อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 13 ข้าหลอกเจ้าเล่นน่ะ
“เจ้าไม่ต้องลงเขาแล้ว!”
เสียงอันภาคภูมิใจของเฉินหงจู้ดังก้องข้างหู ซ่งเฉียนจีรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างทันที
ไม่นะ... นิยามคำว่า “ข่าวดี” ของเราดูจะต่างกันไปหน่อยไหม?
เขากอดห่อผ้าแน่น ถามด้วยน้ำเสียงแห้งผาก “ทำไมล่ะ?”
เมื่อคืนเขาเขียนบทมาอย่างรัดกุม การแสดงก็สมจริงจนหลอกคนได้ทั้งงาน แถมยังมีสายฟ้าของเสี่ยนเจี้ยนเฉินมาช่วยเสริมบารมีให้อีกนับหมื่นลี้!
เรียกได้ว่าฟ้าดินเป็นใจ ทุกอย่างลงตัว หลอกล่อมหาอำนาจทั้งหกของนิกายฮวาเว่ยจนหัวหมุน
พอตื่นขึ้นมา จู่ๆ กลับมาบอกว่าที่ลงแรงไปทั้งหมดนั้นเสียเปล่า
โลกใบนี้ ยังมีเหตุผลหลงเหลืออยู่บ้างไหม?!
“ก็เพราะข้าไงล่ะ!” เฉินหงจู้เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ปิ่นทองที่ขมับสั่นไหวประดุจผีเสื้อขยับปีก “เมื่อเช้าข้าไปที่ตำหนักเฉียนคุนหาท่านพ่อมา เลยรู้เรื่องของเจ้า เห็นแก่ที่เจ้าไม่ได้ถูกเมี่ยวเยียนทำให้หลงจนเสียสติ ข้าเห็นว่าเจ้าก็ดูเจริญตาดี เลยช่วยพูดจาดีๆ ให้เจ้าสักสองสามประโยค”
นางหยุดเว้นจังหวะ รอให้ซ่งเฉียนจีซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก
ทว่าเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยา จึงคิดว่าอีกฝ่ายคงตกใจจนทำตัวไม่ถูก จึงกล่าวต่อว่า
“ขอเพียงเจ้ามาอยู่ข้างกายข้า เจ้าก็สามารถเข้าฝึกฝนในฝ่ายในได้ในฐานะผู้ติดตาม เคล็ดวิชาไหนที่ข้าฝึกได้ เจ้าล้วนฝึกได้หมด ทั้งยังไม่ต้องทำสัญญาตลอดชีพด้วย ทำแบบนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นศิษย์ของใคร และไม่ต้องกลัวว่าจะไปล่วงเกินลำดับอาวุโสด้วย มีข้าคุ้มกะลาหัวอยู่ ในนิกายฮวาเว่ยเจ้าจะเดินกร่างแค่ไหนก็ได้!”
เสียงอุทานสั้นๆ ดังขึ้นในลานบ้าน
เหล่าศิษย์ฝ่ายนอก นอกจากเมิ่งเหอเจ๋อกับโจวเสี่ยวอวิ๋นแล้ว ต่างพากันแสดงสีหน้าอิจฉาออกมา
นึกว่าถึงทางตันแล้ว ที่ไหนได้กลับมีหนทางสว่างปรากฏขึ้น ซ่งเฉียนจีดวงเฮงอีกแล้วจริงๆ
เฉินหงจู้ยิ้มแย้มสดใสประดุจกองไฟ ราวกับดอกเสาเย่าที่กำลังเบ่งบาน “เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้ามากนักหรอก เรื่องพลีกายถวายชีวิตน่ะช่างมันเถอะ วันหน้าปรนนิบัติข้าให้ดีก็พอ ข้าสั่งให้ไปตะวันออก เจ้าห้ามไปตะวันตกเด็ดขาด”
“ข้าไม่เต็มใจ” ซ่งเฉียนจีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เจ้า!” เฉินหงจู้สงสัยว่าตนเองหูฝาดไป กัดฟันถาม “หรือว่าเจ้าจะยอมทิ้งเส้นทางเซียน มากกว่าที่จะยอมมาติดตามข้า?!”
นางอยู่ในนิกายฮวาเว่ยอยากได้อะไรก็ได้มาตลอด เคยถูกใครปฏิเสธที่ไหนกัน
แถมยังถูกศิษย์ฝ่ายนอกปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าเช่นนี้อีกด้วย
“ไม่เกี่ยวกับศิษย์พี่ เพียงแต่เส้นทางเซียนเช่นนี้ ไม่ฝึกเสียยังจะดีกว่า” ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ “ทางลงเขาข้าจำได้เอง ไม่จำเป็นต้องให้ท่านไปส่ง”
เฉินหงจู้มองดูเขาเดินมุ่งหน้าไปยังประตูรั้วอย่างตาค้าง เขาไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อแม้เพียงอึดใจเดียว และไม่แม้แต่จะชายตามองนางอีกเลย
สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไปทันที “ช้าก่อน!”
ซ่งเฉียนจีหันกลับมา “ศิษย์พี่หญิงเฉินยังมีธุระอะไรอีกหรือ?”
“พวกเจ้าออกไปให้หมด!” เฉินหงจู้กวาดตามองรอบๆ ด้วยสายตาเย็นชา
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ยอมไป ปฏิเสธด้วยความเงียบ
คนอื่นๆ ก็อึ้งไปกับประโยค “เส้นทางเซียนเช่นนี้ ไม่ฝึกเสียยังจะดีกว่า” ของซ่งเฉียนจี จนยืนนิ่งค้างอยู่กับที่
เฉินหงจู้ยื่นมือไปจับแส้ เตรียมจะระเบิดโทสะ ซ่งเฉียนจีพลันกล่าวว่า “ไม่มีอันใด พวกเจ้าออกไปเถอะ”
เมิ่งเหอเจ๋อพยักหน้า โจวเสี่ยวอวิ๋นกับศิษย์ที่หามเปลจึงค่อยๆ ล่าถอย
ลานบ้านกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ทั้งสองเผชิญหน้ากัน ซ่งเฉียนจีมีสีหน้าเย็นชาขึ้นกว่าเดิม
เฉินหงจู้กลับเป็นฝ่ายที่ท่าทีอ่อนลงก่อน “ความจริง... เมื่อครู่ข้าหลอกเจ้าเล่นน่ะ”
สีหน้าของซ่งเฉียนจีเพิ่งจะคลายลง ทว่ากลับได้ยินอีกฝ่ายเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ตอนนี้เจ้าลงเขาไปก็ไม่มีอะไรติดตัวเลย จะใช้ชีวิตอย่างไร? ข้าเลยไปขอร้องท่านพ่อ ให้โอกาสเจ้าเข้าร่วมงานชุมนุมปัญญาชน เจ้าฟังข้าค่อยๆ พูดนะ...”
ท่ามกลางลมเช้าอันเย็นสบายของฤดูใบไม้ผลิ ซ่งเฉียนจีรู้สึกว่าชีวิตช่างไร้สาระเหลือเกิน
ในลานบ้านมีเพียงเก้าอี้ไม้ผุๆ ตัวเดียว เฉินหงจู้แสดงสีหน้าขยะแขยงออกมา ทว่านางก็ยังยอมนั่งลง ทั้งยังหยิบจอกดินเผาที่มีรอยร้าวบนโต๊ะหินขึ้นมาจิบน้ำเปล่าแก้กระหาย
นางเคยชินกับการดื่มน้ำพุวิญญาณและน้ำค้างรสหวาน นึกว่าน้ำเปล่าในโลกนี้จะรสชาติหวานชื่นเหมือนกันหมด นึกไม่ถึงว่าจะมีน้ำที่รสชาติแย่ขนาดนี้
กลิ่นคาวดินพุ่งพล่านเข้าจมูก ทำให้นางไอโขลกออกมาไม่หยุด
ทว่านางไม่ได้บ่น เช็ดมุมปากแล้วแหงนหน้ามองซ่งเฉียนจี
“เจ้ายังไม่รู้ล่ะสิ? งานชุมนุมปัญญาชนจะมีขึ้นในวันที่สามเดือนหน้า ครั้งนี้นิกายฮวาเว่ยเราเป็นเจ้าภาพ ศิษย์ฝ่ายนอกล้วนสามารถเข้าร่วมได้ พวกที่ยังไม่มีอาจารย์ หากโชคดีถูกสำนักใหญ่หรือตระกูลอื่นถูกใจ ย่อมสามารถย้ายไปเข้าสำนักอื่นได้ หากทำคะแนนได้ดี ยังจะได้รับสมบัติวิเศษหรือเคล็ดวิชาดีๆ อีกด้วยนะ”
“พวกท่านอยากให้ข้า เข้าร่วมงานชุมนุมปัญญาชนก่อนแล้วค่อยลงเขาอย่างนั้นรึ?” ซ่งเฉียนจีขัดจังหวะนางกะทันหัน
เฉินหงจู้พยักหน้า ดวงตาเป็นประกาย “ช่วงครึ่งเดือนนี้เจ้าก็เตรียมตัวให้ดี สร้างอนาคตให้ตนเองในงานชุมนุมเสีย”
หลังจากนางพูดจบ พลันรู้สึกมั่นใจว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ
ลองคิดดูสิ เจ้าเป็นคนหัวแข็งหยิ่งทระนง ศักดิ์ศรีไม่ยอมให้เจ้าไปเป็นผู้ติดตามใคร
นางจึงยอมมานั่งเก้าอี้ของเจ้า ดื่มน้ำของเจ้า เพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน และทุกถ้อยคำล้วนพูดเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าทั้งสิ้น
อีกทั้งนางยังเป็นหญิงสาวที่มีฐานะสูงส่ง นิสัยเผด็จการ และหน้าตาสวยงาม
ยอมลดตัวลงมาทำเพื่อเจ้าขนาดนี้ เด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าคนไหนบ้างจะไม่ซาบซึ้งจนหัวหมุน ถูกต้องไหม?
ซ่งเฉียนจีเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ออกมาคำหนึ่ง
ชาติก่อนเขาไม่ค่อยได้ข้องแวะกับเฉินหงจู้ เคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง
ทว่าหลังจากซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินดับสูญ ศิษย์เอก ‘หยวนชิ่งสือ’ ก็ขึ้นเป็นผู้นำนิกายแทน เล่ากันว่าในช่วงแรกที่รับตำแหน่ง ผู้อาวุโสรุ่นเก่าของนิกายฮวาเว่ยต่างไม่ยอมรับในตัว “ศิษย์เอก” ผู้นี้
เป็นเฉินหงจู้ที่เปลี่ยนนิสัยเอาแต่ใจ กลายเป็นคนเด็ดเดี่ยวเฉลียวฉลาด รู้จักตัดสินใจและวางแผน จนช่วยให้หยวนชิ่งสือครองตำแหน่งผู้นำนิกายได้อย่างมั่นคง
“เจ้าหัวเราะอะไร?” เฉินหงจู้ชะงักไป
ซ่งเฉียนจีทวนคำว่างานชุมนุมปัญญาชนเบาๆ
นึกไม่ถึงว่า เหตุผลที่เขาเคยใช้หลอกเมิ่งเหอเจ๋อที่หน้าผาต้วนซาน วันนี้กลับถูกคนนำมาใช้หลอกเขาเสียเอง
“ดี... ดีเหลือเกิน!”
เฉินหงจู้คิดในใจว่าท่าจะแย่แล้ว
นางยังประเมินเขาต่ำไปจริงๆ
ซ่งเฉียนจีค่อยๆ เอ่ยปาก “น่าเสียดาย คนผู้นั้นไม่ได้สอนวิชากระบี่ให้ข้า ต่อให้พวกท่านให้ข้าเข้าร่วมงานชุมนุมปัญญาชน สุดท้ายพวกท่านก็คงไม่ได้เห็นอะไรอยู่ดี”
ใบหน้าของเฉินหงจู้พลันซีดเผือดลงทันที ทว่านางกลับไม่ได้โกรธจนฟาดงวงฟาดงา
ดวงตาสีดำขลับของนางจ้องมองซ่งเฉียนจีเขม็ง “ข้าไม่เชื่อ!”
เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ เขาก็เป็นผู้ฝึกกระบี่
เจ้าพบเขาตอนฝึกกระบี่ เขาจะสอนวิชาอื่นให้เจ้า แต่ไม่สอนวิชากระบี่ได้อย่างไร?
“ท่านไม่เชื่อ” ซ่งเฉียนจีถามอย่างสงบ “แล้วท่านจะทำอย่างไรได้?”
เฉินหงจู้จ้องหน้าเขา อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ครู่ต่อมา เมื่อพบว่าตนเองทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ ดวงตาจึงเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย แต่ทำได้เพียงตบโต๊ะระบายอารมณ์เหมือนเด็กสาวทั่วไป
“เจ้าไสหัวออกไปเลยนะ! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกแล้ว!”
ซ่งเฉียนจีมองนางด้วยสายตา “เอ็นดูคนโง่” อีกครั้ง เมื่อคืนเจ้าก็พูดแบบนี้ แล้วทำไมเมื่อเช้ายังมาหาข้าอีกล่ะ?
“...นี่มันบ้านข้า”
“โครม!”
พายุสีแดงพัดผ่านไป ฝุ่นตลบอบอวล ประตูไม้เก่าถูกชนจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ซ่งเฉียนจีพูดไม่ออก
“พุ่งทะยานออกไป” นี่คือพุ่งออกไปพร้อมประตูจริงๆ สินะ? เจ้าพังประตูตำหนักเฉียนคุนแทนไม่ได้หรือไง?
กลุ่มคนที่อยู่หน้าลานบ้านรีบหามเปลพุ่งกลับเข้ามาทันที
“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านไม่เป็นอะไรนะ?” เมิ่งเหอเจ๋อมองดูแผ่นไม้ที่แตกกระจายเต็มพื้นพลางขมวดคิ้วด้วยความกังวล
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นอะไร”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา เดิมทีซ่งเฉียนจีก็มีเรื่องบาดหมางกับผู้ดูแลจ้าวอยู่แล้ว ยามนี้ยังมาล่วงเกินคุณหนูเฉินป้าหวังเข้าอีก วันหน้าจะใช้ชีวิตอย่างไรกันเล่า?
โจวเสี่ยวอวิ๋นรวบรวมความกล้า ยืดอกขึ้น “ศิษย์พี่ซ่ง ท่านอย่าได้หวาดกลัว พวกเราจะปกป้องท่านเอง! พวกเราจะลงขันซื้อกระบี่วิเศษให้ท่าน!”
ต้องซื้อกระบี่ที่ดีที่สุดในฝ่ายนอกมาให้ได้ ดีกว่าของจ้าวจี้เหิงเสียอีก
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “หากอยากซื้อของให้ข้าจริงๆ ซื้อประตูมาให้บานหนึ่งเถอะ”
โจวเสี่ยวอวิ๋นชะงัก “ซื้อประตู?”
ซ่งเฉียนจีลูบจมูกเบาๆ
บนเก้าอี้เก่าที่เฉินหงจู้เคยนั่ง ยังหลงเหลือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องประทินผิวลอยอบอวลอยู่ในลาน
เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า “เก้าอี้กับจอกน้ำนี่ก็ทิ้งไปเสีย เปลี่ยนใหม่ให้หมด”
ในเมื่อต้องรั้งอยู่ต่ออีกครึ่งเดือน ทุกวันก็ต้องใช้ชีวิตให้สุขสบายที่สุด
ยามจากไปจะมือเปล่าไม่ได้เสียแล้ว
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ นิกายฮวาเว่ยมีแคว้นบริวารมากมายในโลกปุถุชน ข้าต้องเอาที่ดินศักดินาสักผืนติดมือไปด้วย
เพื่อไปปลูกผักชั่วชีวิต
...
เฉินหงจู้เมื่อคืนไม่ได้ข่มตาหลับเลยทั้งคืน
ในใจนางเต็มไปด้วยปริศนา เดี๋ยวก็คาดเดาเนื้อหาในกระดาษ เดี๋ยวก็หวนนึกถึงแววตาอันเวทนาและแผ่นหลังอันองอาจบนสะพานซื่อสุ่ยของคนผู้นั้น
ยามรุ่งสางนางรีบไปที่ตำหนักเฉียนคุน เห็นศิษย์พี่หยวนชิ่งสือมาถึงแล้ว กำลังนั่งสนทนากับบิดาอยู่ที่โต๊ะหยกขาว
เห็นพวกเขามีรอยยิ้มพูดคุยกัน ราวกับกำลังหารือเรื่องมงคลที่น่ายินดีบางอย่าง
ตำหนักเฉียนคุนยังคงดูโอ่อ่าสง่างามและเคร่งขรึมเช่นเดิม
ทว่าเมื่อสังเกตดีๆ โต๊ะเก้าอี้และม่านโปร่งภายในตำหนักล้วนถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
ราวกับว่าเพียงชั่วข้ามคืน ที่นี่เคยเกิดเรื่องใหญ่บางอย่างขึ้น ทว่ากลับถูกปกปิดไว้อย่างเงียบเชียบ
“หงจู้ เจ้ามาได้จังหวะพอดี” ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินเรียกนางเข้าไปหาด้วยความเมตตา “งานชุมนุมปัญญาชนมีผู้คนพลุกพล่านเรื่องราววุ่นวาย เจ้าต้องช่วยแบ่งเบาภาระศิษย์พี่ของเจ้าบ้างนะ”
“ท่านพ่อ ศิษย์พี่”
เฉินหงจู้นั่งลง ฟังอย่างใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งมองตำหนักเฉียนคุนนางก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ
ในที่สุดนางก็อดไม่ได้ที่จะถาม “ท่านพ่อ ศิษย์ฝ่ายนอกที่มาเมื่อคืน ชื่อว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
ซวีอวิ๋นหุบรอยยิ้มลง “ซ่งเฉียนจี”
“เฉียนจีตัวไหนคะ?”
“เฉียน (潜) จากมังกรซ่อนกาย จี (机) จากคำนวณกลอุบาย”
“เขาเป็นคนอย่างไรเจ้าคะ?”
สีหน้าของซวีอวิ๋นยังคงดูเมตตา ทว่าน้ำเสียงกลับเริ่มเข้มขึ้น
“เขาเป็นคนอย่างไรล้วนไม่เกี่ยวกับเจ้า วันนี้เขาต้องลงเขาไปแล้ว!”
“ทำไมล่ะเจ้าคะ?” เฉินหงจู้ตกใจ
“เมื่อคืน เขามาส่งข่าวแทนคนผู้นั้น!”
ซวีอวิ๋นรู้ดีว่าลูกสาวนิสัยชอบซักไซ้ไล่เลียง จึงโยนกระดาษแผ่นนั้นให้นางดูเสียเลย
“มิน่าเล่า” เฉินหงจู้พึมพำ “ที่แท้ก็เป็นคนผู้นั้น”
“เรื่องนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก” ซวีอวิ๋นแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อ “พิธีเปิดงานชุมนุมปัญญาชน เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ จะปล่อยให้ซ่งเฉียนจีไปแบบนี้ไม่ได้!” เฉินหงจู้ลุกพรวดขึ้นทันที “หากคนผู้นั้นรู้ว่า ศิษย์ที่เขาส่งมาแจ้งข่าว กลับถูกพวกเราไล่ลงเขาทันที เขาจะคิดอย่างไรเจ้าคะ?”
รอยยิ้มของซวีอวิ๋นมลายหายไป
หยวนชิ่งสือรีบเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงตำหนิ “ศิษย์น้อง พอได้แล้ว!”
“แล้วถ้าหาก ‘คนผู้นั้น’ สอนวิชากระบี่ให้เขาด้วยล่ะเจ้าคะ? มิสู้พวกเรารั้งซ่งเฉียนจีไว้อีกครึ่งเดือน อาศัยงานชุมนุมปัญญาชนเพื่อแอบดูวิชากระบี่ของเขา!”
เฉินหงจู้ค่อยๆ ขยำกระดาษในมือจนแหลก “คนผู้นั้นไม่ใช่เทพเจ้าจริงๆ เสียหน่อย เขาก็ต้องแก่ต้องตาย อีกร้อยปีข้างหน้า ใต้หล้าจะอยู่ในมือใครยังไม่แน่เลยนะเจ้าคะ”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้น แววตาเย็นเยียบ “ข้าอยากเห็นกระบี่ของคนผู้นั้น!”
ซวีอวิ๋นตวาดกร้าว “เจ้าช่างบังอาจนัก!”
ควันธูปบนโต๊ะหยกสั่นไหววูบ
เฉินหงจู้ประสานสายตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
ซวีอวิ๋นจ้องมองบุตรสาวนิ่งเงียบ บรรยากาศในตำหนักเฉียนคุนเย็นเยียบถึงขีดสุด
ยามที่หยวนชิ่งสือทนไม่ไหวและกำลังจะเอ่ยขออภัยแทนศิษย์น้อง ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินพลันถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ”
เขาหลุบตาลง กลับมาดูเหมือนบิดาที่แก่ชรา “หลายปีมานี้ข้าเดินหมากอย่างระมัดระวัง เน้นความมั่นคงจนความฮึกเหิมถูกขัดเกลาไปหมดสิ้น เจ้าถูกข้าตามใจจนไม่เกรงกลัวฟ้าดิน กล้าคิดในสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้าคิด สำหรับอนาคตของนิกายฮวาเว่ยเราแล้ว ย่อมนับว่าเป็นเรื่องดี”
เฉินหงจู้ยิ้มออกมา “เช่นนั้นท่านก็ไปบอกตึกผู้ดูแลเสียหน่อยว่า วันหน้าไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ไม่ต้องจัดงานให้ทำ ไม่ต้องจัดตารางเรียน ไม่ว่าเขาอยากจะทำอะไร ก่อนงานชุมนุมปัญญาชน ก็ให้ปล่อยเขาไปเถอะเจ้าค่ะ”
ซวีอวิ๋นขมวดคิ้ว คล้ายกำลังครุ่นคิด
“หากท่านพ่อกับเหล่าท่านอาไม่อยากเห็นหน้าเขา เพราะเห็นแล้วจะพาลนึกถึง ‘คนผู้นั้น’ ข้าจะเป็นคนรับหน้าที่จับตาดูเขาเองเจ้าค่ะ อย่างไรเสียข้าก็ไม่เคยเห็นคนผู้นั้น ข้าไม่มีปมในใจ” เฉินหงจู้กอดแขนบิดาพลางยิ้มอ้อน “งานหนักงานเหนื่อยข้าจะรับไว้เอง แบบนี้ตกลงไหมเจ้าคะ!”
ในที่สุดนางก็ได้ตามปรารถนา
แม่นางชุดแดงกระโดดโลดเต้นอยู่บนสะพานซื่อสุ่ย
ทะเลเมฆใต้สะพานม้วนตัวไปมา
ปลาหลีห้าสีเริงร่า เกล็ดปลาสะท้อนแสงอรุณ แผ่ซ่านรัศมีสีรุ้งออกมาเป็นระลอก
หยวนชิ่งสือวิ่งตามนางมาทัน พลางเอ่ยหยอกเย้า “ศิษย์น้องเล็ก พูดความจริงมาเถอะ เจ้าอยากรั้งเจ้าเด็กนั่นไว้สักพัก มีเจตนาแอบแฝงใช่หรือไม่?”
“มี!” เฉินหงจู้ยอมรับอย่างผ่าเผย “เขาเห็นเมี่ยวเยียนแวบแรกก็ขมวดคิ้ว ข้ามีสัญชาตญาณว่า หากมีเขาอยู่ด้วย ไม่ช้าก็เร็วต้องทำให้เมี่ยวเยียนอกแตกตายได้แน่!”
“เจ้ามันไร้สาระ!”
“ข้าก็ไร้สาระแบบนี้แหละ” เฉินหงจู้ใช้มือยันตัว กระโดดขึ้นไปนั่งแกว่งขาบนราวสะพานซื่อสุ่ย “ชีวิตข้านอกจากฝึกวิชากับทำให้เมี่ยวเยียนโมโหแล้ว ยังจะมีเรื่องสนุกอะไรอีกหรือ?”
ยามไม่ได้ฝึกวิชา นางมักจะมานั่งบนหัวสะพานมองดูหมู่เมฆเพียงลำพังเช่นนี้ บางครั้งก็กรีดนิ้วให้เลือดหยดลงไปเลี้ยงปลาหลีห้าสี
นางไม่เหมือนพวกทายาทรุ่นสองอย่างจ้าวจี้เหิง ที่ชอบชวนเพื่อนฝูงพาสมุนไปมั่วสุมรื่นเริง
ศิษย์พี่หับบิดาล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างดี ทว่าญาติมิตรก็ไม่ใช่สหาย และไม่มีใครกล้ามาเป็นสหายกับนาง
คุณหนูใหญ่แห่งนิกายฮวาเว่ย เฉินหงจู้ แท้จริงแล้วคือคนที่ไม่มีสหายเลยสักคนเดียว!
หยวนชิ่งสือหลุดหัวเราะออกมา “ทำไมเจ้าถึงชอบหาเรื่องเมี่ยวเยียนนักนะ? อย่างไรเสียพวกเจ้าก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”
“ก็เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องนี่แหละ ข้าถึงได้รู้ว่านางเสแสร้งเพียงใด นางงดงามราวกับตุ๊กตา ตุ๊กตาที่มีไว้ให้คนชื่นชมเท่านั้น! โลกบำเพ็ญเพียรทั้งโลกกลับพากันหลงรักตุ๊กตาบ้าๆ นี่ เรื่องนี้มันไม่ตลกไปหน่อยหรือ?”
นางตะเบ็งเสียงดังขึ้น จนปลาหลีห้าสีตกใจมุดหายเข้าไปในชั้นเมฆ
“ความรักในความงามเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เจ้าอย่าได้มีใจริษยาเลย” หยวนชิ่งสือถอนหายใจอย่างคนแก่ “ข้าเองก็ผิดด้วย เป็นเพราะข้ากับท่านอาจารย์ตามใจเจ้ามากเกินไป จนทำให้เจ้าไม่มีน้ำใจกว้างขวางพอจะยอมรับผู้อื่น”
เฉินหงจู้แค่นยิ้มเย็นชา ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “อ้อ ข้ารู้แล้ว ท่านเองก็ชอบตุ๊กตาสินะ?”
“คุยกับเจ้าไม่รู้เรื่องแล้ว ข้าไปฝึกกระบี่ดีกว่า” หยวนชิ่งสือรีบหนีไปทันที
เฉินหงจู้มองตามหลังเขาไปพลางแค่นหัวร่อ
ทำไมการจะหาใครสักคนที่เกลียดตุ๊กตาจากใจจริงเหมือนกัน มันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้นะ?
ในนิกายฮวาเว่ยอันกว้างใหญ่ กลับมีเพียงซ่งเฉียนจีคนเดียวเท่านั้น