อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 33 เปลี่ยนกลอุบายกะทันหัน
“สหายเต๋าท่านนี้ ท่านเดินทางมาเพื่อพบซ่งเฉียนจีใช่หรือไม่?” บุรุษหนุ่มผู้ใช้ชื่อแฝงว่าหวังถู่เกิ่น แต่ตัวจริงคือเถ้าแก่ร้านประทินผิว ‘ฮวาลิ่ว’ เอ่ยปากถาม
ทว่าหญิงสาวชุดขาวกลับนิ่งเงียบไม่ยอมปริปาก สองมือกอดฉินในอ้อมอกแน่นขึ้น ปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีดจางๆ
“ท่านอย่าได้ตกใจกลัว ข้าไม่ใช่คนเลวนะขอรับ!” เขายิ้มอย่างซื่อๆ “ข้าเองก็เพิ่งจะเดินออกมาจากเรือนซ่ง ศิษย์พี่ซ่งยามนี้กำลังนั่งทานบะหมี่อยู่ ไม่ทราบว่าแม่นางเซียนมาจากสำนักใด และเดินทางมาพบศิษย์พี่ซ่งด้วยธุระอันใดรึ? ข้ากับเขามีความคุ้นเคยกันดีอยู่ สามารถช่วยส่งข่าวบอกเขาให้ได้นะขอรับ”
หญิงสาวชุดขาวเห็นชัดว่าไม่เชื่อถือคำพูดของเขา ปฏิเสธเสียงเบาทว่าเฉียบขาด “ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่ฮวาลูบใบหน้าของตนเอง คิดในใจว่าผู้ฝึกตนหญิงคนนี้ระมัดระวังตัวดีแท้ ไม่ได้หลอกง่ายเหมือนโจวเสี่ยวอวิ๋นเมื่อตอนกลางวันเลยสักนิด น่าเสียดายที่ยามนี้ตนเองแปลงโฉมมาในรูปร่างของคนซอมซ่อยากไร้จากบ้านนอก ทักทายปราศรัยกับผู้ฝึกตนหญิงย่อมไม่มีใครยอมคุยด้วยอยู่แล้ว
เรื่องแบบนี้ควรจะให้เสี่ยวหมี่ผู้ดูแลร้านข้าวสารมาทำมากกว่า เจ้าเด็กนั่นปากหวานก้นเปรี้ยว เชี่ยวชาญการประจบเอาใจพวกผู้ฝึกตนหญิงสวยๆ เป็นที่สุด
หนังสือคู่มือเขียนเตือนไว้ชัดเจน ความสะดวกของการทำงานร่วมกันเป็นทีมมันอยู่ตรงนี้: ต่างคนต่างทำตามหน้าที่ โชว์ความเชี่ยวชาญของตนเอง คนหนึ่งทำไม่ได้ผล งั้นก็เปลี่ยนให้อีกคนลงมือทำแทน
เขายิ้มกล่าวอำลา จดจำทรวดทรง ท่วงท่า และลักษณะท่าทางการแต่งกายของหญิงสาวตรงหน้าไว้ในหัวอย่างแม่นยำ
เหอชิงชิงยืนเผชิญหน้ากับประตูเรือนซ่งสีแดงชาดที่ปิดสนิท ลังเลอยู่นาน สองมือยกขึ้นเตรียมจะเคาะประตู ทว่าก็ละมือลงหลายต่อหลายครั้ง
ราตรีเริ่มล่วงเลย ลมพัดใบไม้ดอกไม้แกว่งไกว จันทร์ลอยสูงเด่นขึ้นเรื่อยๆ
นางกอดเข่านั่งลงข้างรั้วไม้ไผ่ จ้องมองดอกเทียนกิ่งที่กำลังเบ่งบานภายใต้แสงจันทร์ ท่วงท่าแบบเดียวกับคราวก่อน แต่สภาพจิตใจในยามนี้กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
อีกฟากของบานประตู เมิ่งเหอเจ๋อเดินไปเดินมาอยู่ในลานบ้าน
เขาทะลวงขั้นตบะสำเร็จ ประสาทสัมผัสห้าด้านเฉียบคมขึ้นอย่างมาก ย่อมรู้ดีว่ามีคนยืนรออยู่ข้างนอก ทว่ากลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่อยากเปิดประตูต้อนรับ
ใครจะไปรู้ว่าคนข้างนอกจะนำพาความยุ่งยากอะไรมาให้ศิษย์พี่ซ่งต้องเหนื่อยยากอีกหรือไม่
“ศิษย์พี่ซ่ง พรุ่งนี้เช้าข้าต้องไปจับฉลากเลือกคู่ประลองแล้วนะขอรับ” เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกกังวลเล็กน้อย “ครั้งนี้ข้าจะทำสำเร็จไหมขอรับ?”
ซ่งเฉียนจีกำลังนั่งทานบะหมี่อยู่ ไม่ได้เอ่ยตอบคำ
พรุ่งนี้เช้าเวลายามเฉิน (07:00-09:00 น.) พิธีจับฉลากเลือกคู่ประลองฝีมือในงานชุมนุมปัญญาชนจะเริ่มต้นขึ้น ของรางวัลล่อใจมากมาย กฎกติกาง่ายแสนง่าย สู้กันเป็นคู่ ผู้ชนะผ่านเข้ารอบต่อไป
ยามนี้เมิ่งเหอเจ๋อไม่ได้ต้องการคำตอบอันใด เขาเพียงแค่อยากระบายความอัดอั้นตันใจในอกออกมาบ้างเท่านั้นเอง
“ข้าเฝ้ารอคอยวันนี้มานานแสนนานแล้วขอรับ ข้าจำต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเดินทางมาไกลเพื่อเสาะหาเส้นทางเซียน นึกว่าจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ฝ่ายใน ใครจะคาดคิดว่าจะต้องมาทนตรากตรำตรากตรำทำงานหนักอยู่ในฝ่ายนอกมาตั้งสามปี นึกว่าขยันทำงาน ขยันบำเพ็ญเพียรแล้วจะพบทางสว่าง ที่ไหนได้วันเวลาในแต่ละวันกลับจืดชืดไร้รอยต่อ ความเหนื่อยยากในชีวิตมองไม่เห็นปลายทางเลยสักนิด จนกระทั่งพวกเราสองคนถูกจ้าวอวี๋ผิงวางแผนเล่นงาน ตกหน้าผาลงไปด้วยกัน... ข้าไม่รู้เลยว่าหากไม่มีศิษย์พี่คอยช่วยเหลือ ป่านนี้ข้าจะมีชีวิตความเป็นอยู่แบบไหนกันแน่ ชาติก่อนข้าคงต้องทำความดีสะสมบุญบารมีไว้มากแน่ๆ ชาตินี้ถึงได้มีวาสนาได้มาพบเจอศิษย์พี่ขอรับ”
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ชาติก่อนข้าดูไม่ออกเลยสักนิด ว่าเจ้าลัทธิฝ่ายมารอย่างเจ้า มันจะเป็นคนอ่อนไหวและพูดจามีหลักการได้ขนาดนี้เลยนะเนี่ย โถๆๆ
เมิ่งเหอเจ๋อกล่าวต่อ “ข้าต้องการโอกาสในงานชุมนุมปัญญาชนครั้งนี้ ต้องการเคล็ดวิชาและทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรที่เป็นของรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ คนมากมายที่เหมือนกับข้าต่างก็ต้องการทรัพยากรเหล่านี้ ทว่าเหตุใด ของล้ำค่าเหล่านั้นถึงต้องตกอยู่ในมือของคนตระกูลใหญ่ตลอดกาลด้วยเล่า? วันใดข้างหน้าหากข้าบรรลุเต๋าเป็นเซียน ข้าจะขอเปลี่ยนขอบเขตฟ้าดินใหม่ ให้ผู้ฝึกตนทั่วทั้งใต้หล้า สามารถเข้ามาฝึกฝนเคล็ดวิชาของข้าได้อย่างอิสระ ไม่ต้องส่งส่วยหินปราณให้ข้า และไม่ต้องคอยทำงานรับใช้ข้าด้วย!”
เขาอยากจะสร้างตึกหลังใหญ่โตนับหมื่นแสนหลัง เพื่อคุ้มครองปกป้องผู้ยากไร้ทั่วใต้หล้าให้พ้นจากแดดฝนและมีความสุขถ้วนหน้า
ซ่งเฉียนจียิ้มกล่าวว่า “รอจนถึงวันนั้นจริงๆ ต่อให้เจ้ายินยอมปล่อยวาง ทว่าเบื้องหลังของเจ้ายังมีสำนัก ศิษย์ร่วมสำนัก และลูกหลานคนรุ่นหลังของตระกูลที่ต้องคอยเลี้ยงดูค้ำชูอยู่ดี พวกเขาจะยอมปล่อยวางเหมือนเจ้าด้วยรึ?”
เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ตั้งสำนัก ไม่รับศิษย์ และไม่สร้างครอบครัวมีลูกหลาน ข้าจะขอปรนนิบัติพัดวีดูแลศิษย์พี่เพียงคนเดียวก็พอแล้ว
“ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะจับฉลากได้สู้กับใคร... แต่สู้กับใครก็ช่างเถอะ ถือว่าคนผู้นั้นซวยไปแล้วกัน! ข้าจะเอาชนะศัตรูทุกคน คว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งมาครองให้จงได้”
ก่อนจะถึงศึกตัดสินครั้งใหญ่ในชีวิต ไม่ว่าคำพูดที่เจ้าเอ่ยออกมาจะดูน่าเบื่อและไร้สาระเพียงใด เจ้าก็ย่อมอยากจะมีคนคอยนั่งรับฟังอยู่ข้างๆ เสมอ
ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่ทำอะไรเลย และไม่พูดอะไรเลยสักคำเดียวก็ตาม
เมิ่งเหอเจ๋อยิ่งพูดยิ่งฮึกเหิม จนกระทั่งซ่งเฉียนจีทานบะหมี่เสร็จ วางตะเกียบลงบนชาม
เสียงตะเกียบกระทบขอบชามเบาๆ ประดุจยันต์สะกดวิญญาณใบหนึ่ง
เขาหยุดพูดทันที จากนั้นก็ทำหน้าที่ปรนนิบัติจัดแจงเก็บชามตะเกียบอย่างชำนาญ ยื่นผ้าแห้งมาให้ศิษย์พี่เช็ดมือ และรินน้ำชาหอมๆ มาเสิร์ฟ
ซ่งเฉียนจียืนขึ้น เดินเข้าไปในแปลงผัก โน้มตัวลงเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ซ่ง ขออภัยด้วยขอรับ ข้าพูดมากเกินไปหน่อย...” เมิ่งเหอเจ๋อใบหน้าขัดเขิน “...คืนนี้สมองข้าคงไม่ค่อยปกติ ท่านอย่าได้ใส่ใจข้าเลย ข้าขอตัวลาก่อนขอรับ”
“ช้าก่อน”
ซ่งเฉียนจีเด็ดดอกมันฝรั่งมาสองดอก ยื่นส่งให้เมิ่งเหอเจ๋อดอกหนึ่ง
เป็นดอกไม้สีม่วงอ่อนขนาดเล็กที่เพิ่งเด็ดออกจากกิ่ง ยังคงมีหยดน้ำค้างใสเกาะอยู่บนกลีบดอก กลีบดอกบางเบาสั่นไหวตามลมราตรี
เมิ่งเหอเจ๋อรับมา ถือไว้ด้วยความมึนงง ดอกมันฝรั่งนี่ควรเอาไปผัดน้ำมันหรือเอาไปยำดีล่ะ? ดอกเดียวคงกินไม่อิ่มหรอกนะขอรับ
“ศิษย์พี่อยากจะเพิ่มกับข้าวรึ?”
ซ่งเฉียนจีน้ำท่วมปากพูดไม่ออก ชาติก่อนเขาไม่มีลูก และไม่มีญาติมิตร คำอวยพรของบ้านอื่นเขาพูดกันอย่างไรนะ?
สุดท้ายเขาจึงเอ่ยเพียงประโยคเดียวสั้นๆ ว่า “ขอให้ชนะศึกทุกครั้ง ทุกเรื่องราวราบรื่นสมปรารถนา”
เมิ่งเหอเจ๋ออึ้งไป แววตาพลันสว่างวาบขึ้นมาในพริบตา
ซ่งเฉียนจีผลักเปิดประตูรั้วเดินออก
เหอชิงชิงได้ยินเสียงเปิดประตู สะดุ้งโหยงรีบลุกขึ้นยืนทันที “สหายเต๋าซ่ง! ข้า... ข้ามาทำความรำคาญใจให้ท่านหรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งเฉียนจีขานรับคำหนึ่ง คิดในใจ เจ้าไม่ได้รบกวนข้าหรอก อย่างมากก็แค่ทำความรำคาญให้แก่ต้นถั่วฝักยาวหน้าประตูบ้านข้าแค่นั้นแหละ
เหอชิงชิงก้มหน้าเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “โน้ตเพลงที่ท่านมอบให้ข้า ข้าฝึกซ้อมจนชำนาญดีแล้วเจ้าค่ะ งานประลองกู่ฉินในงานชุมนุมปัญญาชน ท่าน... ท่านพอจะมีเวลาไปฟังข้าบรรเลงเพลงฉินได้ไหมเจ้าคะ?”
นางมายืนเฝ้ารออยู่ที่หน้าประตูเรือนซ่งตั้งนานสองนาน ก็เพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เพื่อเอ่ยปากถามประโยคนี้เพียงประโยคเดียวเท่านั้น
“หากว่างข้าจะไป”
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ หากงานในแปลงผักเสร็จสิ้น การแวะไปฟังนางบรรเลงสักเพลงย่อมไม่มีปัญหา
อย่างไรเสีย นี่ก็นับเป็นผลงานเพลงแรกที่เขาเขียนขึ้นมาในชีวิตเหมือนกันนะ
เด็กสาวพลันตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันที “ดีเจ้าค่ะ! ข้าต้อง...” นางอยากจะบอกว่าตนเองต้องชนะเลิศแน่นอน ทว่าก็รู้สึกว่าคำพูดนี้จะดูโอ้อวดจองหองเกินไปหน่อย จึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า “ข้าต้องบรรเลงออกมาให้ดีที่สุดแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ซ่งเฉียนจียื่นส่งดอกมันฝรั่งอีกดอกให้แก่นาง
“นี่คือ?” เหอชิงชิงอึ้งไป
“มอบให้เจ้า”
“มอบให้ข้า?!”
ไม่เคยมีใครมอบดอกไม้ให้แก่นางมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต แม้ดอกไม้นี้จะดูบอบบางและธรรมดาสามัญ ประดุจดอกไม้ป่าริมข้างทางก็ตาม
“อืม ขอให้เจ้าโชคดีราบรื่น” ซ่งเฉียนจีกล่าว “กลับไปเถอะ”
สองคนนี้เดินจากไปแล้ว เขาก็จะได้เอนกายลงนอนบนเก้าอี้โยก เพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาพักผ่อนยามค่ำคืนได้อย่างสบายอารมณ์เสียที
เหอชิงชิงประคองดอกมันฝรั่งไว้ในมืออย่างระมัดระวัง เดินไปตามเส้นทางเขาอันมืดมิด
ในอีกหลายปีต่อมา ผู้คนต่างพากันแย่งชิงส่งมอบดอกไม้ล้ำค่าให้แก่นาง นางแทบจะครอบครองมวลบุปผาหายากและงดงามที่สุดในใต้หล้าไว้ทั้งหมด
ทว่ากลับไม่มีใครล่วงรู้เลยสักคนว่า นางโปรดปรานดอกไม้ชนิดใดมากที่สุดในชีวิต
...
ยามวิกาล บนโต๊ะมีไต้ไฟดวงเล็กส่องสว่างริบหรี่ราวกับเม็ดถั่ว
คนสิบเอ็ดคนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะกลม สีหน้าท่าทางดูหม่นหมอง บรรยากาศเงียบขรึมเคร่งเครียด
ทันใดนั้นพลันมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งผลักประตูเดินเข้ามา ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนทันที ต่างพากันเข้าไปล้อมรอบตัวเขาไว้ด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
“เสี่ยวหมี่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที! เจ้าได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นแล้วใช่ไหม? หน้าตานางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เป็นอย่างไรบ้าง? ได้ข่าวสารอะไรหลุดมาจากปากนางบ้างหรือไม่?”
“ทำไมซ่งเฉียนจีต้องจำนำกระบี่ซื้อฉินส่งให้นางด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนเป็นอย่างไรกันแน่?”
เด็กหนุ่มผู้ดูแลร้านข้าวสารที่ใช้ชื่อแฝงว่าเสี่ยวหมี่ นั่งลงบนเก้าอี้ ทุบโต๊ะดังปังอย่างหัวเสีย “อย่าพูดถึงเลย! ไม่เห็นอะไรเลยสักอย่างเดียว!”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?!” หวังถู่เกิ่นตัวจริงคือเถ้าแก่ฮวาร้านประทินผิวร้องถามอย่างตกใจ “ในโลกนี้ยังมีผู้ฝึกตนหญิงคนไหน ที่สามารถต้านทานเสน่ห์ของเด็กหนุ่มรูปงามบ้านรวยอย่างเจ้าได้อีกรึ?”
“นั่นสินะ ข้าอุตส่าห์แต่งกายหรูหรา วางท่าทีนอบน้อมประจบเอาใจเต็มที่ แต่นางกลับไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยสักนิด แถมยังตะคอกด่าข้าอีกต่างหาก? บอกให้ข้าไสหัวไปไกลๆ ไม่อย่างนั้นนางจะไปฟ้องผู้ดูแลสำนัก งานนี้ข้าทำต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ! นี่มันใช่งานที่คนปกติเขาทำกันที่ไหนกันล่ะ รอบกายซ่งเฉียนจี ไม่มีคนปกติเลยสักคนเดียว!”
เสี่ยวจั๋วผู้ดูแลร้านจำนำกลอกตาไปทีหนึ่ง พึมพำเบาๆ “ดีแต่หล่อ ทำอะไรไม่ได้เรื่อง รู้งี้ข้าเสนอตัวไปทำเองยังจะดีกว่าเยอะ”
“แต่ทว่า… นางย่อมต้องมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับซ่งเฉียนจีแน่นอน ดังนั้นกลอุบายขั้นต่อไปของพวกเราต้องปรับเปลี่ยนกะทันหัน เปลี่ยนมาใช้แผนหญิงงามล่อลวงแทนแล้วล่ะ” เถ้าแก่ร้านจำนำเสนอแนะ “ไม่ต้องเอาแนวสวยสง่าเหนือโลกแบบเมี่ยวเยียน เอาแนวอ่อนแอไร้เดียงสาน่าเวทนาจับใจแบบดอกไม้สีขาวอ่อนโยนก็พอ”
เถ้าแก่ฮวาพลิกเปิดดูหนังสือ “ตั่วฉิงจื่อสอนวิชากลโกงสารพัดรูปแบบ” ... ไม่สิ! หนังสือ “คู่มือป้องกันตัวจากการโดนหลอกสำหรับผู้ฝึกตนโพ้นทะเล” ตรงหมวดแผนหญิงงามล่อลวง ส่งให้ทุกคนเปิดอ่านพิจารณาอย่างละเอียด:
การวิ่งเข้าหาเสนอตัวให้เป็นเรื่องระดับต่ำ การแสดงงิ้วจะทำแบบลวกๆ ไม่ได้
หญิงงามประสบเคราะห์ภัยรอคอยการช่วยเหลือ แสร้งปล่อยวางแต่แอบดึงดูดใจถึงจะเป็นเล่ห์เหลี่ยมชั้นยอด
ทุกคนต่างช่วยกันออกความคิดเห็น ร่วมกันอภิปรายอย่างจริงจัง ผ่านพ้นไปครึ่งค่อนคืน ในที่สุดก็กำหนดแผนการได้สำเร็จ
“ขั้นตอนแรก ล่อพยัคฆ์ออกจากถ้ำ ขั้นตอนที่สอง แสร้งปล่อยเพื่อจับตัว ขั้นตอนที่สาม เสนอตัวชดใช้บุญคุณ ทุกคนยังมีข้อสงสัยตรงไหนอีกไหม?” เถ้าแก่ร้านประทินผิวฮวาเอ่ยถาม
เถ้าแก่ร้านจำนำถามขึ้น “ข้อสงสัยคือ ใครจะมารับบทเป็นหญิงงามดอกไม้ขาวผู้ประสบเคราะห์ภัยคนนั้นล่ะ?”
เถ้าแก่ฮวาโกรธจัด “พวกเจ้าอย่าพากันหันมาจ้องหน้าข้าสิ ทำไมต้องเป็นข้าอีกแล้วล่ะ? จะไปหาผู้ฝึกตนหญิงจริงๆ มาร่วมเล่นไม่ได้รึไงกัน?”
“ข้าก็เป็นสตรีนะ พวกเจ้าคิดว่าข้าเล่นบทนี้ไหวไหมล่ะ?” ช่างเหล็กหญิงแกร่งจาง ขยับท่อนแขนอันหนาแน่นแข็งแรงของตนโชว์
ทุกคนต่างพากันส่ายหน้าพัลวัน
“ซ่งเฉียนจีแขนขารีบเล็กขนาดนั้น เกิดเจ้าไปกอดเขาเข้า แขนเขาไม่หักคามือเจ้าเลยรึไง!”
“พี่ใหญ่ฮวา วิชาแปลงโฉมของท่านเก่งกาจที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว ยอมทุ่มเทลงแรงอีกสักรอบเถอะนะ พวกเราจะคอยเป็นตัวประกอบเสริมให้ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือทุกเมื่อ”
“นั่นสิ ครั้งแรกอาจจะไม่คุ้นชิน ทว่าครั้งที่สองที่สามย่อมชำนาญขึ้นเองแหละ ทุ่มเทอีกสักรอบจะเป็นไรไป!”
เถ้าแก่ฮวากัดฟันกรอด “ตกลง ข้าจะไปเอง”
ยามราตรีล่วงเลย เรือเหาะเฟยอวิ๋นสว่างไสวด้วยแสงไฟ
ท่านเจ้าสำนักศึกษาประคองกระดาษแผ่นบางส่งมอบให้ปราชญ์อักษร “นี่คือความคืบหน้าของพวกเขาวันนี้ขอรับ เถ้าแก่ฮวาออกโรงครั้งแรกพ่ายแพ้ราบคาบ ถูกคนไล่ตะเพิดออกจากเรือนซ่ง ยามนี้พวกเขากำลังเตรียมแผนขั้นต่อไป และจะใช้แผนหญิงงามล่อลวงขอรับ”
ปราชญ์อักษรอ่านจบด้วยความสนใจใคร่รู้ ตบโต๊ะหัวเราะร่า
ท่านเจ้าสำนักเอ่ยถามหยั่งเชิงเบาๆ “ท่านตั้งใจแกล้งพวกเขาใช่ไหมขอรับ?”
“เจ้าดูออกด้วยรึ?” ชายชราหัวเราะร่ากล่าว “ตัวข้าไม่ว่าจะเลือกใครเป็นศิษย์สืบทอดวิชา พวกเขาก็ย่อมต้องยอมรับอยู่แล้ว วันข้างหน้าหากข้าดับสูญไป พวกเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มสิบส่วนคอยช่วยเหลือเขา แต่เพียงสิบส่วนหาได้เพียงพอไม่ มีเพียงผู้สืบทอดที่พวกเขายอมรับนับถือด้วยใจจริงเท่านั้น พวกเขาถึงจะยอมพลีกายถวายชีวิต ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ถึงสิบสองส่วน... ปีที่ผ่านมานี้ เว่ยผิงก่อเรื่องต้มตุ๋นไปทั่ว แย่งชิงเอาของวิเศษไปจากมือพวกเขาตั้งมากมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าเด็กบ้านั่นกลับมีนิสัยน่าเอ็นดู พวกเขาแม้ปากจะไม่พูด ทว่าในใจกลับมีความรักใคร่เอ็นดูฝักใฝ่ไปทางมันอยู่หลายส่วนแล้วล่ะ”
ท่านเจ้าสำนักเข้าใจได้ทันที “ซ่งเฉียนจีหากสามารถฝ่าด่านทดสอบเหล่านี้ไปได้สำเร็จ ถึงจะนับว่าสยบจิตใจของคนเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงสินะขอรับ”
ปราชญ์อักษรพยักหน้า คนเหล่านี้ต่างมีความเชี่ยวชาญและนิสัยใจคอที่แตกต่างกันไป ยามปกติร้านเถื่อนทมิฬกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งสี่ทวีป ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายข่าวกรอง ยามมีเรื่องเดือดร้อนคนเหล่านี้มารวมตัวกัน ย่อมกลายเป็นเกราะป้องกันคุ้มครองภัยที่แข็งแกร่งที่สุด
ตัวเขามิอาจอยู่คอยเฝ้าดูศิษย์รักเติบโตเป็นยอดคนผู้แข็งแกร่งได้ ย่อมต้องจัดเตรียมที่พึ่งพิงไว้ให้ศิษย์ในวันหน้าบ้างเป็นธรรมดา
ชายชราเอ่ยทอดถอนใจ “เรื่องราวในสำนักศึกษาชิงหยา ข้าไม่ได้ยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายมานานปีแล้วล่ะ”
ท่านเจ้าสำนักรีบคุกเข่าคำนับ เอ่ยเสียงดังฟังชัด “สำนักศึกษาชิงหยา… คือสำนักศึกษาของท่านปราชญ์ตลอดกาลขอรับ!”
ปราชญ์อักษรประคองตัวเขาขึ้น หัวเราะร่า “ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้านี่นา”
องค์กรใดๆ ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น มักปกครองได้ยากขึ้นเป็นธรรมดา และยิ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก ความคิดจิตใจไม่เป็นหนึ่งเดียว ความสามารถในการควบคุมสำนักศึกษาชิงหยาของเขา ยามนี้จึงสู้ตอนที่เขายังเยาว์ไม่ได้แล้ว คนในสำนักศึกษาต่างยำเกรงในความแข็งแกร่งของเขา ยึดถือเขาเป็นจิตวิญญาณแห่งศรัทธา ทว่าหาได้ยินยอมพลีกายถวายชีวิตเพื่อผู้สืบทอดที่เขาเลือกไม่
ปราชญ์อักษรผลักเปิดหน้าต่าง ดึงสายตาทะลุม่านแสงดาวและสายหมอกราตรีหนาทึบ จ้องมองไปยังยอดเขาหลังของนิกายฮวาเว่ย
“เรื่องราวในครั้งนี้ ตัวข้านับว่าก้าวหน้ากว่าเจ้าภูติเฒ่านั่นอยู่ก้าวหนึ่งเสมอล่ะนะ!”
ลมราตรีเริ่มหนาวเย็น ซ่งเฉียนจีที่นอนอยู่บนเก้าอี้โยกพลันรู้สึกคันจมูก อดไม่ได้ที่จะจามออกมาครั้งหนึ่ง
---