อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 14 โครงกระดูกพอกแป้ง เมี่ยวบ้านป้าเจ้าสิ!
ซ่งเฉียนจีเปลี่ยนประตูรั้วใหม่ในพริบตา
มันคือประตูไม้ท้อ ทาสีแดงชาดสดใส ตัดกับห่วงทองแดงวาววับ
หน้าประตูแขวนโคมไฟผ้าโปร่งสีเขียวมรกตสองดวง บนผ้าไหมวาดลายกิ่งท้อเอียงเอน ดูมีรสนิยมแบบเจ้าสำราญ
ยามลมวสันต์พัดผ่าน มันก็แกว่งไกวอย่างแผ่วเบา
ภาพฉากที่เห็นนี้ ราวกับกลีบดอกท้อจากต้นไม้หน้ารั้วจงใจปลิวมาติดอยู่บนหน้าโคมอย่างไรอย่างนั้น
เหล่ามิตรสหายของเมิ่งเหอเจ๋อทำงานกันคล่องแคล่วว่องไว ทั้งส่งของทั้งติดตั้ง พลังแห่งความสามัคคีช่างน่ากลัวจริงๆ
โจวเสี่ยวอวิ๋นยังแอบแขวนป้ายไม้แกะสลักเล็กๆ ไว้ข้างประตู บนป้ายสลักอักษรสองตัวอย่างบรรจงว่า “เรือนซ่ง”
ซ่งเฉียนจีต้องยอมรับว่า รสนิยมของผู้ฝึกตนหญิงนั้น ดูเหนือกว่าพวกบุรุษหยาบกระด้างอย่างเขามาก
เมิ่งเหอเจ๋อนั่งบนเก้าอี้รถเข็นไม้พลางพยักหน้า “ไม่เลว ดูมีหน้ามีตา”
คำว่า “ไม่เลว” นี่ถ่อมตัวไปหน่อย ตอนนี้หน้าประตูที่พักของซ่งเฉียนจีเรียกได้ว่ามีสง่าราศีที่สุดในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมดก็ว่าได้
เพียงแต่พอเปิดประตูเข้าไป เมื่อเทียบข้างนอกกับข้างในแล้ว ยิ่งทำให้ภายในลานดูว่างเปล่าและซอมซ่อเข้าไปใหญ่
เก้าอี้ที่เฉินหงจู้เคยนั่งและจอกน้ำที่เคยใช้ถูกโยนทิ้งไปจนหมด พื้นดินถูกซ่งเฉียนจีพรวนจนร่วน เก็บเศษหินถอนหญ้าจนเกลี้ยง แค่ยังไม่ทันได้ล้อมรั้วไม้ไผ่ หรือปลูกไม้ดอกและต้นกล้าผัก
ทุกอย่างกำลังรอการเริ่มต้น เหมือนดั่งฤดูใบไม้ผลิที่เขาได้กลับมาเกิดใหม่นี้
ซ่งเฉียนจีรู้สึกพอใจแต่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ชาติก่อนมีคนแย่งกันทำงานให้เขาจนหัวแทบแตก อย่าว่าแต่เปลี่ยนประตูเลย ต่อให้เขาอยากเปลี่ยนตำหนักใหม่ ยังมีคนประเคนให้ถึงที่
ทว่านั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้นล้วนหวาดกลัวเขา หรือไม่ก็มีเรื่องมาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากเขามากกว่า
คนเหล่านั้นเอาแต่พูดเรื่องผลประโยชน์ พูดเรื่องการแลกเปลี่ยน แต่ไม่เคยพูดเรื่องน้ำใจและความจริงใจเลยสักนิด
“ขอบใจพวกเจ้ามากนะ” ซ่งเฉียนจีเอ่ย
“ขอบใจอะไรกันเจ้าคะ!” โจวเสี่ยวอวิ๋นยิ้มร่า “ศิษย์พี่ซ่ง ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว! พวกเราต้องไปทำงานแล้วล่ะ พรุ่งนี้จะมาเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ชิ้นใหม่ให้นะเจ้าคะ!”
นิกายฮวาเว่ยรับศิษย์ฝ่ายนอกนับพันคน ซึ่งเท่ากับจ้างกลุ่มคนงานราคาถูกที่รวมค่ากินที่พักไว้แล้วนั่นเอง
ทุกวันพวกเขาต้องไปรับภารกิจที่ตึกผู้ดูแล เช่น ลงเหมืองขุดหินปราณ แปรงขน ตักอุจจาระสัตว์อสูร หรือรับใช้ศิษย์ฝ่ายใน เป็นต้น เพื่อแลกกับรายได้อันน้อยนิด
การทำภารกิจนิกายถูกพวกเขาเรียกขานกันเล่นๆ ว่า “ต้ากง” (打工 - ทำงานชั่วคราว)
ยกเว้นคนที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินอย่างจ้าวจี้เหิง ที่เห็นฝ่ายนอกเป็นเพียงบันไดเหยียบเพื่อมาหาประสบการณ์ชีวิต
มิเช่นนั้น “การบำเพ็ญ” กับ “การทำงานชั่วคราว” มันก็คือความขัดแย้งที่ยากจะสมดุลในชีวิตศิษย์ฝ่ายนอก
ไม่ทำงาน ก็ไม่มีหินปราณไปซื้อหรือเช่าเคล็ดวิชา ขยันทำงานเกินไป ก็ไม่มีเวลาบำเพ็ญ
เมิ่งเหอเจ๋อเพราะต้องรักษาตัว ช่วงนี้จึงยังไม่ต้องไปทำงาน
คนอื่นๆ เดินคุยเล่นหัวเราะร่าออกไป ทว่าจู่ๆ ฝีเท้าพลันหยุดกึก เสียงหัวเราะเงียบหายไปทันที
มีคนผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่หน้าประตู!
คนผู้นี้สวมชุดผ้าไหมสีเขียวมรกต สวมมงกุฎหยก ที่เอวเหน็บกระบี่ ฝักกระบี่ประดับด้วยอัญมณีหลากสีสัน หรูหราจนน่าแสบตา
เขาใช้นิ้วเดียวเขี่ยป้ายไม้ข้างประตูขึ้นมา แล้วแค่นยิ้มอย่างดูแคลน “เรือน... ซ่ง...”
ลมวสันต์พัดพาความเย็นเยียบมา บรรยากาศรื่นเริงในลานมลายหายไปสิ้น
ทุกคนต่างพากันมายืนบังเมิ่งเหอเจ๋อกับซ่งเฉียนจีไว้เบื้องหลัง จ้องเขม็งไปยังผู้มาเยือนด้วยสีหน้าโกรธแค้น
คุณชายชุดไหมผู้นี้แหงนหน้ามองโคมไฟที่แกว่งไกว แล้วยังคงเยาะเย้ยต่อว่า
“พวกเจ้าคงไม่รู้ล่ะสิ บรรยากาศย่านเริงรมย์ตีนเขาตอนกลางคืนคึกคักกว่าตอนกลางวันนัก พวกแม่นางในหอนางโลมมักจะจุดโคมลายดอกท้อไว้หน้าประตู เพื่อบอกว่าเริ่มรับแขก ข้าดูแล้วเรือนซ่งแห่งนี้ มีนัยที่คล้ายคลึงกันไม่น้อยเลยนะ”
โจวเสี่ยวอวิ๋นหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “จ้าวจี้เหิง เจ้ามันต่ำช้า!”
“โอ๊ะโอ! นี่มิใช่ศิษย์น้องโจวหรอกหรือ?” จ้าวจี้เหิงแสร้งทำเป็นเพิ่งเห็นนาง แล้วยื่นหน้าเข้าไปหาอย่างประหลาดใจ “นิกายฮวาเว่ยเรามีนัผู้ฝึกตนหญิงสวยๆ อยู่ไม่กี่คนหรอกนะ อย่างเจ้านี่นับว่าเป็นพันธุ์หายากที่งดงามราวบุปผาแท้ๆ ดันมาคลุกคลีกับพวกนี้ทั้งวัน ช่างเสียของจริงๆ”
เมิ่งเหอเจ๋อถามเสียงเย็น “เจ้ามาทำไม?”
เขาหมุนล้อรถเข็นออกมาข้างหน้า ดูมีบารมียิ่งกว่าจ้าวจี้เหิงที่ยืนอยู่เสียอีก
จ้าวจี้เหิงถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อนึกได้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายบาดเจ็บหนัก จึงหัวเราะฮ่าๆ “ข้ามาส่งของขวัญไงเล่า! พวกเจ้าไม่รู้จักมารยาทการต้อนรับแขก มันไม่ค่อยเหมาะกระมัง?”
กล่าวจบก็ตะโกนเรียกไปนอกประตู “หามเข้ามา!”
ลูกสมุนสี่คนของเขาหามเก้าอี้เอนที่คุ้นตาตัวหนึ่ง ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง
“วางลงซะ” จ้าวจี้เหิงวางท่าจองหอง “ซ่งเฉียนจี เกี้ยวตัวนี้ข้ายกให้เจ้า ลองนั่งดูอีกทีสิ”
หลังจากเรื่อง “ส่งกระดาษพบผู้นำนิกาย” ที่ตำหนักคุมกฎ ซ่งเฉียนจีก็โด่งดังไปทั่วทั้งสามตำหนัก
ศิษย์ตำหนักคุมกฎและตำหนักบังคับใช้กฎส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน เมื่อใดที่มีคนถามว่า “คนไหนคือซ่งเฉียนจี” คำตอบที่ได้รับมักจะเป็น
“ก็ไอ้คนที่มาสายตอนทดสอบฝ่ายนอก แล้วถูกหามเกี้ยวมานั่นไงล่ะ”
เรื่องนี้เข้าหูจ้าวจี้เหิง เขาถึงกับหัวเราะจนตัวงอ “ตอนนั้นข้าคิดได้ไงนะ ที่หามซ่งลั่วไปแห่ประจานกลางลานกว้าง ข้านี่มันช่างอัจฉริยะจริงๆ!”
วันนี้เขาตั้งใจมาเพื่อถากถางและเหยียดหยาม พร้อมกับโอ้อวดบารมีเสียหน่อย
จ้าวจี้เหิงตบพนักเก้าอี้เอน “ดูพวกเจ้าสิ ดิ้นรนแทบตายจนเกือบถูกไล่ออกจากสำนัก สุดท้ายคนที่ได้เข้าฝ่ายในก็คือข้าอยู่ดี ข้านึกว่าเจ้าพบผู้นำนิกายแล้วจะมีที่พึ่งยิ่งใหญ่เสียอีก ที่ไหนได้กลับต้องซมซานกลับมาอยู่ฝ่ายนอกเหมือนเดิม?”
เมิ่งเหอเจ๋อโกรธจนแทบจะลุกขึ้นจากรถเข็น เขาใช้มือเดียวคว้าเก้าอี้เอนแล้วทุ่มออกไปสุดแรง
จ้าวจี้เหิงกระโดดหลบ อาศัยว่าเมิ่งเหอเจ๋อทำอะไรเขาไม่ได้ จึงยั่วโมโหต่อ “อยากทุบก็ทุบ อยากทิ้งก็ทิ้ง พรุ่งนี้ข้าจะเอามาส่งให้อีก ถึงตอนนี้ข้าจะอยู่ฝ่ายในแล้ว การลงมาที่นี่อาจจะลำบากสักหน่อยก็เถอะ...”
“ขอบใจนะ”
จ้าวจี้เหิงราวกับถูกฟ้าผ่า เขาหันขวับไปมอง เห็นซ่งเฉียนจีรับเก้าอี้เอนไว้ได้พอดี พร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่าขอบใจเจ้ามาก” ซ่งเฉียนจีลากเก้าอี้เอนไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสมข้างโต๊ะหิน “นั่งสบายดี”
มีคนเอามาประเคนให้ถึงที่ ประหยัดเงินไปซื้อเองตั้งเยอะ เรื่องดีๆ แบบนี้ต้องรับไว้สิ ถูกต้องไหม?
เหมาะมากจริงๆ สำหรับเอาไว้นอนเอกเขนกรับลมจิบชาหลังจากเสร็จงานในไร่นาตอนเย็น
จ้าวจี้เหิงอึ้งไปครู่หนึ่ง เขากำลังจะอ้าปากถามว่า “เจ้าป่วยหรือไง?” ทว่าแขนกลับถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง
“คุณชายอยู่นี่เองรึ ผู้ดูแลจ้าวตามหาท่านไปทั่วเลย!”
“ไม่เห็นรึไงว่าข้ากำลังยุ่งอยู่? รอเดี๋ยว!” จ้าวจี้เหิงเห็นว่าเป็นผู้ดูแลที่เป็นลูกน้องของท่านอา จึงไม่ได้ใส่ใจ
เขาสะบัดมืออย่างรำคาญ ทว่ากลับสะบัดไม่หลุด จึงทำหน้าตาตื่นตะลึง
“รอไม่ได้แล้ว!” กลุ่มผู้ดูแลกรูเข้ามาล้อมเขาไว้ทุกทิศทาง
เป็นเพราะกลัวว่าเขาจะไปก่อเรื่องตามคำสั่งของจ้าวอวี๋ผิง จึงใช้ “เชือกมัดเซียน” มัดมือเขาทั้งสองข้างไว้ทันที “เชิญกลับไปกับพวกเราเดี๋ยวนี้!”
“เฮ้ยๆ ทำอะไรน่ะ!” จ้าวจี้เหิงตกใจสุดขีด ประดุจลูกไก่ที่ถูกหิ้วคอ พยายามดิ้นรนแต่ก็หลุดไปไหนไม่ได้
เหล่าลูกสมุนเห็นคนจากตึกผู้ดูแลเอาจริง ต่างก็พากันขลาดกลัวไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไปช่วยเหลือ
ผู้ดูแลที่เป็นหัวหน้าหันมาทางซ่งเฉียนจี แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอย่างมีมารยาท “วันหน้าเจ้าไม่ต้องไปรับภารกิจทำงานแล้วนะ”
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า ดูท่าซวีอวิ๋นคงจะกำชับตึกผู้ดูแลไว้แล้ว
ตึกผู้ดูแลย่อมไม่กล้ามาหาเรื่องเขาอีก อย่างน้อยเบื้องหน้าก็จะไม่ทำให้เขาลำบาก และไม่ทิ้งหลักฐานหรือช่องโหว่ไว้ให้ใครจับได้
ส่วนจ้าวอวี๋ผิงจะแอบทำอะไรลับหลัง หรือมีแผนการอื่นใด นั่นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผู้ดูแลคนที่เป็นหัวหน้าเปิดถุงเก็บของออก “ผู้ดูแลจ้าวบอกว่า ก่อนหน้านี้ระหว่างพวกเราอาจมีความเข้าใจผิดกันบ้าง เขารู้ว่าช่วงนี้เจ้ากำลังจัดแจงลานบ้านใหม่ เลยกำชับให้พวกเราเตรียมของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ มาให้ โปรดรับไว้ด้วยเถิด”
โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง เตียง ตู้เสื้อผ้า หม้อ ข้าวของเครื่องใช้จิปาถะนานาชนิด ถูกนำออกมาวางกองรวมกันประดุจภูเขาเลากาอยู่กลางลานบ้าน
ซ่งเฉียนจีแสร้งทำสีหน้าซาบซึ้ง “ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
ผู้ดูแลรู้สึกพอใจที่เขาว่าง่าย จึงเอ่ยคำพูดประจบสอพลอตามมารยาทอีกสองสามคำ
ชั่วขณะนั้นบรรยากาศช่างดูชื่นมื่น อบอวลไปด้วยรอยยิ้ม
จ้าวจี้เหิงตวาดลั่น “พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!”
เก้าอี้เอนของเขาถูกวางปนอยู่กับกองเฟอร์นิเจอร์ใหม่เอี่ยม ราวกับว่าเขาตั้งใจมาส่งของขวัญจริงๆ อย่างนั้นแหละ
มันจะตลกเกินไปแล้วไหม!
ไม่มีใครสนใจเขา จ้าวจี้เหิงถูกกลุ่มผู้ดูแลหามออกไปทั้งอย่างนั้น
เขาไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้มาก่อน ที่ร้ายกว่านั้นคือซ่งเฉียนจียังยืนพิงประตูหัวเราะร่า
“มาตั้งไกลลำบากแย่ ดื่มน้ำชาสักจอกก่อนค่อยไปสิ”
“ซ่งเฉียนจี เจ้าลูกเต่า! ข้าขอถล่มก้นบรรพบุรุษเจ้า! บัดซบ! เจ้าสารเลว! อย่าได้ใจไปหน่อยเลย!”
คำด่าของจ้าวจี้เหิงล้วนเป็นคำหยาบที่เรียนมาจากย่านเริงรมย์ตีนเขา โจวเสี่ยวอวิ๋นกับคนอื่นๆ ล้วนไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้แต่หน้าแดงก่ำแต่ด่าตอบไม่ถูกสักคำเดียว
เสียงด่าทอดังก้องไปทั่วป่าเขา
ศิษย์คนอื่นๆ ที่กำลังจะไปทำงาน ได้ยินเสียงก็พากันหยุดดูที่หน้า “เรือนซ่ง” พลางชี้โบ๊ชี้เบ๊ดูเรื่องสนุก
“เอ๋? หรือว่าซ่งลั่วจะก่อเรื่องอีกแล้ว?”
จนกระทั่งเงาร่างของกลุ่มผู้ดูแลหายลับไป เสียงด่าทออันหยาบคายของจ้าวจี้เหิงก็ยังแว่วมาตามลมจางๆ
เสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น เมิ่งเหอเจ๋อกัดฟันกรอดจนหักพนักพิงรถเข็นติดมือมาเลยทีเดียว
ซ่งเฉียนจีสีหน้าไม่เปลี่ยน
ผู้คนไม่เห็นปฏิกิริยาอับอายหรือโกรธแค้นจากเขา จึงรู้สึกหมดสนุก เตรียมตัวแยกย้ายกันไปทำงานของตน
พลันได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้น ที่ปลายทางเขามีฝุ่นควันตลบอบอวล กลุ่มศิษย์ตำหนักคุมกฎในชุดคลุมดำหมวกขาวกรูมาอย่างดุดัน
หัวหน้ากลุ่มตะโกนเรียกชื่อซ่งเฉียนจีลั่นป่า ทำเอาฝูงนกตกใจบินว่อน เพียงครู่เดียวก็มาถึงหน้าประตูรั้ว
ผู้คนรีบเรียกเพื่อนฝูงกลับมามุงดูอีกรอบ
“คนตึกผู้ดูแลเพิ่งไป คนตำหนักคุมกฎก็มาต่อเลยรึ?”
“วันนี้ต่อให้ต้องโดนหักค่าจ้าง ข้าก็ต้องดูงิ้วฉากใหญ่ครั้งนี้ให้จบ!”
โจวเสี่ยวอวิ๋นกับคนอื่นๆ ทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกหดหู่และขมขื่นผุดขึ้นในใจ เหตุใดคนดีๆ อย่างศิษย์พี่ซ่ง ถึงต้องมาตกอยู่ในถ้ำเสือเช่นนี้ด้วยนะ
ทว่ากลับได้ยินซ่งเฉียนจียิ้มถามว่า “พวกเจ้ามาทำอะไรกันหรือ?”
ชิวต้าเฉิงหอบแฮกๆ “เรื่องด่วน! พี่น้องซ่งช่วยข้าที!”
สวีคั่นซาน “พี่น้องเฉียนจี เจ้าต้องเป็นพยานให้พวกเรานะ! ข้าพนันกับคนอื่นไว้ตั้งห้าสิบหินปราณแน่ะ!”
ซ่งเฉียนจีรู้อยู่แล้วว่าสองคนนี้เป็นพวกผีพนัน
แค่เคยไปยอดเขาหลักด้วยกันครั้งเดียว ดันตื๊อว่าเขาดวงดี อยากจะลากเขาเข้าบ่อนไปกวาดเงินให้ได้
กลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกมองดูด้วยความงุนงง
“พวกเจ้าห้ามเตี๊ยมกันนะ!” ศิษย์ตำหนักคุมกฎคนหนึ่งเดินออกมา “ให้ข้าเป็นคนถามเอง!”
เรื่องราวสรุปสั้นๆ ได้ง่ายๆ การได้พบกับ “โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งโลกบำเพ็ญเพียร” ในตำนานนั้น โอกาสมีน้อยยิ่งกว่าเก็บสมบัติวิเศษระดับสุดยอดได้ตามข้างทางเสียอีก เรื่องนี้เอาไปโม้ได้สิบปี ขาดไปวันเดียวถือว่าขาดทุนย่อยยับ
ชิวต้าเฉิงกับสวีคั่นซานพอกลับถึงตำหนักคุมกฎ ก็คุยโวโอ้อวดเสียจนน้ำไหลไฟดับ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเชื่อสักคน
“ถ้านางเซียนเมี่ยวเยียนมาจริงๆ แล้วรถม้าทองคำทมิฬของนางล่ะไปไหน?”
รถม้าทองคำทมิฬยามเหินหาวจะแผ่รัศมีสีแดงชาด ผ่านไปที่ใดหมู่เมฆจะถูกย้อมจนแดงฉาน ราวกับกองเพลิงที่ลุกโชน หรือราวกับตะวันตกดิน
“นางไม่ได้นั่งรถมา ศิษย์พี่หญิงเฉินป้าหวัง... เอ้อ ศิษย์พี่หญิงเฉินเป็นคนเดินไปส่งนางเอง ข้าคาดเดาว่านางพักอยู่ที่ตำหนักอู๋โยวของศิษย์พี่หญิงเฉิน ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่กลับด้วยซ้ำ!”
“โม้ต่อสิ!” ทุกคนยังไม่เชื่อ “ใครเป็นพยานได้บ้าง?”
ตอนนั้นบนสะพานมีคนอยู่ห้าคน คนที่พอจะเป็นพยานให้พวกเขาได้ มีเพียงเฉินหงจู้กับซ่งเฉียนจีแค่นั้น
นอกจากพวกที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ก็คงไม่มีใครกล้าไปถามความจริงจากคุณหนูอันธพาลเฉินหรอก!
พวกเขาสองคนจึงทำได้เพียงมาหาซ่งเฉียนจี พร้อมกับพาสมุนมากลุ่มใหญ่ และความหวังที่จะชนะพนัน
ศิษย์ตำหนักคุมกฎผู้นั้นพิจารณาซ่งเฉียนจี “คืนนั้นบนสะพานซื่อสุ่ย พวกเจ้าได้พบกับนางเซียนเมี่ยวเยียนจริงๆ หรือ?”
พอคำว่า “นางเซียนเมี่ยวเยียน” หลุดออกมา ราวกับเป็นมนต์สะกด หน้าประตูเรือนซ่งพลันเงียบกริบทันที
ดวงตานับไม่ถ้วนเป็นประกายวาววับ
ซ่งเฉียนจีรอยยิ้มจางลงเล็กน้อย “ใช่”
โซนที่พักฝ่ายนอกแทบระเบิด เสียงโห่ร้องและเสียงสูดหายใจดังระงม สายตาตกตะลึงแทบจะทิ่มแทงซ่งเฉียนจีจนพรุน
ชิวต้าเฉิงกับสวีคั่นซานปลาบปลื้มท่ามกลางความอิจฉาของทุกคน จนตัวลอยละลิ่ว
“เจ้าช่วยบอกพวกเขาทีสิ ว่านางเซียนเมี่ยวเยียนงดงามเพียงใด สวยจนไม่เหมือนคนในโลกมนุษย์เลยใช่หรือไม่!?”
ซ่งเฉียนจีครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็พอใช้ได้”
เมื่อเทียบกับชาติก่อน เมี่ยวเยียนในยามนี้ชื่อเสียงกำลังรุ่งโรจน์ ยังไม่เคยผ่านอุปสรรคขวากหนาม แววตาจึงไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมอันซับซ้อน หว่างคิ้วยังแฝงความไร้เดียงสาอยู่บ้าง
“ก็คงพอๆ กับพวกเจ้านั่นแหละ” ซ่งเฉียนจีมองไปยังสายตาที่คาดหวังของฝูงชนแล้วเสริมต่อ
เขาคิดว่าตนเองพูดอย่างเที่ยงธรรมและจริงใจที่สุดแล้ว ทว่าคนอื่นกลับไม่คิดเช่นนั้น ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่บ้าบอที่สุดในโลก
“ฮะ? เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้าเนี่ย?”
“นั่นมันใช่ภาษาคนหรือไง!”
“นางเซียนเมี่ยวเยียนผู้เลอโฉม มันจะเป็นแค่ ‘พอใช้ได้’ ได้ยังไง แล้วจะไป ‘พอๆ กับ’ คนธรรมดาได้ยังไงกัน!”
กลุ่มคนเริ่มโวยวายว่าพวกเขาไปเจอ “เมี่ยวเยียนตัวปลอม” มาแน่ๆ เพราะนี่คือการดูหมิ่นเมี่ยวเยียนอย่างร้ายแรง ชิวต้าเฉิงกับสวีคั่นซานจึงต้องเปิดศึกน้ำลายโต้เถียงกับฝูงชนอย่างดุเดือด
ส่วนซ่งเฉียนจี เริ่มถูกผู้คนรุมกระหน่ำใส่ข้อมูล
“นางเซียนเมี่ยวเยียนฝึกวิชาเสียงสวรรค์ พรสวรรค์สูงส่งสุดยอด อายุสิบสี่ก็บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแล้วนะ!
“รูปโฉมของนางไร้ที่ติ ผิวพรรณประดุจหิมะ งดงามดั่งเทพธิดาเซียนจุติ ใครเห็นเป็นต้องลืมโลก!
“บทเพลงที่นางประพันธ์ขึ้น ล้วนเป็นอักษรทองคำที่เล่าขานไปทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียร เจ้าจะไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือไง?”
ซ่งเฉียนจีส่งเสียง “อ้อ”
คนผู้นี้ถูกท่าทีขอไปทีของเขาทำให้แทบกระอักเลือด “อ้อ? ข้าพูดจนปากจะฉีกถึงรูหูอยู่แล้ว เจ้าตอบแค่ ‘อ้อ’ คำเดียวเนี่ยนะ?”
พูดพลางกระชากแขนเสื้อเขา “วันนี้เจ้าต้องพูดให้ชัดว่า นางเซียนเมี่ยวเยียนหน้าตาเป็นยังไงกันแน่!?”
ซ่งเฉียนจีเงยหน้าขึ้น
คนผู้นี้ประสานสายตากับแววตาอันเย็นชาของเขา พลันน้ำท่วมปากพูดไม่ออก รีบหดมือกลับโดยสัญชาตญาณ
ซ่งเฉียนจีลุกขึ้นยืน ลมวสันต์พัดผ่านกิ่งไม้ที่สั่นไหว กลีบดอกไม้ร่วงหล่นเต็มอ้อมแขนเขา
ฤดูใบไม้ผลิควรเป็นฤดูแห่งการเพาะปลูก ปลูกอะไรก็ย่อมงอกเงย
เขายินดีที่จะทำเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดในโลกอย่างตั้งใจ ท่ามกลางแสงแดดอันสดใส
ยกเว้นเรื่องการนั่งจับเข่าคุยเรื่องเมี่ยวเยียน
นั่นเพราะเมี่ยวเยียนไม่มีอะไรให้น่าคุยถึงเลยสักนิด
ซ่งเฉียนจีหมุนตัวเดินจาก ทิ้งไว้เพียงเสียงแค่นหัวเราะเยาะหยัน
“โครงกระดูกพอกแป้ง เมี่ยวบ้านป้าเจ้าสิ”
ประตูรั้วสีแดงชาดปิดลงอย่างไร้เยื่อใย ห่วงทองแดงสั่นสะเทือนเสียงดัง
ทุกคนที่อยู่นอกประตูต่างยืนอึ้งตาค้าง
“...เขา เขาบังอาจด่านางเซียนเมี่ยวเยียน? เขาเปลี่ยนไปแล้ว!” ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งอุทานอย่างตกใจ “ข้าจำได้ว่าปีที่เขาขึ้นเขามาใหม่ๆ เขายังพูดอยู่เลยว่า ‘แต่งงานต้องแต่งกับนางเซียนเมี่ยวเยียน’!”
“นี่ไม่ได้เรียกว่าเปลี่ยนไป นี่มันเรียกว่าบ้าไปแล้วต่างหาก!”
“เห็นว่าเพื่อช่วยเมิ่งเหอเจ๋อ เขาบาดเจ็บที่แขนขวาจนต้องสละสิทธิ์ทดสอบฝ่ายนอก ตอนนี้ดูท่าแล้ว...” ศิษย์ที่พูดถึงกับตะโกนออกมาอย่างเสียสติ “สมองเขาก็คงจะกระทบกระเทือนจนพังไปด้วยแน่ๆ!”
สายตาที่เคยโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความเวทนาสงสาร
“อายุยังน้อยแท้ๆ ดันมาเป็นไปได้ขนาดนี้”
เมิ่งเหอเจ๋อตะโกนแก้ต่างเสียงดัง “ศิษย์พี่ซ่งพูดแบบนั้น ย่อมต้องมีเหตุผลของเขาเป็นแน่!”
ซ่งเฉียนจีเองก็คาดไม่ถึงว่า ชื่อเสียงเรื่อง “คนตาถั่วแยกแยะความงามไม่ได้” จะต้องติดตัวเขาไปชั่วชีวิตนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
---