Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 12 มิตรภาพกึ่งอาจารย์)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 12 มิตรภาพกึ่งอาจารย์

  • 24/08/2569

บทที่ 12 มิตรภาพกึ่งอาจารย์


ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินพึมพำว่า “คนผู้นั้น ยังมีชีวิตอยู่... ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!”


เขาเดินวนไปวนมา สีหน้าร้องไห้ก็ไม่ใช่ หัวเราะก็ไม่เชิง ใบหน้าที่เหี่ยวย่นบิดเบี้ยวเข้าหากัน


ผิดกับท่าทางที่น่าเกรงขามและเย็นชาในยามปกติ ดูแล้วช่างน่าขบขันบอกไม่ถูก


ซ่งเฉียนจีเงียบขรึม


บัดซบ! พวกเจ้าอยากรู้ว่าเสี่ยนเจี้ยนเฉินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มันจะไปยากอะไร?


ถ้าว่างก็นัดกันมาตะโกนชื่อเขาบนตำหนักเฉียนคุนสิ ดูว่าจะโดนฟ้าผ่าไหม!


ผ่าไปก็ไม่ตายอยู่แล้ว ต่อให้ตะโกนตามเวลาอาหารสามมื้อ อย่างมากก็แค่เสียงดังไปหน่อยแค่นั้นเอง


เสี่ยนเจี้ยนเฉินสร้างปมในใจให้พวกเจ้าใหญ่โตขนาดไหนกันเชียว? ถึงขนาดทำให้กลุ่มผู้แข็งแกร่งระดับบนยอมทำตัวเป็นนกกระจอกเทศมุดหัวในทรายกันหมด


แน่นอน เขาย่อมลืมไปว่า “นกกระจอกเทศ” เองก็เลือกปฏิบัติเหมือนกัน


“เจ้าเด็กเหลือขอ รนหาที่ตาย!”


เสียงตวาดดังปานฟ้าร้อง แสงไฟสายหนึ่งพุ่งตรงมาที่ใบหน้าของซ่งเฉียนจี


พูดให้ถูกคือ ปราณกระบี่ที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิง


ตำหนักทั้งหลังถูกปกคลุมอยู่ภายใน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทันที


ในบรรดาเจ้าของยอดเขาทั้งห้าของนิกายฮวาเว่ย ‘จ้าวไท่จี๋’ เจ้าของยอดเขาชื่อสุ่ย (ยอดเขาวารีแดง) มีนิสัยมุทะลุที่สุด


ยามโกรธจัดลงมือย่อมเป็นท่าสังหาร หมายจะปลิดชีพศิษย์ฝ่ายนอกที่ก่อเรื่องใหญ่ผู้นี้ให้ตายคาที!


ซ่งเฉียนจีไม่ขยับเขยื้อน


ปราณกระบี่ประชิดใบหน้า ไอร้อนพัดจนผมหน้าม้าของเขาปลิวไสว


ในสายตาผู้อื่น เขาคงถูกทำให้ตกใจจนโง่งมไปแล้ว


หนึ่งวินาทีก่อนที่ปราณกระบี่จะทะลวงลำคอ เงาร่างหนึ่งพลันขวางอยู่เบื้องหน้าเขา


ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินสะบัดแขนเสื้อกว้าง


แสงไฟอันร้อนแรงในตำหนักมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงแสงจันทร์อันเย็นเยียบที่สาดส่องลงบนกระเบื้องแก้วหลิวหลี


“ศิษย์พี่?!” เจ้าของยอดเขาชื่อสุ่ยตกใจและโกรธเคือง “ท่านขวางข้าทำไม!?”


ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินกล่าวว่า “คนผู้นั้นกับเจ้าเด็กนี่ เคยมีมิตรภาพกึ่งอาจารย์ต่อกัน!”


กล่าวจบก็ไม่สนใจเขาอีก หันมาทางซ่งเฉียนจีแล้วกล่าวว่า “เห็นแก่ที่เจ้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าจะละเว้นโทษเจ้าสักครั้ง! เจ้าจงจำไว้ ห้ามเอ่ยชื่อนั้นบนตำหนักแห่งนี้เด็ดขาด!”


“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ”


เจ้าของยอดเขาทั้งห้าในตำหนักมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย


มิตรภาพกึ่งอาจารย์?


พวกเขาเปลี่ยนมาใช้สายตาที่ซับซ้อน มืดมน และเฉียบคม จ้องมองซ่งเฉียนจีตั้งแต่หัวจรดเท้า จากภายในสู่ภายนอก


เด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าปี สวมชุดเก่ารองเท้าผ้า ทว่ามิอาจบดบังใบหน้าที่หล่อเหลาได้


แม้จะรู้จักกาลเทศะ แต่กลับไม่ประหม่า ไม่หวาดกลัว!


เขายืนอยู่กลางตำหนักเซียนอันโอ่อ่าอย่างผ่าเผย ราวกับตนเองได้กลับบ้าน และพวกเขามหาอำนาจผู้เป็นผู้อาวุโสเหล่านี้ต่างหากที่เป็นแขก


พวกเขาเกลียดความผ่าเผยเช่นนี้ เพราะมันทำให้นึกถึง “คนผู้นั้น” ที่สวมชุดขาดรุ่งริ่ง


จ้าวไท่จี๋ที่เพิ่งลงมือด้วยโทสะเมื่อครู่ หางตากระตุกเล็กน้อย หมัดในแขนเสื้อกำแน่น ทว่าสุดท้ายก็คลายออก


ในโลกนี้ “คนที่ยังมีชีวิตอยู่” และรู้จักนามของเสี่ยนเจี้ยนเฉินนั้นมีน้อยมาก


คนที่ไม่เคยพบเขาแต่เลื่อมใสเขา มักจะเรียกเขาว่า “ท่านผู้อาวุโสเทพกระบี่”


คนที่เคยพบเขาและหวาดกลัวเขา จะเรียกเพียง “คนผู้นั้น” หรือ “กระบี่เล่มนั้น”


ขอเพียง “คนผู้นั้น” ยังไม่ตาย เหนือตำหนักเฉียนคุนนิกายฮวาเว่ย เหนือศีรษะของผู้นำนิกายและเจ้าของยอดเขาทั้งหลาย ย่อมมีกระบี่คมกริบแขวนอยู่เล่มหนึ่งเสมอ


นี่คือข้อห้าม คือความลับ และที่สำคัญที่สุดคือความอัปยศ!


ใครจะคิดว่าคืนนี้ ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่ง สวมรองเท้าผ้าเปื้อนโคลน เดินเข้ามาในตำหนักเฉียนคุนราวกับเดินเล่นหลังอาหาร แล้วเอ่ยความลับนี้ออกมาอย่างง่ายดายและตรงไปตรงมาเช่นนี้


ฐานะของเขาต่ำต้อย ตบะยิ่งต่ำเตี้ย ทั้งยังมีสีหน้าไร้เดียงสา ช่างน่าโมโหนัก


ทว่าเจ้ากลับทำอะไรเขาไม่ได้!


เพราะคนผู้นั้นเคยพบเขา เคยสอนเขา และทิ้งคำพูดไว้ให้เขาประโยคหนึ่ง


ยามนี้ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินนึกถึงประโยคนี้อีกครั้ง ไม่รู้สึกว่าเป็นคำเตือนด้วยความหวังดีอีกต่อไป ทว่ากลับรู้สึกเหมือนเป็นการเยาะเย้ยและตักเตือน


“บัวร่วงโรยในทะเลมรณะ ประตูเป็นเปิดออกในหมู่เมฆ” 


ทุกตัวอักษรประดุจถูกตบลงบนใบหน้าของเขาอย่างแรง


เขาพ่ายแพ้ในการทะลวงขอบเขตแปลงเทวะ จำเป็นต้องใช้ “บัวเงินทะเลมรณะ” มาเป็นยาสำหรับรักษา ทว่าทะเลมรณะนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยอันตราย และบัวเงินมีคุณลักษณะพิเศษ คือจะเบ่งบานเพียงคืนเดียวแล้วร่วงโรยทันที


เขาส่งคนสนิทออกตามหามานานแต่ไม่พบ จนเกือบจะถอดใจไปแล้ว


เสี่ยนเจี้ยนเฉินกลับสุ่มเลือกศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่ง แล้วบอกเขาว่า “ประตูเป็นเปิดออกในหมู่เมฆ” หมายความว่าให้เขาไปหาที่บริเวณ “ช่องเขาเซิงอวิ๋น” (เมฆาถือกำเนิด) ในทะเลมรณะ


นิสัยที่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ นึกจะชี้แนะใครก็ชี้แนะตามใจชอบเช่นนี้ ช่างเหมือนกับตอนที่เขาชี้นิ้วสุ่มสี่สุ่มห้า เลือกให้ตนมาเป็นผู้นำนิกายไม่มีผิดเพี้ยน


ซวีอวิ๋นมองผ่านลายมือไก่เขี่ยของซ่งเฉียนจี ราวกับเห็นเสี่ยนเจี้ยนเฉินยิ้มตาหยีพลางกล่าวว่า


เจ้าได้เป็นผู้นำนิกายมาถึงสองร้อยปี ไม่ใช่เพราะเจ้ามีความสามารถหรอกนะ


แต่เป็นเพราะข้าพอใจต่างหากเล่า


เขาสูดหายใจอย่างไร้เสียง ยามเอ่ยปากกับซ่งเฉียนจีอีกครั้ง จึงกลับมาสงบนิ่งและน่าเกรงขามดังเดิม หรือถึงขั้นดูเหมือนผู้อาวุโสที่เมตตาเสียด้วยซ้ำ


“ผู้อาวุโสที่สอนเจ้า เมื่อหลายร้อยปีก่อนก็เคยเป็นศิษย์ในนิกายเรา เพียงแต่ภายหลังเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันบ้าง เขาจึงจากนิกายไปพเนจร ในเมื่อเขาให้การยอมรับในตัวเจ้า เดิมทีข้าก็ควรจะสั่งสอนเจ้าต่อไป...”


ซ่งเฉียนจีแสร้งทำเป็นมีความหวัง แววตาเป็นประกาย


ซวีอวิ๋นกล่าวต่อ “ทว่าลำดับอาวุโสของเขาสูงส่งเกินไป แม้เขาจะไม่มีชื่อว่าเป็นอาจารย์ของเจ้า ทว่ากลับมีความเป็นอาจารย์ต่อเจ้าจริงๆ หากข้ารับเจ้าเป็นศิษย์อีก ย่อมจะเป็นการล่วงเกินลำดับอาวุโส ไม่ใช่แค่ข้า แม้แต่เจ้าของยอดเขาหรือผู้อาวุโสคนใดในนิกายฮวาเว่ย ก็มิอาจล่วงเกินลำดับอาวุโสนี้ได้”


ซ่งเฉียนจีเผยสีหน้าผิดหวังออกมา


ซวีอวิ๋นเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “วิชากักลมปราณและวิชาตัวเบาที่เจ้าเรียนมา เป็นวิชาที่ผู้อาวุโสท่านนั้นคิดค้นขึ้นเองหลังออกจากนิกาย จึงไม่นับว่าเป็นวิชาของนิกายเราจริงๆ เรื่องคดีของศิษย์แซ่เมิ่งที่ตำหนักคุมกฎ ข้าทราบเรื่องแล้ว เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่านิกายย่อมมีกฎนิกาย หากจะปล่อยเขาไปเฉยๆ ย่อมไม่ถูกกฎเกณฑ์ และมิอาจทำให้ผู้คนยอมรับได้!”


ซ่งเฉียนจีแสร้งทำสีหน้ากังวลอีกครั้ง “เช่นนั้นจะจัดการอย่างไรขอรับ?”


“ทำลายตบะคงไม่จำเป็น เพียงแต่... จำเป็นต้องให้ลงเขาไปแล้วล่ะ” ซวีอวิ๋นทอดถอนใจด้วยความเสียดาย ทว่าคำพูดกลับโหดร้ายนัก “เจ้าสอนศิษย์ผู้นั้น เดิมทีเพราะหวังดีต่อเขา นึกไม่ถึงว่าจะกลับกลายเป็นทำร้ายเขาไปเสียได้ วันหน้าความเป็นตายของเขา งั้นก็ให้เป็นไปตามยถากรรมเถิด”


ซ่งเฉียนจีทำความเคารพ “ในเมื่อเป็นความผิดของศิษย์ เช่นนั้นศิษย์ยินดีจะรับผิดชอบแทนเขา ศิษย์ขอสมัครใจลงเขาเองขอรับ!”


“จริงรึ?” ซวีอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าจะราบรื่นเพียงนี้ ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “เจ้าเต็มใจจริงๆ นะ และสาบานว่าจะไม่โกรธแค้นเพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่?”


“ศิษย์เต็มใจอย่างยิ่งขอรับ!”


ซวีอวิ๋นประคองซ่งเฉียนจีขึ้นด้วยสองมือ พลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก “เด็กดี เด็กดีจริงๆ! พรุ่งนี้เจ้าลงเขา ข้าจะส่งคนไปส่งเจ้าแน่นอน!”


อย่างไรเสียยังเป็นเด็กหนุ่ม พอถูกพูดยั่วเข้าหน่อยก็กล้าทำตัวเป็นวีรบุรุษเสียแล้ว


ซ่งเฉียนจีก็ยิ้มเช่นกัน “มิกล้ารบกวนท่านผู้นำนิกายให้ต้องลำบากขอรับ”


คนจริงคุยกัน ช่างแสดงละครด้วยกันได้ราบรื่นเหลือเกิน!


เจ้าของยอดเขาทั้งห้าบนตำหนักต่างสบตา นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะจบลงง่ายดายเพียงนี้ ทุกคนต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก


พวกเขาก็กลัวว่าซวีอวิ๋นจะหดหัว แล้วโยนขี้ให้คนใดคนหนึ่งในพวกตนไปรับซ่งเฉียนจีเป็นศิษย์แทน


หากต้องเอาเจ้าเด็กเหลือขอนี่มาไว้ใต้ชายตา วันหน้าเห็นหน้ามันก็ต้องนึกถึง "คนผู้นั้น" จนพาลเกลียดขี้หน้า ใครจะไปทนไหว?


ฆ่าก็ไม่ได้ รับเป็นศิษย์ก็ไม่ลง


ยังเป็นสุนัขจิ้งจอกเฒ่าซวีอวิ๋นที่วิชาแก่กล้ากว่า ใช้คำพูดไม่กี่คำก็หลอกล่อให้ไปได้ พ้นหูพ้นตาไปจะได้ไม่ว้าวุ่นใจ!


ต่อให้ภายหลังเจ้าเด็กนี่จะคิดได้และเสียใจภายหลังจนสุดซึ้ง มันก็คงจะไปแค้นเคืองเจ้าศิษย์แซ่เมิ่งนั่นแทน คงไม่มาแค้นพวกตนกระมัง


ซ่งเฉียนจีทำความเคารพอีกครั้งแล้วขอตัวลา


หกยอดฝีมือแห่งนิกายฮวาเว่ยต่างส่งยิ้มเมตตาให้และกล่าวคำอำลา บรรยากาศช่างดูอบอุ่นกลมเกลียวจนน่าขนลุก


...


ยามซ่งเฉียนจีเดินออกจากประตูตำหนัก สิ่งแรกที่เขาเห็นไม่ใช่ทะเลเมฆหรือดวงจันทร์ ทว่ากลับเป็นศิษย์ตำหนักคุมกฎสองคนนั้น


“ออกมาแล้วจริงๆ! เขาออกมาได้ครบสามสิบสองจริงๆ ด้วย!” คนตัวสูงตะโกนขึ้นมาก่อนใครเพื่อน


ซ่งเฉียนจีพยักหน้าด้วยอารมณ์ที่ดีไม่น้อย


ทั้งสามคนเดินทางกลับ ก้าวขึ้นสู่สะพานซื่อสุ่ย


คนตัวสูงหันกลับไปมอง “เมื่อครู่ช่างประหลาดแท้ จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าลมก็พัดแรง ข้านึกว่าข้าจะถูกฟ้าผ่าตายเสียแล้ว!”


คนตัวเตี้ยแค่นเสียงหึ “หากไม่ได้ทำเรื่องผิดมโนธรรม เจ้าก็ไม่ต้องกลัวฟ้าผ่าหรอก!”


ตอนมา ทั้งสองเดินนำหน้าซ่งเฉียนจีเพื่อนำทาง ทว่าตอนกลับซ่งเฉียนจีกลับเดินลิ่วๆ จนทั้งสองต้องวิ่งตาม


คนตัวสูงถาม “เจ้าจะไปบ่อนพนันที่ตีนเขาเมื่อไหร่? ข้าชื่อชิวต้าเฉิง ส่วนเขาชื่อสวีคั่นซาน ถือว่าคบเป็นสหายกัน วันหน้าข้าจะขอลงเงินตามเจ้า!”


“พรุ่งนี้ข้าจะลงเขาแล้ว แต่ไม่ไปบ่อน”


สวีคั่นซานคนตัวเตี้ยถาม “แล้วเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่?”


“ไม่กลับมาแล้ว!”


ชิวต้าเฉิงชะงักไป อุทานอย่างตกใจ “เจ้าถูกไล่ลงเขา?!”


ซ่งเฉียนจีพยักหน้า


สวีคั่นซานกระโดดตัวลอย “บัดซบ! อุตส่าห์ดิ้นรนมาทั้งคืน สุดท้ายก็ยังต้องมารับผิดแทนเจ้าพี่น้องดวงกุดนั่นอีก ช่างลำบากเปล่าแท้ๆ!”


ทว่าเมื่อมองซ่งเฉียนจี กลับไม่เห็นแววความคับแค้นใจเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม เขาแผ่ซ่านความปิติยินดีจางๆ ออกมาจากภายใน


ทั้งสองคนเดินตามหลังเขาไปอย่างงงงวย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าแผ่นหลังของคนผู้นี้ช่างดูสูงส่งนัก


ประดุจขุนเขาที่น่าเลื่อมใส


ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกเขาถึงรู้สึกอิจฉาเมิ่งเหอเจ๋อขึ้นมานิดๆ


...


ยามฟ้ายังไม่สาง ซ่งเฉียนจีก็จัดแจงสัมภาระเสร็จเรียบร้อยแล้ว


เดิมทีเขาก็ไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมาย เขาไม่คิดจะพกกระบี่ไป ในห่อผ้าจึงมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ แค่นั้น


เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่เพิ่งจะพรวนดินในลานบ้านเสร็จ ยังไม่ทันได้ปลูกอะไรเลย


ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินบอกให้เขา “ไปพรุ่งนี้” เขาจึงไม่ได้ออกเดินทางกลางดึก เพราะนั่นจะดูรีบร้อนเกินไปจนอาจทำให้อีกฝ่ายสงสัยและเปลี่ยนใจได้


เขาคิดจะฉวยโอกาสตอนที่เมิ่งเหอเจ๋อยังรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอ และกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกของโจวเสี่ยวอวิ๋นกำลังยุ่งอยู่ รีบหนีไปอย่างเงียบๆ


ดังนั้นเขาจึงปิดประตูรั้วสนิท แสร้งทำเป็นว่าตนเองยังอยู่ที่ยอดเขาหลักและยังไม่กลับมา


ทว่าเขาคิดไม่ถึงว่า ศิษย์ตำหนักคุมกฎสองคนนั้น ชิวต้าเฉิงกับสวีคั่นซาน จะคาบข่าวไปบอกคนอื่น


เป็นเหตุให้เมิ่งเหอเจ๋อที่กำลังจะตายมิตายแหล่ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงคนไข้ แล้วสั่งให้คนหามเปลพามาหาเขาถึงที่


“พวกเรามาเพื่อขอโทษ” โจวเสี่ยวอวิ๋นเอ่ยขึ้นก่อน “ขอโทษนะศิษย์พี่ซ่ง เมื่อก่อนพวกเราเข้าใจท่านผิดไปมาก”


เด็กสาวหน้าแดงก่ำ ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นและดังกังวาน นางก้มหัวขอขมาอย่างคล่องแคล่ว


คนข้างหลังนางต่างตะโกนขอโทษออกมาพร้อมกัน


ซ่งเฉียนจีเอามือกุมขมับ


“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านใช้กระบี่แบบไหน พอจะขอดูหน่อยได้หรือไม่” โจวเสี่ยวอวิ๋นถาม


ซ่งเฉียนจี “ทำไมหรือ?”


ศิษย์คนหนึ่งที่เคยด่าเขาไว้ เกาหัวอย่างขัดเขิน


“พวกเราลงขันกันได้เงินมานิดหน่อย ตั้งใจจะซื้อกระบี่ดีๆ ให้ท่านสักเล่ม”


ซ่งเฉียนจี “...ไม่ต้อง”


“ศิษย์พี่ซ่ง อย่าได้ปฏิเสธเลย โปรดให้พวกเราได้ทำอะไรเพื่อท่านบ้างเถิด”


“ไม่ต้องจริงๆ วันหน้าข้าคงไม่ได้ใช้กระบี่แล้วล่ะ” ซ่งเฉียนจีหัวเราะออกมา เป็นรอยยิ้มที่ผ่อนคลายจากใจจริง “วันนี้ข้าจะลงเขาแล้ว!”


ลานบ้านพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ


มีเพียงเสียงลมพัดดอกไม้ร่วงหล่น


เสียงนกโขดบนกิ่งไม้ยังฟังดูเศร้าสร้อย


เมิ่งเหอเจ๋อที่อยู่บนเปลหาม เพิ่งจะเอ่ยปากออกมาในตอนนี้


“ไม่”


น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ใบหน้าซีดเผือดราวกับผี ดวงตาลึกโหล จ้องมองซ่งเฉียนจีเขม็ง


“เจ้าอย่าคิดมากเลย” ซ่งเฉียนจีมองฟ้า “ข้าสมัครใจลงเขาเองแหละ เจ้าดูเขาฮวาเว่ยนี่สิ บุปผาแดงบานใบเหลืองร่วง เมฆเขียวม้วนตัวเมฆม่วงคลี่คลาย ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด


แต่ปุถุชนไม่เหมือนกัน ปุถุชนอายุขัยสั้น เพียงไม่กี่สิบปี ชั่วพริบตาก็ผ่านพ้นไปแล้ว”


นึกดูดีๆ การที่เขายังยึดติดกับเส้นทางเซียนเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วจู่ๆ ก็ละทิ้งไปย่อมดูไม่สมเหตุสมผลนัก สู้ทำท่าทางเหมือนคนใจสลายหมดอาลัยตายอยากน่าจะดีกว่า


ซ่งเฉียนจีทิ้งท้ายอย่างเศร้าสร้อย “สามปีบนเขาฮวาเว่ย ถือเสียว่าเป็นความฝันตื่นหนึ่งเถิด”


ลูกกระเดือกของเมิ่งเหอเจ๋อขยับไปมา น้ำเสียงสั่นเครือ


“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านคือคนที่ขยันและยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา ท่านไม่ควรมีจุดจบเช่นนี้”


โจวเสี่ยวอวิ๋นและคนอื่นๆ ต่างก็มีแววตาที่โศกเศร้าเช่นกัน


ยามนี้ไม่มีใครเรียกเขาว่าซ่งลั่วแล้ว ต่างพากันเรียก “ศิษย์พี่ซ่ง” ด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น


ซ่งเฉียนจีปลอบใจพวกเขา “โลกนี้ไม่มีคำว่าควรหรือไม่ควร มีเพียงทำได้หรือไม่ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นโชคชะตา ข้ามันคนไม่มีวาสนาเอง”


โชคชะตา? คนที่วางแผนทำร้ายคนอื่นกลับได้ดีมีสุข ทว่าศิษย์พี่ซ่งกลับต้องมาจบสิ้นอนาคตเช่นนี้ ช่างเจ็บใจนักที่สวรรค์ไร้ตา


ในอกของเมิ่งเหอเจ๋อพลันลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความไม่เป็นธรรม จนดวงตาของเขาเริ่มแดงก่ำ


ซ่งเฉียนจีจะยอมรับโชคชะตาได้อย่างไร! เขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร! ในเมื่อเคยเห็นหนทางสู่สวรรค์อยู่ตรงหน้า ใครจะไปเต็มใจกลับไปเป็นปุถุชน!


“ข้าไม่มีวันปล่อยให้ท่านต้องตกต่ำอยู่ในโลกปุถุชน ขอเพียงข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะต้องช่วยให้ท่านกลับสู่เส้นทางเซียนให้จงได้!” เด็กหนุ่มพลันชูมือขึ้นชี้ฟ้าสาบาน “ข้าเมิ่งเหอเจ๋อขอให้สัตย์ปฏิญาณ เมื่อใดที่ข้าบำเพ็ญสำเร็จ ข้าจะลงเขาไปรับท่านแน่นอน มิเช่นนั้นข้าจะ...”


“แค่ก แค่ก แค่ก!” ซ่งเฉียนจีเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ รีบกดนิ้วของเขาลงทันที


ข้ากับเจ้าไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน เหตุใดเจ้าถึงจองเวรจะทำร้ายข้าไม่เลิกราเช่นนี้?!


“ศิษย์พี่ซ่ง” เมิ่งเหอเจ๋อกำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ พลันมีลมพัดวูบหนึ่ง เงาสีแดงสายหนึ่งพุ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า


คนผู้นั้นไม่เคาะประตู แต่ถีบประตูพังเข้ามาเลยทีเดียว


ราวกับว่าในนิกายฮวาเว่ยแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางจะไปไม่ได้


บนศีรษะของนางปักปิ่นผีเสื้อขยับที่สะท้อนแสงอรุณ ยามเยื้องกรายปิ่นก็สั่นไหวไปมา


สวมชุดสีแดงเพลิง ที่เอวเหน็บแส้ยาว


เมิ่งเหอเจ๋อกับคนอื่นๆ ไม่รู้จักนาง ทว่าจากเครื่องแต่งกายและกิริยาท่าทางก็พอจะเดาฐานะของนางได้ จึงพากันนิ่งอึ้งด้วยความตกใจและไม่กล้าเอ่ยปากต่อ


ซ่งเฉียนจีเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง


เมื่อคืนบนตำหนักเฉียนคุน ท่านผู้นำนิกายบอกว่าจะส่งคนมาส่งเขาลงเขาในวันนี้


ทว่าเขาคิดว่านั่นเป็นเพียงคำพูดรักษามารยาท โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดเวลาเร่งให้เขารีบไสหัวไปเร็วๆ เท่านั้น


ก็ดี ส่งแล้วจะได้รีบไปเสียที


ซ่งเฉียนจีรีบกล่าวลาเมิ่งเหอเจ๋อและคนอื่นๆ ทันที


“ไม่พูดแล้ว ข้าต้องไปแล้วล่ะ” จากนั้นก็หันไปทางเฉินหงจู้ ยิ้มร่าก่อนจะเอ่ยคำ มองนางราวกับมองกุมารทองนำโชค “ลำบากศิษย์พี่หญิงเฉินแล้ว”


เฉินหงจู้สบสายตานี้เข้า ไม่รู้ว่านึกถึงอะไร สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธจัด


“เจ้ายิ้มทำบ้าอันใด! ห้ามยิ้มนะ!”


ซ่งเฉียนจีหุบรอยยิ้มลง แล้วหยิบห่อผ้าขึ้นมา “ตกลง พวกเราไปกันเถอะ”


“ช้าก่อน” เฉินหงจู้แค่นเสียงหึ “ขอบใจข้าก่อนสิ!”


ซ่งเฉียนจีไม่ถามเหตุผล “ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงเฉินขอรับ”


“เจ้าควรจะขอบคุณข้าจริงๆ นั่นแหละ!” เฉินหงจู้หัวเราะชอบใจที่เขาว่าง่าย “ข้ามีข่าวดีมาบอกเจ้า!”


ในใจของซ่งเฉียนจีพลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาทันที


...
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป