Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 31 ประจักษ์แก่สายตา)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 31 ประจักษ์แก่สายตา

  • 24/08/2569

บทที่ 31 ประจักษ์แก่สายตา


ยอดเขาหลังของนิกายฮวาเว่ยไม่ได้ปูบันไดหินไว้ มีเพียงเส้นทางสายเล็กคดเคี้ยวสองสามสาย อีกทั้งผู้คนไม่ใคร่สัญจร ต้นหญ้าจึงขึ้นรกชัฏและต้นไม้หนาทึบ


แม้จะเป็นช่วงสายที่แสงแดดแผดจ้าที่สุด ทว่ายามก้าวเข้าสู่หลังเขา ก็ยังคงถูกแมกไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าบดบังไว้มิดชิด ราวกับกำลังเดินอยู่ในหุบเหวอันมืดมิด


ผู้นำนิกายซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินกับเจ้าอารามจื่ออวิ๋น ชิงเวยเจิ้นเหริน กำลังเดินเคียงไหล่กันไปบนเส้นทางที่ไร้แสงตะวันสายนี้


ในยามนี้ พวกเขาไม่ได้วางท่าทางของผู้นำสำนักหรือยอดคนผู้แข็งแกร่งแต่อย่างใด เบื้องหลังของพวกเขาติดตามมาด้วยผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์เพียงสองคนเท่านั้น


ทั้งสองคนมีท่วงท่าสำรวม ฝีเท้ามั่นคง แต่ในดวงตากลับแฝงด้วยความคาดหวังเป็นประกายวิบวับ


คนหนึ่งสวมชุดคลุมบำเพ็ญสีฟ้าคราม ลวดลายละเอียดซับซ้อน เห็นชัดว่าแต่งกายมาอย่างประณีตประจง ส่วนอีกคนสวมชุดพรตเต๋าสีม่วงอ่อน เรียบง่ายหมดจด ดูสำรวมเกินวัย


หากใครเคยเห็นเหล่าศิษย์ที่กำลังจะเข้าห้องสอบแข่งขันครั้งสำคัญในชีวิต ย่อมจะเข้าใจสีหน้าท่าทางอันซับซ้อนบนใบหน้าของคนทั้งสองในยามนี้ได้ดี


ณ ปลายทางเดินเขา เรือนไม้หลังเล็กที่สีแดงชาดร่วงโรย ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบในหมู่ต้นสนโบราณอันเขียวชอุ่ม


คนทั้งสี่หยุดฝีเท้าลงพร้อมกัน


ชิงเวยหันกลับมามองผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งสองเบื้องหลัง พลันเอ่ยเรียบๆ ว่า “จะมีวาสนาหรือไม่ ล้วนถูกกำหนดไว้ด้วยโชคชะตา ห้ามดึงดันฝืนขอเด็ดขาด”


ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “หากเรื่องนี้สำเร็จ ย่อมเป็นที่น่ายินดียิ่ง ทว่าหากไม่สำเร็จ ก็ห้ามบังเกิดจิตอกุศล ดื้อรั้นไม่ยอมปล่อยวางเด็ดขาด พวกเจ้าสองคนจดจำไว้แล้วใช่หรือไม่?”


ทั้งสองคนก้มหน้าหลุบสายตาลง เอ่ยรับคำอย่างนอบน้อม


ชิงเวยมองดูเรือนไม้หลังเล็ก สูดหายใจลึก “ดี! ข้าจะเข้าไปคารวะ...”


“ศิษย์พี่เจ้าอาราม!” เสียงสตรีผู้หนึ่งขัดจังหวะขึ้นอย่างกะทันหันและเสียมารยาท แต่น้ำเสียงกลับใสกระจ่างประดุจนกนวลขมิ้นเหินออกจากหุบเขา


เห็นเพียงเด็กสาวในชุดสีเหลืองนวลแอร่มยิ้มแย้มสดใส กระโดดโลดเต้นวิ่งออกมาจากเรือนไม้หลังเล็ก “พวกท่านมาเพื่อพบท่านอาจารย์หรือเจ้าคะ?”


เด็กสาวดวงตากลมโตใบหน้าอวบอิ่ม คิ้วเรียวดั่งคันศร เครื่องหน้าอาจไม่ถึงกับงดงามวิจิตรประณีต ทว่ากลับแฝงด้วยจิตวิญญาณอันพิเศษเฉพะตัวชนิดหนึ่ง


ยามสบตาแลมอง ดูเหมือนนกน้อยในรังที่กำลังยื่นหน้าออกมาดูโลกด้วยความสนเท่ห์ เรือนไม้หลังเก่าอันเงียบสงัดและร่มรื่นกลางป่าเขา พลันดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา


ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งสองแอบขมวดคิ้วในใจ คิดว่าต่อหน้าท่านภูตหมาก เหตุใดถึงมีเด็กสาวไร้มารยาทเช่นนี้คอยปรนนิบัติพัดวี ตะโกนโหวกเหวกเสียกิริยาช่างไม่สมควรเลยจริงๆ


แต่ยามที่เด็กสาววิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า ทั้งสองคนประสานสายตากับนาง นอกจากจะไม่เกิดความรู้สึกรังเกียจแม้แต่ครึ่งอีแปะแล้ว ในใจกลับอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา ลอบคิดในใจว่า หากวันหน้ามีศิษย์น้องหญิงที่ร่าเริงสดใส ไร้เดียงสาและน่ารักเช่นนี้คอยปรนนิบัติน้ำชา จัดเรียงหมาก คอยพูดคุยให้สำราญใจ เส้นทางการบำเพ็ญเพียรและหนทางแห่งหมากที่แสนยากเย็น คงจะง่ายดายและรื่นรมย์ขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว


ชิงเวยเจิ้นเหรินยิ้มกล่าวว่า “ศิษย์น้องหญิงหลี่ ข้ากับท่านผู้นำนิกายซวีอวิ๋นมีความห่วงใยในตัวท่านอาจารย์อา จึงเดินทางมาเยี่ยมเยียน แต่พวกเราคนแก่พูดจาไม่ค่อยได้เรื่อง ทื่อมะลื่อน่าเบื่อ กลัวจะทำให้ท่านอาจารย์อาไม่โปรดปราน...”


เด็กสาวฟังคำแนะนำของเขา ราวกับเพิ่งจะสังเกตเห็นซวีอวิ๋นและผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งสอง จึงได้รีบทำความเคารพตามมารยาท


ชิงเวยกล่าวต่อ “ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์สองคนนี้พอมีความรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง และยังพอเดินหมากเป็นด้วย มิสู้ให้พวกเขาเข้าไป เดินหมากเป็นสหายท่านอาจารย์อาสักสองสามกระดาน เพื่อคลายความเบื่อหน่าย ข้าเคยใช้วิชาเพ่งวาสนาตรวจดูแล้ว พวกเขาล้วนเป็นผู้มีวาสนารุ่งโรจน์ในอนาคต จ้าวหลิน เหยาอัน รีบมาทำความเคารพศิษย์พี่หญิงหลี่ของพวกเจ้าเร็วเข้า”


ที่ว่า “พอมีความรู้” ย่อมเป็นคำถ่อมตัวตามมารยาท หากไม่ใช่ยอดอัจฉริยะที่ผ่านการคัดเลือกมาหนึ่งในล้าน ใครจะกล้าพามาประจันหน้ากับภูตหมากกันเล่า


จ้าวหลินในชุดคลุมสีฟ้าคราม และเหยาอันในชุดพรตม่วงกำลังจะก้าวเท้าขึ้นหน้า ทว่าเด็กสาวกลับยิ้มแย้มกล่าวว่า “เกรงใจกันเกินไปแล้ว ตัวข้าจะไปนับเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ได้อย่างไร? เพียงแต่ท่านอาจารย์อายุมากแล้ว ข้างกายจำเป็นต้องมีเด็กรับใช้คอยรินน้ำชา ถือกล่องหมาก ประคองยา และคอยพูดคุยให้สำราญใจบ้างเท่านั้นเอง ส่วนวิชาความรู้ที่แท้จริงของท่านอาจารย์ ข้ายังเรียนรู้ไม่ได้แม้แต่ครึ่งเสี้ยว มิกล้าแสดงตัวรับคำว่า ‘ศิษย์พี่หญิง’ หรอกเจ้าค่ะ”


ทั้งสองคนได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ แม้เบื้องหน้าจะไม่กล้าแสดงกิริยาเหลวไหล ทว่าในใจกลับเริ่มเกิดความดูแคลนขึ้นมาบ้างแล้ว


ใครจะคาดคิดว่าเด็กสาวพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน “แต่สหายเต๋าทั้งสองช่างเดินทางมาไม่ถูกจังหวะเวลาเอาเสียเลย ยามนี้ท่านอาจารย์ยังคงพักรักษาตัวอยู่ เพิ่งจะดื่มยาไป และสั่งความไว้ว่าช่วงนี้งดรับแขก เสียกิริยาต่อทุกท่านแล้วเจ้าค่ะ!”


คำไล่แขกที่เฉียบขาดและหมดจดสิ้นดี


ชิงเวยกับซวีอวิ๋นสีหน้าไม่เปลี่ยน ไม่แสดงความผิดหวังออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าใบหน้าของผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งสองกลับแดงก่ำด้วยความเก้อเขิน


วันนี้พวกเขากังวลแทบตายกลัวว่าจะแสดงฝีมือได้ไม่ดีพอ นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะก้าวข้ามประตูเข้าไปเลยด้วยซ้ำ


ในโลกบำเพ็ญเพียรใครๆ ต่างก็รู้กันดีว่า ภูตหมากเจ็บไข้ได้ป่วยมานานหลายปีแล้ว คนที่เจ็บออดๆ แอดๆ มานานปี ยามอ้างเหตุผลเรื่องอาการป่วยเพื่อปฏิเสธการพบเจอ แสดงว่าเขาขี้เกียจจะหาข้ออ้างอื่นมาหลอกลวงแล้วจริงๆนั่นแหละ


ซวีอวิ๋นได้ยินเสียงร่าเริงสดใสของเด็กสาว ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาจางๆ


ไม่ได้อิจฉาที่ภูตหมากป่วยไข้ได้นาน ทว่าอิจฉาที่เขากล้าปฏิเสธผู้คนอย่างตรงไปตรงมาได้ถึงเพียงนี้ เพราะเขายังคงแข็งแกร่งอย่างยิ่ง จึงไม่จำเป็นต้องกลัวว่าใครจะล่วงรู้ว่าวันหนึ่งเขาต้องกินยาไปกี่รอบ


ดังนั้นเขาจึงสามารถ “ไม่มีเรื่องใดที่ไม่กล้าเอ่ยปากต่อผู้คน” ได้อย่างแท้จริง


ต่างกับตัวเขา ที่ยามล้มเหลวในการทะลวงขั้นกลับไม่กล้าประกาศออกไป ทำได้เพียงส่งคนสนิทออกไปเสาะหาบัวเงินในทะเลมรณะอย่างลับๆ ทว่ากลับถูกเสี่ยนเจี้ยนเฉินล่วงรู้ความลับ จนสั่งให้ศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ นำข้อความมาบอกกล่าวเพื่อตบหน้าเขาเล่น


ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ล้วนเป็นเหมือนดั่งตัวเขา ที่ต้องมี “เรื่องให้เกรงใจมากมาย” ไม่กล้าป่วย ไม่กล้าเจ็บ กลัวศัตรูคู่แค้นจะบุกมาถึงบ้าน และกลัวว่าตำแหน่งของตนไม่มั่นคง


ชิงเวยเจิ้นเหรินกล่าวว่า “มารบกวนแล้ว เช่นนั้นพวกเราขอตัวลา”


เหยาอันยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม อึกอักคล้ายอยากจะเอ่ยปากอะไรบางอย่าง


จ้าวหลินรีบเปลี่ยนมาใช้รอยยิ้มพิมพ์ใจสำหรับหลอกล่อใจเด็กสาว “แม่นางเซียน พวกเรา...”


ชิงเวยพลันตวาดเสียงเข้มกะทันหัน “ก่อนหน้านี้ข้าพร่ำสั่งสอนว่าอย่างไร!?”


ทั้งสองคนถูกแรงกดดันตบะบารมีของเขาจนตัวสั่นเทา หน้าถอดสี รีบทำความเคารพขอตัวล่าถอยไปอย่างลนลาน


ซวีอวิ๋นเอ่ยลาเด็กสาวด้วยสีหน้าเมตตา ก่อนจะปรายสายตามองดูเรือนไม้หลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังแมกไม้เป็นครั้งสุดท้าย


ทุกครั้งที่เขาคิดว่าตนเองก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ครองความเป็นหนึ่งเหนือนิกายฮวาเว่ยสยบสี่คาบสมุทร ทว่าเงาแห่งบารมีของพวกคนรุ่นก่อนเหล่านี้ ก็มักจะหล่นทับลงมาบนศีรษะของเขาอยู่เสมอ คอยกดทับเขาไว้ตลอดเวลา


เจ็บไข้ได้ป่วยมาตั้งนานขนาดนี้ ตกลงเมื่อไหร่จะดับสูญเสียทีนะ?


แล้วเสี่ยนเจี้ยนเฉินยามนี้อยู่ที่ใด และจะยอมดับสูญไปเมื่อไหร่กันแน่?


ยามเดินทางมาทั้งสองคนเชิดหน้าอย่างทะนง แต่ขาไปต้องก้มหัวต่ำคางชิดอก


ชิงเวยเอ่ยปลอบใจเสียงเย็น “อย่าได้หมดไฟ จงเตรียมตัวรับมือเรื่องการเดินหมากในงานชุมนุมปัญญาชนให้ดี ด้วยพรสวรรค์และวาสนาของพวกเจ้าสองคน ต่อให้ขาดวาสนาในครั้งนี้ เส้นทางเซียนในวันหน้าย่อมต้องราบรื่นรุ่งโรจน์อยู่แล้ว”


เหยาอันทำได้เพียงส่งยิ้มขื่นๆ ในใจคิดว่าต่อให้พูดเช่นนี้ แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการได้รับการสืบทอดวิชาของมหาอำนาจผู้นั้น วาสนาอื่นใดล้วนกลายเป็นเพียงเส้นทางระดับรองลงมาทั้งสิ้น


จ้าวหลินถอนหายใจยาว “ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่า ตกลงอยากจะรับศิษย์แบบไหนเป็นศิษย์สืบทอดวิชากันแน่นะขอรับ”



ในยามนี้ เด็กสาวในชุดคลุมเหลืองนวลประคองช่อดอกไม้ป่าช่อใหญ่ ก้าวฝีเท้ากระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงกลับเข้าสู่เรือนไม้หลังเล็ก


“ท่านอาจารย์ ข้าไล่คนพวกนั้นกลับไปหมดแล้วเจ้าค่ะ!”


ชายชราชุดดำเบื้องหน้าโต๊ะหมาก ได้ยินเสียงจึงหันกลับมายิ้มให้ “ทำได้ดีมาก”


ปราชญ์อักษรดูมีสง่าราศีตลอดกาล สวมชุดคลุมขาวสะอาดบริสุทธิ์สะอ้านไร้ฝุ่นผง ทว่าชายชราผู้นี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาดูเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน ร่างกายผอมแห้ง สีหน้าอมโรคตลอดเวลา


เด็กสาวถามด้วยความงงงวย “ข้าเห็นผู้ฝึกตนสองคนเมื่อครู่ก็ไม่เลวนะเจ้าคะ ทำไมท่านถึงไม่ยอมพบเจอพวกเขาหน่อยล่ะ?”


“ไม่เลวตรงไหน?”


เด็กสาวตอบคำทันทีโดยไม่ต้องคิด “หน้าตาไม่เลวเลยเจ้าค่ะ! แต่เรื่องเดินหมากช่างมันเถอะ คาดว่าคงไม่มีทางเดินหมากชนะข้าได้หรอกเจ้าค่ะ”


ชายชราหัวเราะลั่น เด็กสาววางช่อดอกไม้ป่าลงบนโต๊ะ ทั้งสองคนนั่งลงช่วยกันร้อยพวงมาลัยดอกไม้ บรรยากาศดูไม่เหมือนอาจารย์กับศิษย์ แต่ดูเหมือนปู่กับหลานสาวตัวน้อยเสียมากกว่า


“เมื่อคืนมีฝนตกลงมาห่าใหญ่ เช้าวันนี้ดอกไม้ทั่วทั้งป่าเขาพากันเบ่งบานเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ!” เด็กสาวปัดหยดน้ำบนกลีบดอกไม้ พลอยกล่าวอย่างยินดี


ชายชราพลันเอ่ยขึ้น “เมื่อคืนเดิมทีไม่ควรจะมีฝนตกหรอกนะ”


“เอ๊ะ?”


ชายชรากล่าว “ฝนตก ก็เพราะมีคนกำลังเฝ้ารออยู่น่ะสิ”


เด็กสาวใบหน้าสงสัย “กระแสจิตวิญญาณสามารถประสานเชื่อมถึงฟ้าดินได้ ตบะของคนผู้นั้นย่อมต้องสูงส่งอย่างยิ่งยวดใช่ไหมเจ้าคะ?”


“ไม่แน่หรอกนะ” ชายชราส่ายหน้า กำลังจะเอ่ยอธิบายความต่อ ทว่ากลับไอโขลกออกมาอย่างรุนแรง ราวกับจะไอเอาอวัยวะภายในออกมาให้ได้


เด็กสาวเชี่ยวชาญ คอยลูบหลังระงับกระแสลมปราณ คอยยกน้ำยาชาสมุนไพรมาส่งให้ทันที


“ท่านอาจารย์ ได้ยินว่านางเซียนเมี่ยวเยียนพักอยู่ที่ป่าไถ่หลังเขา อยากจะให้ข้าไปเชิญนางมาช่วยบรรเลงฉิน เพื่อปรับสมดุลลมปราณวิญญาณให้ท่านดีไหมเจ้าคะ?”


ชายชราโบกมือปฏิเสธ “ไม่ๆ! ข้ายังไม่ตาย ยังไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า!”


ทว่าสีหน้าของเด็กสาวยังคงเต็มไปด้วยความกังวล


ชายชราในที่สุดก็ปรับลมหายใจได้ราบรื่น หัวเราะกล่าวว่า “เสี่ยวหลี่เอ๋ย นักปราชญ์โบราณเคยกล่าวไว้ ‘ยามสวรรค์จะมอบภารกิจใหญ่ให้แก่ผู้ใด ย่อมต้องเคี่ยวเข็ญจิตใจของเขาให้ลำบาก และทรมานร่างกายของเขาให้เหนื่อยยากก่อนเสมอ’ ตัวข้าทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยมานานปี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการสะสมวาสนาบุญบารมีให้แก่ตนเองในวันหน้าต่างหากเล่า!”


“ท่านยังจะมาพูดเล่นอีกนะเจ้าคะ วาสนาอะไรกัน ถึงขนาดคุ้มค่าให้ท่านอาจารย์ต้องทรมานร่างกายถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”


ภูตหมากทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง


เบื้องหลังม่านเมฆหนาทึบ สามารถมองเห็นยอดหลังคาสีทองระยิบระยับของเรือเหาะเฟยอวิ๋นได้รางๆ


“ย่อมต้องเป็น การอยู่ให้รอดจนแก่ตายเพื่อรอดดูไอ้พวก ‘ตาเฒ่าไม่มีวันตาย’ ทั้งหลายดับสูญไปจนสิ้น รับศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมาเป็นศิษย์สืบทอดวิชา แล้วพาเขาไปเดินหมากต่อหน้าสุสานของเจ้าสารเลว ‘ตั่วฉิงจื่อ’ นั่นยังไงเล่า!”
(多情子 เป็นคำภาษาจีน แปลว่า "คนเจ้าชู้" หรือ "คนมากรักหลายใจ" โดยเป็นการนำคำศัพท์มาผสมกันเพื่อให้ความหมายเชิงเปรียบเปรย 多 - duō:  มาก 情 qíng): ความรัก 子 - zǐ : คำต่อท้าย แปลว่า คน, บุคคล หรือคุณชาย)



ยามพลบค่ำ ศิษย์ฝ่ายนอกเสร็จสิ้นภารกิจทำงาน


หน้าประตูเรือนซ่งเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ชั่วครู่เดียว ฝูงคนก็พากันจัดแถวยาวเหยียดไปตามเส้นทางสายบุปผา


นี่คือช่วงเวลาตอบคำถามประจำวัน หากมาเร็วกว่านี้ ศิษย์พี่ซ่งยังคงยุ่งอยู่กับการทำงานในแปลงผัก ย่อมไม่เงยหน้าขึ้นมามอง หากมาสายกว่านี้ ศิษย์พี่เมิ่งจะเริ่มก่อไฟต้มบะหมี่ และทำหน้าตาดุร้ายไล่แขกทันที


เมล็ดพันธุ์หนึ่งถุง คำถามข้อหนึ่ง ถามเสร็จทำความเคารพแล้วรีบเดินออกไปทันที ไม่มีใครไม่เห็นค่าเวลาอันมีค่านี้ และไม่มีใครกล้าไปเสียเวลาของคนอื่นด้วย


ห้ามเสียงดัง ห้ามแซงคิว กฎระเบียบเหล่านี้แม้จะไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรติดไว้ ทว่าเหล่าศิษย์ต่างพากันยึดถือเป็นกฎเหล็กร่วมกันโดยสัญชาตญาณ


แต่วันนี้เคราะห์ร้ายดันบังเกิดขึ้น


ผู้ฝึกตนต่างถิ่นท่าทางซอมซ่อ ชุดคลุมเก่าขาดรุ่งริ่งคนหนึ่งปะปนเข้ามาในแถว เพราะท่าทางดูลับๆ ล่อๆ จึงถูกคนสงสัยว่ามีเจตนาร้ายต่อศิษย์พี่ซ่ง จนเกือบจะโดนรุมยำใหญ่เข้าให้


คนผู้นั้นรีบแสดงตัวตนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจทันควัน “สหายเต๋าทุกท่าน โปรดอย่าเพิ่งลงมือนะ! ข้าเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักคงอู๋ เกาะสามภูผา โพ้นทะเล ข้าเองก็เดินทางมาร่วมงานชุมนุมปัญญาชนเช่นกัน นี่คือเทียบเชิญของข้า โปรดดูเถิด!”


เขาดึงของวิเศษนานาชนิดออกมาจากถุงเก็บของไม่หยุดปาก แผนที่เกาะทะเล ตั๋วเดินทางเรือ แผ่นไม้สัญลักษณ์สำนัก และเศษสิ่งของรุงรังสารพัด


โจวเสี่ยวอวิ๋นรับเทียบเชิญมาเปิดตรวจดู เมื่อแน่ใจว่าถูกต้อง จึงสั่งให้ทุกคนหยุดมือ พลางถามด้วยความสงสัย “สหายเต๋าท่านนี้ ตำหนักรับรองของแขกเหรื่อตั้งอยู่บนยอดเขาฝ่ายใน ที่นี่คือที่พักฝ่ายนอก เจ้าเดินทางมาที่นี่ด้วยธุระอันใดหรือ?”


คนผู้นี้ยังคงเอามือกุมหัว ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว “ข้าได้ยินมาว่าที่เรือนแห่งนี้ ขอเพียงมอบเมล็ดพันธุ์ให้ถุงหนึ่ง ก็จะสามารถขอความช่วยเหลือในการตรวจสอบสมบัติและไขข้อข้องใจกับศิษย์พี่แซ่ซ่งได้ ใช่หรือไม่?”


“เวลาตอบคำถามของศิษย์พี่ซ่งมีจำกัด หากเจ้ามีข้อสงสัยอันใด มิสู้เดินทางกลับไปถามอาจารย์หรือผู้อาวุโสในสำนักตนเองน่าจะดีกว่านะ!” มีคนคิดจะไล่ให้เขาไปพ้นๆ รีบเอ่ยปากไล่ด้วยความรำคาญใจ


มีศิษย์บางคนหัวเราะออกมา คิดในใจว่านี่คือผู้ฝึกตนจากสำนักเล็กๆ และยากไร้จากที่ใดกัน ถึงได้ใช้ชีวิตได้ซอมซ่อไร้ค่ายิ่งกว่าศิษย์ฝ่ายนอกอย่างพวกตนเสียอีก


ใครจะคาดคิดว่าคนผู้นี้กลับกระทืบเท้าเร่าๆ ร้องไห้โฮออกมาลั่น “ถามไม่ได้แล้ว สำนักของพวกเรา ยามนี้เหลือรอดชีวิตมาได้เพียงข้าคนเดียวเท่านั้นเอง!”


“เอ๊ะ? แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?”


ทุกคนต่างพากันอึ้งงัน ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้แสดงอารมณ์พลุ่งพล่านขนาดนี้


“พวกเราโชคร้ายเจอกับฝูงอสูรทะเลร้าย ทุกคนต่างพากันจมน้ำดับสูญไปในมหาสมุทรหมดแล้ว!” คนผู้นี้ใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น “สำนักของพวกเราตั้งแต่บนยันล่าง รวมเด็กรับใช้เตาหลอมโอสถ มีคนอยู่ทั้งหมดแค่สิบคนเท่านั้นเอง”


เขาเอ่ยถึงช่วงกลาง อดไม่ได้ที่จะสำเนียงบ้านนอกหลุดออกมา “ท่านอาจารย์บอกว่าไม่ได้หวังให้พวกเราสร้างชื่อเสียงเกริกไกรกู้หน้าให้สำนัก ขอเพียงได้เห็นโลกกว้างสักครั้ง และเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนได้อย่างปลอดภัยก็พอ! หากรู้ล่วงหน้าว่าจะมีวันนี้ ข้าไม่มีวันยอมเดินทางออกทะเลเด็ดขาด ตัวข้าหวังถู่เกิ่นช่างโชคร้ายเหลือเกิน ท่านปฐมาจารย์เต๋าช่างไร้เมตตาธรรมโดยแท้...”


เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกรุ่นเยาว์ต่างพากันทำตัวไม่ถูก เสียงร้องไห้นี้คล้ายมีพลังสะกดจิตใจบางอย่าง ชวนให้คนฟังรู้สึกเจ็บปวดและเวทนาสงสารประดุจคนตกทุกข์ได้ยากร่วมกันขึ้นมาอย่างประหลาด


โจวเสี่ยวอวิ๋นส่งผ้าเช็ดหน้าให้ “สหายเต๋า เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้เลยนะ สูดหายใจลึกๆ ก่อน ยามนี้เจ้าเดินทางมาหาศิษย์พี่ซ่งด้วยเรื่องอันใดหรือ?”


หวังถู่เกิ่นเช็ดหน้าปัดป้าย แววตาเปี่ยมด้วยความหวัง “สำนักของข้ามีสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่ง เป็นของตกทอดมาจากท่านปฐมาจารย์ แม้แต่ท่านอาจารย์เองก็ยังไม่รู้ว่ามันคือของวิเศษชนิดใด ข้าจึงอยากจะมาขอรบกวนให้ศิษย์พี่ซ่งช่วยประเมินราคาให้หน่อย ขอเพียงได้เงินหินปราณพอเป็นค่าเดินทางกลับเกาะ ข้าก็ยินยอมขายมันทันที!”


“ในเมืองฮวาเว่ยมีโรงรับจำนำอยู่นะ” มีศิษย์ออกความเห็น


ทว่ากลับถูกคนอื่นคัดค้านทันควัน “เขาเป็นคนซื่อสัตย์มาจากโพ้นทะเล จะกล้าเดินเข้าโรงรับจำนำใหญ่ๆ ได้อย่างไรกัน? แบบนั้นไม่ใช่ส่งตัวเองไปให้โดนหลอกโกงเงินรึไง?”


หวังถู่เกิ่นพยักหน้าหงึกๆ “ข้าเดินทางมาถึงที่นี่ ได้ยินคนเล่าขานถึงชื่อเสียงอันทรงคุณธรรมของศิษย์พี่ซ่งทุกวัน ข้าจึงเชื่อมั่นในตัวท่าน”


โจวเสี่ยวอวิ๋นลากตัวเขาไปต่อแถวที่ท้ายแถว “เจ้ารอก่อนนะ หากศิษย์พี่ซ่งตอบคำถามเสร็จแล้ว และยังไม่ได้เริ่มทานบะหมี่ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปพบท่าน”


“แม่นางเซียนผู้งดงาม! ท่านคือพระโพธิสัตว์มาโปรดแท้ๆ!”


“อย่าได้กราบไหว้ข้าเลย ศิษย์น้องหลี่ รีบไปที่หอตำราขอยืมหนังสือ ‘คู่มือป้องกันตัวจากการโดนหลอกสำหรับผู้ฝึกตนโพ้นทะเล’ มามอบให้สหายเต๋าหวังเล่มหนึ่งสิ”


หวังถู่เกิ่นรีบเอ่ยขอบอกขอบใจไม่หยุดหย่อน วิ่งไปทำความเคารพทุกคนในแถว


แต่ใครจะคาดคิดว่า ยามที่เขาเดินผ่านผู้คน เขากลับคอยสังเกตสภาพแวดล้อมและปฏิกิริยาของศิษย์ฝ่ายนอกทุกคนอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง


ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเขา!


ต้นไม้ใบหญ้าหน้าประตูเรือนซ่ง บัดนี้ได้ถูกเขาบันทึกจดจำไว้ในใจจนหมดสิ้น


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป