Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 32 ตำนานสร้างแรงบันดาลใจ)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 32 ตำนานสร้างแรงบันดาลใจ

  • 24/08/2569

บทที่ 32 ตำนานสร้างแรงบันดาลใจ


ในหอตำราของนิกายฮวาเว่ย ของที่คนแย่งชิงกันขอยืมมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นตำราเคล็ดวิชาความรู้ต่างๆ ส่วนหนังสือแนวบันทึกการเดินทาง นิทานแปลกประหลาด หรือแผนที่โลก มักจะถูกวางทิ้งไว้จนฝุ่นจับไม่มีใครสนใจ


หนังสือ “คู่มือป้องกันตัวจากการโดนหลอกสำหรับผู้ฝึกตนโพ้นทะเล” ยิ่งวางทิ้งไว้จนฝุ่นหนาเตอะ ดั่งนั้นภายใต้ความช่วยเหลือของเพื่อนพ้องศิษย์ฝ่ายนอก หวังถู่เกิ่นจึงได้หนังสือชุดนี้มาครอง มันมีทั้งหมดสิบเล่มหนาๆ รวบรวมคำแปลอักษรโบราณของเกาะทะเลถึงยี่สิบรูปแบบ วางซ้อนกันสูงถึงครึ่งตัวคนเลยทีเดียว


สี่ทวีปทิศเหนือใต้ตะวันออกตะวันตกกว้างใหญ่ไพศาล รวมกันเรียกว่าแผ่นดินใหญ่ ส่วนเกาะแก่งโพ้นทะเลหากไม่นับพวกมหาอำนาจขอบเขตทารกวิญญาณที่ตั้งตนเป็นราชาครองเกาะแล้ว เกาะส่วนใหญ่มักจะขาดแคลนทรัพยากรการบำเพ็ญ ปราณวิญญาณเบาบาง ประชากรยิ่งน้อยนิด


บางเกาะขึ้นตรงต่อสำนักหรือตระกูลดังบนแผ่นดินใหญ่ บางเกาะพึ่งพาตนเอง และบางเกาะยังลอยละลิ่วไปตามกระแสน้ำทะเล ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกหนาทึบ บนแผนที่ยังหาตำแหน่งไม่เจอด้วยซ้ำ


เล่ากันว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่เกิดบนเกาะโพ้นทะเล เดินทางมาพเนจรบนแผ่นดินใหญ่ พลันตระหนักได้ว่าแผ่นดินใหญ่ช่างน่ากลัวและอันตราย ผู้ฝึกตนต่างพากันแย่งชิงทรัพยากรจนต้องใช้กลอุบายสารพัดรูปแบบมาเข่นฆ่าและหลอกลวงกัน ส่วนผู้ฝึกตนโพ้นทะเลที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย ทั้งชีวิตเคยพบเจอผู้คนไม่ถึงร้อยคน ย่อมไม่มีทางรับมือเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้ได้แน่นอน


เขาผ่านความยากลำบากมาสารพัด จนกระทั่งประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงได้หวนนึกถึงเรื่องราวความแค้นนองเลือดในยามเยาว์ ตวัดพู่กันเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา


เนื้อหาในหนังสือเปิดเผยกลโกงสารพัดรูปแบบ อาทิเช่น กลขุดบ่อล่อปลา กลหญิงงามล่อลวง กลชนคนเรียกค่าเสียหาย เป็นต้น เพื่อต้องการเตือนสติ รวมถึงกระตุ้นเตือนผู้ฝึกตนโพ้นทะเลรุ่นหลัง ให้รู้จักระมัดระวังตัวและอดทนฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อมุ่งสู่เต๋าขั้นสูงสุดในอนาคต


หนังสือคู่มือเล่มนี้พอวางจำหน่าย พลันกลายเป็นตำราสร้างแรงบันดาลใจ ประดุจประทีปส่องทางสว่าง และเป็นหนังสือที่ผู้ฝึกตนโพ้นทะเลทุกคนต้องอ่านให้ได้ก่อนตาย


ณ เพลานี้


แสงอัสดงยามเย็นเริ่มคล้อยต่ำ ลมราตรีพัดโชยนำพาความหอมของมวลบุปผา หน้าประตูเรือนซ่ง แถวของศิษย์เริ่มสั้นลงเรื่อยๆ


ศิษย์ฝ่ายนอกพูดคุยหัวเราะร่าจากไป พากันลืมเลือนผู้ฝึกตนซอมซ่อจากต่างถิ่นคนนี้ไปเสียสนิท


หวังถู่เกิ่นไม่มีอะไรทำ จึงนั่งลงบนพื้นดิน พลิกเปิดอ่านคู่มือดูอย่างสนใจใคร่รู้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอินจนลืมเวลา


หนังสือเล่มนี้เขียนคำพรรณนาไว้เป็นหมื่นคำ แต่สามารถสรุปเป็นกฎเหล็กได้เพียงสี่ข้อ:


ข้อแรก ห้ามเชื่อใจคนบ้านเดียวกัน


ข้อสอง ห้ามเชื่อใจคนบนแผ่นดินใหญ่


ข้อสาม ห้ามเชื่อใจใครทั้งสิ้น



และข้อสุดท้าย ต่อให้คนอื่นจะกลั่นแกล้ง หลอกลวง ทำร้าย รังแก หรือใส่ความเจ้าเป็นหมื่นเป็นพันครั้ง เจ้าก็จงก้มหน้าก้มตาตั้งมั่นบำเพ็ญเพียรต่อไป วัยเยาว์ย่อมมีวันก้าวหน้า ทองคำย่อมมีวันเปล่งประกาย จงพิสูจน์ให้คนที่เคยดูแคลนเจ้าได้ประจักษ์เสียว่า…


สิ่งที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับเจ้านั้น ถูกต้องแล้ว!


หวังถู่เกิ่นแทบจะกระอักเลือดออกมาคำโต น้ำแกงชามนี้ช่างมีพิษร้ายแรงนัก


ไม่นาน เขาพลันรู้สึกผิดสังเกต จึงพลิกกลับไปดูหน้าแรกเพื่อมองหานามปากกาของผู้เขียน เห็นเพียงตัวอักษรสามตัวเขียนไว้เรียบง่ายว่า: ตั่วฉิงจื่อ


เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย เขารีบกลืนเลือดคำนี้กลับคืนคอทันควัน


ยามนี้ในโลกบำเพ็ญเพียรแทบไม่มีใครรู้จักนามนี้แล้ว ทว่าตัวเขากลับรู้จักดี


ตั่วฉิงจื่อ ย่อมเป็นฉายาในยามเยาว์ของปราชญ์อักษรมิใช่หรือ?


อีกทั้งยอดเขาในมิติลับที่งดงามประดุจแดนเซียนที่เขียนพรรณนาไว้ในหนังสือคู่มือ มันก็ต้องเป็น “เขาภาพพู่กันวสันต์” สมบัติวิเศษคู่กายในยามนี้ของปราชญ์อักษรนี่นา ถูกต้องไหม?


ที่แท้ตอนท่านปราชญ์เพิ่งเดินทางมาถึงแผ่นดินใหญ่ใหม่ๆ ยังเคยถูกหลอกลวงจนบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้มาก่อนนี่เอง หวังถู่เกิ่นคิดในใจ มิน่าเล่า พออายุมากเข้าจึงยิ่งขี้ระแวง อยากจะรับศิษย์สักคนยังต้องตั้งเงื่อนไขทดสอบจิตใจมากมายขนาดนี้ ถึงขั้นส่งพวกเรามาวางเลห์กลทดสอบซ่งเฉียนจี


เขาทอดสายตามองไปยังประตูสีแดงชาดของเรือนซ่ง เห็นเพียงเถาวัลย์สีเขียวขจีเลื้อยพันโผล่พ้นกำแพงลานออกมา พลันเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารเด็กหนุ่มข้างในที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยคนนั้นขึ้นมาจางๆ


การต้องเผชิญหน้ากับกลโกงทดสอบจิตใจที่ถูกออกแบบมาโดยยอดคนที่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์อย่างปรุโปร่ง และสามารถเขียนหนังสือคู่มือแก้กลโกงได้เป็นหมื่นเป็นแสนวิธีเช่นนี้ ใครในโลกจะไปทนรับไหว?


“ถึงตาเจ้าแล้ว รีบเข้าไปเถอะ” เสียงของโจวเสี่ยวอวิ๋นปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์


เขาปิดหนังสือเงยหน้าขึ้น หน้าประตูเรือนซ่งไร้ซึ่งผู้คนแล้ว เหลือเพียงดอกเทียนกิ่งสีแดงชาดสามกอที่สั่นไหวล้อสายลม


โจวเสี่ยวอวิ๋นกำชับเสียงเบา “บนแผ่นดินใหญ่น้ำลึกอันตรายยิ่ง หนังสือพวกนี้เจ้ารับไปเก็บไว้ในถุงเก็บของเถอะ คืนนี้กลับไปเปิดอ่านทบทวนหลายๆ รอบ ท่องจำให้ขึ้นใจนะ!”


หวังถู่เกิ่นแสร้งทำรอยยิ้มซื่อๆ “แม่นางเซียน ข้ารู้แล้ว ขอบคุณท่านมากขอรับ!”


“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก หากอยากจะขอบคุณก็จงไปขอบคุณศิษย์พี่ซ่งที่เปี่ยมด้วยความเมตตาธรรมสั่งสอนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นเถอะ เจ้ารีบเข้าไปถามเถิด อย่าได้เสียเวลามากความ รีบไปสิ”


ทันทีที่หวังถู่เกิ่นก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป พลันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง


ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยสีแดงสีเขียวสดใส คละเคล้าหลากสีสัน ทั้งบนฟ้าและผืนดิน ล้วนอุดมไปด้วยดอกไม้พืชผักหลากหลายพันธุ์ปะปนกันอยู่เต็มไปหมด


เขาผ่านโลกมามาก เคยพบเห็นทั้งสวนสมุนไพรวิเศษของนักหลอมโอสถ สวนบุปผานับร้อยของพวกผู้ฝึกตนหญิง ทว่าหากวัดกันที่อาณาเขตและปราณวิญญาณ วัดกันที่พันธุ์ไม้หายากล้ำค่า ลานบ้านหลังนี้ช่างธรรมดาสามัญนัก


แต่ที่แห่งนี้กลับมีสิ่งของบางอย่างสถิตอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายกลรวบรวมปราณใดๆ ในโลกก็มิอาจทดแทนได้ นั่นคือ: พลังชีวิต!


พลังชีวิตดั้งเดิมอันอุดมสมบูรณ์เป็นธรรมชาติที่สุด โดยปราศจากการแต่งแต้มใดๆ


เขาราวกับมองเห็นภาพวาดของฤดูใบไม้ผลิทั้งฤดูกาลสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้


“สหายเต๋าจากต่างถิ่น กฎเกณฑ์ที่นี่เจ้ารู้แจ้งหมดแล้วใช่หรือไม่?”


เขาหันไปมองตามเสียงพูด เด็กหนุ่มอายุราวๆ สิบสี่สิบห้าปี ทว่ากลับมีตบะบำเพ็ญถึงขอบเขตสร้างรากฐาน ยืนหลังตรงอย่างองอาจอยู่ใต้ค้างดอกไม้ แววตาคมกริบเปี่ยมด้วยบารมีสะกดข่มคน


ในใจของหวังถู่เกิ่นลอบชื่นชมเด็กหนุ่มคนนี้ว่าดูแล้วช่างมีอนาคตไกล


แต่จากข้อมูลที่พวกเขาแอบสืบมา คนผู้นี้ไม่ใช่ซ่งเฉียนจี แต่เป็นผู้ติดตามข้างกายเขา นามว่าเมิ่งเหอเจ๋อต่างหาก


“นี่คือเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศที่เป็นของป่าหายากจากโพ้นทะเล ข้าขอมอบให้ศิษย์พี่ซ่งขอรับ!” เขาส่งมอบถุงเก็บของให้ พลางปรายสายตามองข้ามไหล่ของเด็กหนุ่มตรงหน้าเข้าไปข้างใน


“ไปถามเลยสิ แต่รีบหน่อยนะ” เมิ่งเหอเจ๋อตรวจสอบเมล็ดพันธุ์เสร็จ เขาก็หมุนตัวเดินเข้าห้องครัวเพื่อไปต้มบะหมี่ต่อ


ใต้ค้างดอกไม้จึงเหลือเพียงคนสองคน คนหนึ่งยืน คนหนึ่งนั่ง


“ข้าเดินทางมาเพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบสมบัติวิเศษ ขอรบกวนศิษย์พี่ซ่งช่วยพิจารณาสิ่งนี้ให้ดีด้วยขอรับ” หวังถู่เกิ่นขยับเข้าไปใกล้ขึ้น แอบสังเกตซ่งเฉียนจีอย่างเงียบเชียบ


แสงอัสดงยามเย็นสาดส่อง คนผู้นี้เอนหลังพิงเบาะนุ่มๆ บนเก้าอี้โยก ปล่อยอารมณ์ชมเมฆลอยลมพัด แววตาหรี่ลงเล็กน้อย ท่าทางดูผ่อนคลายและมีความสุข


ดูเหมือนเพิ่งจะเดินผ่านแปลงผักมา รองเท้าเปื้อนโคลน ทว่าเขากลับไม่ได้ใส่ใจเลย


“ตกลง ข้าจะดูให้” คนผู้นี้เอ่ยปาก น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน


หวังถู่เกิ่นประหลาดใจ เห็นชัดว่าเขาเป็นคนพูดจาง่าย นิสัยดีไม่น้อยเลยทีเดียว


แล้วทำไมพวกศิษย์ฝ่ายนอกถึงได้พากันยำเกรงและเคารพรักเขาขนาดนี้ แล้วทำไมยอดฝีมือหัวแข็งอย่างเมิ่งเหอเจ๋อถึงได้ยอมสยบเชื่อฟังเขาขนาดนี้กันนะ?


กระบี่หินขนาดครึ่งนิ้วเล่มหนึ่ง ถูกวางลงบนฝ่ามือของซ่งเฉียนจี


ทันทีที่ซ่งเฉียนจีสัมผัสโดนสิ่งนี้ พลันยืดตัวตรงทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจังยิ่ง


เขายกกระบี่หินขึ้นส่องกับแสงสว่างสีส้มทองของดวงตะวันยามเย็น ค่อยๆ หมุนดูเบาๆ ตัวกระบี่ดูประณีตและเล็กกะทัดรัด พื้นผิวขรุขระ คล้ายกับเนื้อหินธรรมดา แต่หากใช้พลังปราณวิญญาณเพ่งตรวจดู ย่อมจะมองเห็นอักขระยันต์อันประณีตและลึกซึ้งสลักอยู่บนนี้อย่างหนาแน่น


ของสิ่งนี้ชาติก่อนเขาเคยพบเห็นมากับตา มันมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงอย่างยิ่งยวด ทว่ากลับไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการใช้งานเลยสักนิด ขอเพียงสัมผัสเลือดก็สามารถสำแดงฤทธิ์ได้ทันที ทั้งยังไม่สามารถทำสัญญายอมรับนายได้


ใครแย่งชิงไปได้ย่อมเป็นของคนนั้น กฎเกณฑ์สองข้อนี้ ทำให้ชาติก่อนเกิดการแย่งชิงหลั่งเลือดอย่างโหดเหี้ยมมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย


ซ่งเฉียนจีเองก็เคยอยากได้ทว่าไร้วาสนา สุดท้ายสมบัติวิเศษชิ้นนี้ไปตกอยู่ในมือของผู้กอบกู้เว่ยเจินอวี้


“เจ้าได้ของสิ่งนี้มาจากที่ใด?”


“เป็นของตกทอดประจำสำนักของข้าขอรับ!”


หวังถู่เกิ่นเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป พลันรู้ทันทีว่าเขารู้จักของวิเศษชิ้นนี้ ในใจลอบชื่นชมว่าสายตาเฉียบแหลมนัก


“สำนักของพวกเจ้าตั้งอยู่ที่ใด?” ซ่งเฉียนจีถาม


หวังถู่เกิ่นแจ้งชื่อเกาะทะเลที่ยาวเหยียดและออกเสียงยากยิ่งเกาะหนึ่ง


ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ขนาดข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อ แสดงว่าต้องเป็นเกาะที่ห่างไกลและลึกลับมากแน่ๆ


เขาถามต่อ “เจ้าเติบโตบนเกาะมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งเคยเดินทางมาแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรกสินะ?”


“ใช่แล้วขอรับ!” หวังถู่เกิ่นพยักหน้าหงึกๆ


ซ่งเฉียนจีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถามคำถามต่อ “ที่เกาะของพวกเจ้าฤดูกาลทั้งสี่แบ่งแยกชัดเจนหรือไม่? ช่วงฤดูฝนยาวนานแค่ไหน? คุณภาพดินเป็นอย่างไร? ในไร่นานิยมปลูกพืชผลชนิดใดมากที่สุด ปีหนึ่งเก็บเกี่ยวได้กี่รอบ? มีอาหารหลักและกับข้าวหลักกี่ประเภทหรือ?”


“เอ๊ะ? เรื่องนี้... คือ...”


หวังถู่เกิ่นตกใจหน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลพรากประดุจสายฝนทันที


หากซ่งเฉียนจีถามเรื่องวิชาสืบทอดของสำนัก ฝึกวิชาอะไร ใช้ของวิเศษชนิดไหน หรือบนเกาะมีเหมืองหินปราณซ่อนอยู่หรือไม่ เขาย่อมสามารถตอบคำถามได้อย่างราบรื่นราบรื่นแน่นอน นั่นเพราะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี


แต่เรื่องคุณภาพดินกับฤดูฝนนี่ มันคือคำถามบ้าบออันใดกัน!? ขอสาบานต่อปฐมาจารย์เต๋าเถอะ มีผู้ฝึกตนคนไหนในโลกบำเพ็ญสนใจเรื่องพรรค์นี้ด้วยรึไง ปัดโธ่!


เขารีบใช้ไหวพริบปฏิภาณ นำเอาสภาพแวดล้อมภูมิอากาศของเขาภาพพู่กันวสันต์มาเอ่ยอ้างอธิบาย เพื่อไม่ให้ซ่งเฉียนจีเกิดความสงสัย แต่ในใจยังคงเต้นระทึก รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน


“ศิษย์พี่ซ่ง ของวิเศษชิ้นนี้ตกลงมันคืออะไรหรือขอรับ? แม้แต่ท่านอาจารย์ของข้าก็ยังไม่รู้จักเลยนะขอรับ!”


ซ่งเฉียนจีถอนหายใจยาว เมื่อรู้ว่าที่เกาะแห่งนั้นไม่มีภูเขารกร้างให้บุกเบิกทำไร่ไถนา จึงไม่ได้ถามเรื่องอื่นต่อ เอ่ยตอบคำถามเรียบๆ ว่า


“มันคือยันต์กระบี่ หากเจ้าปรารถนาจะใช้งาน ขอเพียงหยดเลือดลงไปเพื่อกระตุ้น ยามสู้ศึกสามารถช่วยยกระดับตบะบำเพ็ญของเจ้าขึ้นไปได้หนึ่งขั้นใหญ่ๆ แม้ระยะเวลาจะคงอยู่ได้เพียงครึ่งจอกชา ทว่าหากใช้ได้ถูกจังหวะเวลา ย่อมเพียงพอจะช่วยให้เจ้าพลิกกลับมาเอาชนะศัตรู หรือช่วยให้หนีเอาชีวิตรอดได้แน่นอน”


“จริงรึ! มันมีราคาแพงไหม? พอจะขายได้สักสามสิบหินปราณไหมขอรับ?” หวังถู่เกิ่นในใจตกตะลึงที่เขาเอ่ยบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมาไม่มีปิดบัง ทว่าเบื้องหน้าแสร้งทำรอยยิ้มซื่อๆ เอ่ยถาม


“มีราคาแพงมาก สามร้อยหินปราณก็ขายได้ สามพันหินปราณยังขายได้เลย” ซ่งเฉียนจีเห็นแก่เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ จึงเอ่ยปากเตือนอีกประโยคหนึ่ง “เจ้าพกมันไปที่โรงรับจำนำเมืองฮวาเว่ย สั่งให้พวกเขาจัดงานประมูล ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษที่มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญกลับมาได้มากมาย แต่ข้าขอแนะนำให้เจ้าพกมันติดตัวไว้ป้องกันตัวจะดีกว่านะ”


หวังถู่เกิ่นแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยรันทดทันที “ศิษย์พี่ซ่ง สำนักของข้ายามนี้ดับสูญไปหมดสิ้นแล้ว ตัวข้าเพียงลำพังจะดึงดันบำเพ็ญเพียรบนแผ่นดินใหญ่ต่อไปจะมีประโยชน์อันใด ข้าเพียงอยากจะได้ค่าเดินทางกลับเกาะเท่านั้น ข้าไม่กล้าเดินเข้าโรงรับจำนำหรอกขอรับ มิสู้ท่านมอบเงินหินปราณให้ข้าสักยี่สิบก้อน แล้วข้าจะยกสมบัติวิเศษชิ้นนี้ขายให้แก่ท่านดีกว่านะขอรับ!”


คำพูดนี้แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งหลายประการ


ข้อแรก เขามีตบะต่ำเตี้ย แววตาคับแคบ มีสมบัติล้ำค่าครอบครองทว่ากลับไม่เห็นค่า นับว่าตัวเขาหลอกลวงได้ง่ายดายยิ่ง ข้อสอง ยามนี้เขาไร้ญาติขาดมิตร ต่อให้ถูกคนฆ่าชิงสมบัติไป ย่อมไม่มีใครมาตามล้างแค้นแทน ผู้ชิงสมบัติย่อมสามารถนอนหลับฝันดีไร้ความกังวล ข้อสาม ใช้หินปราณเพียงยี่สิบก้อน แลกกับสมบัติวิเศษระดับสุดยอดที่ช่วยพลิกสถานการณ์สยบศัตรูได้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้ ใช่ไหม?


แต่ซ่งเฉียนจีกลับตอบปฏิเสธทันควัน “ไม่เอา”


หวังถู่เกิ่นตกใจ “ทำไมท่านไม่เอาล่ะขอรับ?”


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “เจ้ามอบเมล็ดพันธุ์ให้ข้า ข้าช่วยเจ้าตรวจสอบประเมินราคาให้ เรื่องราวระหว่างพวกเรา ยามนี้ถือว่าเสร็จสิ้นลงแล้วล่ะ”


เขาส่งยันต์กระบี่โยนกลับคืนให้แก่หวังถู่เกิ่นหน้าตาเฉย


“เดี๋ยวๆๆ ศิษย์พี่ซ่ง!”


หวังถู่เกิ่นรีบยื่นมือออกไปรับแทบไม่ทัน ในใจคิดว่าของวิเศษระดับนี้เจ้ายังกล้าโยนเล่นดื้อๆ อีกรึ! เจ้ามองมันเป็นมันฝรั่งในแปลงผักหรือไง!


“เสี่ยวเมิ่ง” ซ่งเฉียนจีตะโกนสั่งทันที “ส่งแขก”


เมิ่งเหอเจ๋อสวมผ้ากันเปื้อนพุ่งพรวดออกมาจากห้องครัว ถือตะหลิวยักษ์กับกระบวยตักน้ำตะโกนลั่น “ข้าอยากจะเห็นนักว่า ใครหน้าไหนกล้าดื้อด้านไม่ยอมไปในเวลาข้าวปลาอาหารสุกฉุยขนาดนี้?!”


หวังถู่เกิ่นโดนไล่ตะเพิดออกมานอกบ้าน


ตั้งแต่รับหน้าที่เปิดร้านเถื่อนทมิฬให้แก่ปราชญ์อักษร สวมบทบาทเป็นเถ้าแก่ร้านประทินผิวมานานปี เขาเคยถูกใครไล่ตะเพิดเหมือนสุนัขจรจัดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


หน้าประตูใบถั่วฝักยาวแกว่งไกวตามลม ราวกับกำลังหัวเราะเยาะหยันที่เขาทำตัวเป็นคนไร้ค่านั่งแส่หาเรื่องใส่ตัว


ในใจเขารู้สึกซับซ้อนบอกไม่ถูก หากซ่งเฉียนจีตกหลุมพรางโลภอยากได้สมบัติวิเศษ ในใจเขาย่อมต้องรู้สึกผิดหวังและเวทนา แต่ซ่งเฉียนจีดันมีจิตใจเที่ยงธรรมไร้กิเลสโลภหลงโดยสิ้นเชิง เขากลับรู้สึกว่าที่ตนเองลงทุนเหนื่อยยากมาตลอดครึ่งค่อนวัน มันช่างไร้ความหมาย ไร้ซึ่งความสำเร็จใดๆ เลยสักนิด


เขาเดินก้มหน้าก้มตาไปตามเส้นทางเดิน พลางครุ่นคิดถึงกลอุบายขั้นที่สองของคนในร้านเถื่อนทมิฬ จนเกือบจะเดินชนเข้ากับผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งเข้าอย่างจัง


“เสียกิริยาแล้วขอรับ” เขาเอ่ยขอโทษ


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเบา


นางสวมหมวกปีกกว้างมีผ้าคลุมหน้าปิดบังมิดชิด สวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย ยิ่งขับเน้นให้เอวคอดกิ่วดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น


เส้นทางสายบุปผาสายนี้มุ่งตรงสู่เรือนซ่งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หวังถู่เกิ่นคิดในใจ ไม่รู้ว่าเหตุใดนางต้องปิดบังใบหน้า และเดินทางมาหาซ่งเฉียนจีด้วยธุระอันใดกันแน่


พลันสายตาของเขาเหลือบไปเห็นฉินในอ้อมอกของนาง แววตาเป็นประกายวาววับทันที


หลี่อี่ไถ่!


งานประลองฉินใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว นิกายฮวาเว่ยมีผู้ฝึกตนสายเสียงและมีฉินอยู่มากมาย ทว่าฉินที่เสี่ยวจั๋วผู้ดูแลร้านจำนำสร้างขึ้นมา ย่อมมีจุดสังเกตเฉพาะตัวที่แตกต่างจากฉินทั่วไปอยู่เล็กน้อย


ผู้ฝึกตนหญิงคนนี้พกฉินหลี่อี่ไถ่มาหาซ่งเฉียนจีในยามวิกาล ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนย่อมต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่


หรือว่าที่ซ่งเฉียนจียอมจำนำกระบี่คู่กายเพื่อแลกฉิน นั่นก็เพื่อนำมามอบให้แก่ผู้ฝึกตนหญิงคนนี้รึ?


นางย่อมต้องเป็นสาวงามระดับล่มเมืองแน่นอน!


หรือว่าเขาไม่ได้ละโมบในทรัพย์สินเงินทอง ทว่ากลับเป็นพวกมักมากรักโฉมงามแทน?


เรื่องที่เขาเคยด่าทอว่าเมี่ยวเยียนไม่สวย ก็เพียงเพราะนางไม่ใช่รสนิยมสายเบาบางน่าทะนุถนอมที่เขาชื่นชอบแค่นั้นเองสิท่า!


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป