเรียกโวยวายประดุจสัตว์เลี้ยงว่า


“นี่ๆๆ เจ้าคนตรงนั้นน่ะ เดินมานี่ซิ”


ตอนเดินมาตามเส้นทางเดิน เมิ่งเหอเจ๋อก็ได้ทำความรู้จักกับสหายผู้ฝึกตนจากต่างสำนักไปตั้งหลายคนแล้ว


มีบางคนจำได้ว่าเขาคือ “เด็กหนุ่มเด็ดใบบัวที่ทะเลสาบเหยาเยว่” ต่างพากันเอ่ยปากชมเชยว่าวิชาตัวเบาของเขาชำนาญและงดงามยิ่งนัก


บางคนเห็นเขา “กระดูกอายุเพียงสิบสี่ปี ทว่ากลับมีตบะบำเพ็ญถึงขอบเขตสร้างรากฐาน อนาคตย่อมต้องรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัดแน่นอน” จึงได้เป็นฝ่ายเข้ามาทักทายผูกมิตรกับเขาก่อน


เมิ่งเหอเจ๋อเดิมทีก็เป็นคนอัปลักษณ์ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีที่สุดในฝ่ายนอกอยู่แล้ว การคบหาสมาคมสร้างสหายใหม่จึงเป็นเรื่องง่ายดายประดุจปอกกล้วยเข้าปากสำหรับเขา


ภายหลังได้มาคลุกคลีอยู่กับซ่งเฉียนจีบ่อยครั้ง จึงได้รับการซึมซับบารมีอันนิ่งสงบจากอีกฝ่ายมาโดยไม่รู้ตัว ยามนี้เวลาพูดคุยหัวเราะร่ากับผู้ฝึกตนต่างสำนักจึงดูสง่างามผ่าเผย ไร้ซึ่งความขลาดกลัวเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว


คำกล่าวปราศรัยที่ฟังไม่รู้เรื่องในที่สุดก็สิ้นสุดลง เมิ่งเหอเจ๋อจดจำกฎกติกาการแข่งขันได้ขึ้นใจ ทว่าเรื่องอื่นกลับจำไม่ได้เลยสักอย่างเดียว


การประลองฝีมือและการเดินหมากเริ่มต้นขึ้นพร้อมกัน ฝ่ายแรกมีคนลงแข่งเยอะ ฝ่ายหลังต้องใช้เวลาเยอะ ระบบการแข่งขันล้วนเป็นการจับคู่ประลอง สู้กันเพื่อคัดเลือกผู้ชนะผ่านเข้ารอบต่อไป


ส่วนการประลองฉินกับการประลองอักษรและภาพวาด ถูกจัดแจงไว้ในอีกสามวันข้างหน้า


เมิ่งเหอเจ๋อเดินตามฝูงชนไปที่จุดจับฉลาก ยืนต่อแถวรอคอย พลางคุยเล่นกับศิษย์ข้างหน้าข้างหลัง


เขาเหลือบมองแผ่นป้ายกระดาษสีเหลืองในมือ: กลุ่มติง(4) หมายเลข 365 นี่คือป้ายหมายเลขประจำตัวที่เขาได้รับตอนลงชื่อสมัคร
(丁- dīng : แปลว่า ลำดับที่ 4 หรือเทียบเท่าตัวอักษร D ในภาษาอังกฤษ)


การประลองฝีมือมีคนสมัครเยอะ จึงถูกสุ่มแบ่งออกเป็นสิบกลุ่ม กลุ่มละหนึ่งพันคน คนห้าร้อยคนแรกไปจับฉลาก ส่วนคนห้าร้อยคนหลังยืนรอคอยถูกจับชื่อขึ้นมาสู้


เขาอยู่กลุ่มติง หมายเลขประจำตัว 365 ประจวบเหมาะกับจำนวนวันในหนึ่งปีพอดี ผู้ฝึกตนจากอารามจื่ออวิ๋นที่เพิ่งทำความรู้จักกันเมื่อครู่บอกว่า ฟ้ากลมดินเหลี่ยม พลังปราณหมุนเวียนราบรื่น ตัวเลขนี้ถือเป็นสิริมงคลมาก


“กลุ่มติง(4) 365 ประลองกับ กลุ่มอี่(2) 24 รับแผ่นป้ายไปได้ เดินทางไปรอเตรียมตัวที่ลานประลองเทียนจื่อหมายเลขสาม” ศิษย์ผู้ดูแลที่ทำหน้าที่แจกแผ่นป้ายมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยทวนคำซ้ำๆ ประดุจเครื่องจักร “เรียกชื่อแล้วไม่มาถือว่าสละสิทธิ์ เจตนาทำผิดกฎถือว่าสละสิทธิ์ การประลองสามรอบแรกกำหนดเวลาไว้หนึ่งก้านธูป หากหมดเวลาแล้วยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ถือว่าสละสิทธิ์ทั้งคู่”


ในช่วงแรกของการประลองฝีมือ ลานกว้างถูกดัดแปลงสร้างเป็นลานประลองชั่วคราวยี่สิบแห่ง เพื่อให้สามารถจัดการประลองยี่สิบคู่พร้อมกันได้ทันที


ช่วงท้ายเมื่อยอดฝีมือถูกคัดเลือกจนเหลือเพียงผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง จำนวนลานประลองย่อมลดลงตามไปด้วย เพื่อให้ทุกคนสามารถมารวมตัวกันรับชมการประลองได้อย่างทั่วถึง


เมิ่งเหอเจ๋อเดินฝ่าฝูงชนอีกครั้ง ปีนป่ายขึ้นเขาลงห้วยเพื่อมองหาลานประลอง “เทียนจื่อหมายเลขสาม” 


ในเวลานี้วุ่นวายไปหมด มีผู้ดูแลที่คอยตะโกนเรียกชื่ออย่างวุ่นวาย ศิษย์ตำหนักบังคับใช้กฎที่คอยรักษาความสงบเรียบร้อย ศิษย์ที่ยืนรอคอยการประลองด้วยใจเต้นระทึก คู่ประลองที่คอยเอ่ยปากข่มขวัญหรือทำความเคารพซึ่งกันและกัน... และยังมีพวกผู้ฝึกตนหญิงที่จับกลุ่มพูดคุยกันสนุกสนาน รวมถึงพวกผีพนันที่แอบตั้งวงพนันขันต่ออยู่ข้างลานประลอง


เครื่องแต่งกายของแต่ละสำนักหลากสีสัน สำเนียงท้องถิ่นของแต่ละที่พูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าว


ในช่วงแรกของการประลองฝีมือ บรรยากาศดูไม่เหมือนงานชุมนุมปัญญาชนอันทรงเกียรติเลยสักนิด ทว่าดูเหมือนตลาดสดที่ผู้คนปะปนคละเคล้ากันไปหมดเสียมากกว่า


เมิ่งเหอเจ๋อเดินชมภาพเหตุการณ์ตื่นตาตื่นใจไปตลอดทาง เขาชอบบรรยากาศตลาดสดที่แสนคึกคักแบบนี้จริงๆ


แบบนี้สิ! ถึงจะสมกับเป็นโลกบำเพ็ญเพียรที่เต็มไปด้วยสีสันอันเจิดจ้าและน่าสนุกสนาน ไม่ต้องโดนใครมาสั่งการหรือกดขี่ ทุกคนต่างมีอิสระเสรีในการคบหามิตร และสำแดงเดชฝีมือของตนเองอย่างตรงไปตรงมา


ยืนอยู่บนลานประลอง เขาทำความเคารพคู่ต่อสู้อย่างนอบน้อม “ศิษย์นิกายฮวาเว่ย เมิ่งเหอเจ๋อ โปรดชี้แนะด้วย”


“ศิษย์สำนักซีไห่ จางต้าเหริน คารวะสหายเต๋า” อีกฝ่ายประสานมือคารวะตอบ


เมิ่งเหอเจ๋อชูกระบี่ระดับต่ำในมือขึ้น


เขาคิดในใจ ชีวิตแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าชีวิตที่แท้จริง รอให้งานชุมนุมสิ้นสุดลง ตัวเขาก็จะขอใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป เขาจะไม่ยอมกลับไปตักอุจจาระสัตว์อสูร หรือขุดดินเหมืองหินปราณอีกเด็ดขาด


...


การประลองฝีมือสามรอบแรกเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา จึงดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก


ยามดวงตะวันตกดิน การจับฉลากรอบที่สี่ก็เสร็จสิ้นลงแล้ว


ลานประลองยังคงคึกคัก และเริ่มมีเปลหามคนเจ็บปรากฏขึ้นข้างลานประลองแล้ว ผู้ฝึกตนสายรักษาวิ่งวุ่น ลมเขาพัดพาเอากลิ่นอายคาวเลือดลอยมาเตะจมูกเป็นระยะ


ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อในฐานะทายาทคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ของฝ่ายนอกนิกายฮวาเว่ย เปรียบเสมือนความหวังของคนทั้งหมู่บ้าน เขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเลย ยิ่งสู้ก็ยิ่งกระปรี้กระเปร่าซ้ำยังมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ


เขาเพิ่งจับฉลากเลือกคู่ต่อสู้ในรอบที่สี่เสร็จ ยามนี้นั่งพักผ่อนอยู่ที่ลานเตรียมตัวข้างลานประลอง


ระหว่างการประลองรอบที่สามและรอบที่สี่ มีเวลาให้โคจรปรับลมปราณครึ่งจอกชา


เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกที่ตกรอบไปแล้วพากันมารุมล้อมรอบตัวเขา บางคนช่วยทายาสมานแผล บางคนช่วยเช็ดเหงื่อ และถึงขั้นมีคนช่วยโบกพัดถามไถ่ว่าร้อนหรือไม่


ย่อมต้องร้อนสิ ข้าจะไม่ร้อนได้อย่างไรกันเล่า?


เมิ่งเหอเจ๋อสูดหายใจลึก “ใครก็ได้ช่วยแวะไปที่เรือนซ่ง เชิญศิษย์พี่ซ่งมาที่นี่หน่อยสิ”


โจวเสี่ยวอวิ๋นเตรียมจะออกเดินทางทันที “ได้เลย! ข้าจะไปบอกว่า ท่านผ่านเข้ารอบที่สี่แล้ว ให้ศิษย์พี่แวะมาดูท่านประลองฝีมือใช่ไหม?”


“ไม่ๆ ห้ามพูดแบบนั้นเด็ดขาดนะ” เมิ่งเหอเจ๋อรีบห้ามไว้ สายตาหันไปมองตึกหรูหราที่รายล้อมไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ตรงโน้น “เจ้าก็แค่บอกท่านว่า มีคนตั้งวงประกวดดอกไม้อยู่ข้างลานประลอง มีไม้ดอกไม้ประดับหายากจากทั่วทุกสารทิศมารวมตัวกันที่นี่ หากไม่แวะมาชมย่อมต้องเสียดายแย่ ชวนท่านมาชมดอกไม้ ส่วนเรื่องดูข้าประลองฝีมือถือเป็นของแถมแล้วกันนะ”


โจวเสี่ยวอวิ๋นเลื่อมใสยิ่งนัก “ศิษย์พี่เมิ่ง แผนการของท่านช่างสูงส่งยิ่งนักเจ้าค่ะ!”


ผู้ฝึกตนหญิงบางคนที่ไม่ได้ลงแข่งประลองฝีมือ ยามนี้กำลังจัดงานประกวดดอกไม้อยู่บนตึกหลังนั้นจริง หากจะบอกว่าเป็นงานชมดอกไม้ก็ไม่นับว่าเป็นการโกหกแต่อย่างใด


ซ่งเฉียนจีหลังจากฟังคำบอกเล่าของศิษย์ฝ่ายนอก จึงเข้าใจไปเองว่าเป็นงานประชุมพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกดอกไม้ของเหล่าคนรักต้นไม้


งานชุมนุมปัญญาชนมีงานมงคลที่น่ายินดีและสร้างสรรค์เช่นนี้จัดขึ้นด้วยรึ? ชาติก่อนทำไมเขาไม่เคยรู้เรื่อง?


เรื่องดีๆ แบบนี้จะพลาดได้อย่างไร!


“งานในแปลงผักข้ายังเหลืออีกนิดหน่อย พวกเจ้ารีบกลับไปก่อนเถอะ ประเดี๋ยวข้าทำเสร็จแล้วจะตามไป” ซ่งเฉียนจีกล่าว


ทว่าลานกว้างหน้าตำหนักกว้างใหญ่ไพศาลนัก ฝูงชนเนืองแน่นสุดลูกหูลูกตา ซ่งเฉียนจีเดินทางมาถึง ยังไม่ทันได้มองหาจุดจัดงานประกวดดอกไม้ ก็ถูกใครบางคนตะโกนเรียกไว้เสียก่อน “ศิษย์น้องซ่ง!”


ซ่งเฉียนจีหันกลับไปมอง


ศิษย์ตำหนักคุมกฎสองคน คนหนึ่งตัวสูงคนหนึ่งตัวเตี้ยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา “เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย เจ้าย่อมไม่มีทางลืมเลือนพวกข้าใช่ไหม?”


ท่าทางของทั้งสองคนดูเป็นมิตรและตื่นเต้นกระตือรือร้นอย่างมาก วิ่งมารุมล้อมถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ราวกับได้พบเจอเงินหินปราณสิบคันรถอย่างไรอย่างนั้น


ซ่งเฉียนจีงงงวย “พวกเจ้าตกลงมีธุระอะไรกันแน่?”


สวีคั่นซานกับชิวต้าเฉิง สองคนนี้ก็คือศิษย์ที่เคยไปส่งเขาที่ยอดเขาหลักในคืนพิจารณาคดีของเมิ่งเหอเจ๋อนั่นเอง ภายหลังยังเคยพนันกับคนอื่นเรื่องได้เห็นหน้าเมี่ยวเยียนกับตา จนต้องวิ่งโร่มาหาเขาที่เรือนซ่งเพื่อขอให้ช่วยเป็นพยานให้


ชิวต้าเฉิงแสดงสีหน้าละห้อย ร้องโอดครวญ “พวกข้ากำลังจะแพ้พนันจนแทบไม่มีกางเกงจะใส่แล้ว เจ้ายกวาสนาล้นฟ้ามาช่วยพวกข้าทีเถิดนะ!”


สวีคั่นซาน “วาสนาอันดีงามของเจ้า พวกเราสองคนเห็นมากับตา เชื่อมั่นในตัวเจ้าที่สุด!”


พูดจบก็แอบหยิบโพยพนันสองสามใบออกมาโชว์อย่างลับๆ


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “ข้าไม่เคยเล่นพนันเลยสักครั้ง”


ชิวต้าเฉิงดึงแขนเสื้อเขาไว้ “ไม่ต้องให้เจ้าเล่นพนัน ขอเพียงเจ้าชี้แนะว่าควรจะแทงฝั่งไหนก็พอ พวกเราตกลงกันไว้แล้วตั้งแต่คราวก่อน เจ้าจะกลับคำไม่ได้นะ!”


ซ่งเฉียนจียิ้มกล่าว “ตกลง ข้าจะเดินเล่นเป็นสหายพวกเจ้าสักครู่แล้วกัน”


เขาเดินตามทั้งสองคนแวะเวียนไปตามลานประลองต่างๆ แหงนหน้ามองดูการต่อสู้เพียงสองสามปราด ก็บอกให้พวกเขารู้ทันทีว่าควรจะแทงฝั่งไหนชนะ พลางกวาดสายตามองหางานประกวดดอกไม้ไปด้วย


ซ่งเฉียนจีชี้แนะใครชนะ คนนั้นก็ชนะจริงๆ ชิวต้าเฉิงกับสวีคั่นซานเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังทุกครั้งที่ลงเงินพนัน ย่อมทุ่มเงินจนหมดตัว กวาดเงินรางวัลกลับมาจนกระเป๋าตุง


ทั้งสองคนรู้มารยาทดี กลัวคนอื่นจะแทงตาม และยิ่งกลัวคนตั้งแผงพนันจะโกรธแค้น จึงใช้วิธีวิ่งรอกเปลี่ยนแผงพนันไปเรื่อยๆ แทงเสร็จก็รีบย้ายที่ทันที


“เจ้าช่างมีเทพเซียนคุ้มครอง วาสนาหนุนนำ สยบไปทั่วทุกวงการโดยแท้!” ชิวต้าเฉิงหัวเราะจนปากแทบฉีกถึงรูหู


“ไม่ใช่เรื่องวาสนา มันคือวิชาสายตาน่ะ” ซ่งเฉียนจีเอ่ยอย่างจนปัญญา “วาสนาของข้ามันแย่มาตลอดต่างหากเล่า”


“หรือว่าก่อนที่พวกเขาจะลงมือต่อสู้กัน เจ้าก็สามารถมองออกแล้วว่าพลังฝีมือของใครเหนือกว่า และใครจะเป็นฝ่ายชนะรึ?” สวีคั่นซานถาม


ซ่งเฉียนจีครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็ประมาณนั้นแหละ”


ทั้งสองคนสบตากัน หัวเราะร่าลั่น บอกว่าไม่เชื่อคำพูดของเขาเด็ดขาด


ทั้งสามคนเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมา จนมาถึงข้างลานประลองเทียนจื่อหมายเลขหนึ่ง


พลันมีคนตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นยินดี “ศิษย์พี่ซ่ง ศิษย์พี่ซ่งมาแล้ว!”


ซ่งเฉียนจีมองเห็นเมิ่งเหอเจ๋อกับกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกยืนอออยู่ข้างลานประลอง คาดเดาว่าเมิ่งเหอเจ๋อคงกำลังจะลงสนามประลอง จึงได้ยกมือโบกทักทายพลางยิ้มส่งให้


“คราวนี้แทงใครชนะดีล่ะ?” ชิวต้าเฉิงถาม


ซ่งเฉียนจีปรายตามองคู่ต่อสู้ที่ยืนเตรียมพร้อมอยู่ฝั่งตรงข้าม พลันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ย่อมต้องแทงเมิ่งเหอเจ๋อชนะอยู่แล้ว”


ชิวต้าเฉิงอึกอัก “แต่รอบนี้เขาจับฉลากได้ไม่ค่อยดีนะ ฝั่งตรงข้ามเป็นถึงศิษย์เอกแห่งสำนักเหลียนซาน ช่วงนี้ชื่อเสียงกำลังรุ่งโรจน์เกริกไกรเชียวล่ะ!”


สวีคั่นซาน “เจ้าคงไม่ได้เป็นเพราะมีความสัมพันธ์อันดีกับเมิ่งเหอเจ๋อ เลยสั่งให้พวกเราแทงเขาชนะหรอกนะ? มิตรภาพพี่น้องไม่ได้วัดกันที่เงินทอง เมิ่งเหอเจ๋อชนะไปก็แบ่งเงินหินปราณให้พวกเราไม่ได้สักก้อน!”


“ตามใจพวกเจ้าแล้วกัน” ยามที่พูดคุย ซ่งเฉียนจีมองเห็นตึกหลังใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยมวลบุปผางดงามหลังนั้นแล้ว ในใจยินดียิ่ง “ข้ามีธุระ ขอตัวไปก่อนนะ”


สองคนห้ามไว้ไม่ทัน เห็นเพียงร่างของเขาพริ้วไหว ชั่วพริบตาก็มลายหายไปในฝูงชนแล้ว


ผู้ดูแลข้างลานประลองเริ่มตีกลองส่งสัญญาณ คนตั้งแผงพนันเร่งเร้าเสียงดัง “ใกล้จะเปิดศึกแล้ว โอกาสสุดท้ายในการลงเงินพนัน!”


“ข้าแทงกลุ่มติง หมายเลข 365 เมิ่งเหอเจ๋อชนะ” ชิวต้าเฉิงล้วงเอาถุงเก็บของออกมา ทุ่มเงินหินปราณทั้งหมดลงไป “ทุ่มหมดตัวเลย!”


อีกด้านหนึ่ง ในลานเตรียมตัว เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


“ทำไมศิษย์พี่ซ่งไม่เดินมาหาพวกเราล่ะขอรับ?” มีศิษย์ฝ่ายนอกยืดคอมองหา “เขาเดินมากับศิษย์พี่ตำหนักคุมกฎสองคนนั้นมิใช่หรือ?”


“เขาคง... มองไม่เห็นข้ากระมัง” เมิ่งเหอเจ๋อเดินขึ้นลานประลองตามเสียงเร่งเร้าของผู้ดูแล


ทันใดนั้น มีศิษย์คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ตะโกนลั่น “ศิษย์พี่เมิ่ง! เมื่อครู่ศิษย์พี่ซ่งเพิ่งจะไหว้วานให้ศิษย์พี่ตำหนักคุมกฎ ทุ่มเงินพนันแทงข้างท่านชนะจนหมดตัวเลยขอรับ!”


เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไป ร่างกายราวกับมีกระแสไฟวิ่งพล่าน ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า “จริงรึ? ศิษย์พี่ซ่งทำแบบนั้นจริงๆ หรือ!?”


สวีคั่นซานกับชิวต้าเฉิงพุ่งมาเกาะขอบลานประลอง ตะโกนสุดเสียง “สหายเต๋าเมิ่ง! ศิษย์น้องเมิ่ง! พวกข้าทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตแทงข้างเจ้าชนะแล้วนะ เจ้าต้องสู้สุดใจห้ามทำให้พวกข้าผิดหวังเด็ดขาดนะเว้ย!”


ขุนเขายังคงงดงาม ทะเลเมฆปลาหลีห้าสีกระโดดเริงร่าโต้แสงอัสดงยามเย็น


ซ่งเฉียนจียังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าสู่ตึกหลังนั้น พลันได้กลิ่นหอมหวนของมวลบุปผาโชยมาเตะจมูกเสียแล้ว


ภายในตึกนี้ต้องมีดอกไม้และพืชผักปลูกอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยชนิดแน่ๆ แข่งกันเบ่งบานส่งกลิ่นหอมฟุ้ง


ซ่งเฉียนจียิ้มละไม พึงพอใจอย่างยิ่งยวด


วันนี้เขาต้องได้รับความรู้และเมล็ดพันธุ์กลับมามากมายแน่นอน


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป