Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 11 ณ ตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 11 ณ ตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน

  • 24/08/2569

บทที่ 11 ณ ตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน


หัวคิ้วของซ่งเฉียนจีคลายออกอย่างรวดเร็ว


พรุ่งนี้เขาก็จะลงเขาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว


ต่อให้เมี่ยวเยียนจะมาฝังระเบิดไว้ที่ยอดเขาหลักนิกายฮวาเว่ยสักหนึ่งคันรถ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่ครึ่งอีแปะ


ผู้บำเพ็ญเพียรให้ความสำคัญกับสมบัติสี่ประการคือ “ทรัพย์, คู่, วิชา, สถานที่” ชาติก่อนเขามีทั้งทรัพย์สินมหาศาล สถานที่ฮวงจุ้ยเลิศเลอ และของวิเศษคู่กาย ขาดก็เพียงคู่บำเพ็ญเท่านั้น


เขาอยากแต่งกับเมี่ยวเยียน และประจวบเหมาะที่อีกฝ่ายก็ยินดีแต่งให้เขา ทั้งสองจึงได้หมั้นหมายกันไว้


ทว่าหลังความตายถึงได้รู้ว่า ที่แท้เขาแค่คิดไปเองฝ่ายเดียว และเป็นเรื่องเข้าใจผิดขนานใหญ่


ไม่ใช่แค่เมี่ยวเยียน แต่ความแค้นความเคืองในชาติก่อน เขาไม่ได้ให้อภัยหรือลืมเลือน เพียงแต่ไม่อยากให้มันมาขัดขวางชีวิตในชาตินี้ จึงคร้านจะไปคิดบัญชีหรือพัวพันด้วยอีก


สำหรับเขา เมี่ยวเยียนได้กลายเป็นเพียงสายน้ำที่รินไหลและบุปผาที่ร่วงโรยในอดีตไปแล้ว


เดินสวนกันบนสะพานซื่อสุ่ยแห่งนี้ ชาตินี้คงไม่ต้องพบเจอกันอีก


วันหน้าเจ้าก็ดีดฉินของเจ้าไป ข้าก็จะปลูกผักของข้าเอง


หึๆ น้ำบ่อย่อมไม่ไปยุ่งกับน้ำพุเซียน!


“เลิกดูได้แล้ว” ซ่งเฉียนจีเร่งเร้าคนข้างหน้าทั้งสอง “ไปกันเถอะ”


ศิษย์ส่งสารทั้งสองได้สติ “อ๊ะ!” อุทานออกมาด้วยความตกใจ รู้สึกเสียกิริยาต่อโฉมงามจนหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าก้มตาบิดไปบิดมาอย่างเคอะเขิน


ซ่งเฉียนจีจึงต้องเดินนำหน้าไปก่อน


“หยุด!”


เสียงตวาดอันไพเราะดังขึ้น


ศิษย์ส่งสารทั้งสองใจสั่นสะท้อน เงยหน้าขึ้นเห็นสตรีชุดแดงผู้หนึ่งกระโดดออกมาจากด้านหลังเมี่ยวเยียน


สตรีผู้นี้เหน็บแส้อ่อนไว้ที่เอว คิ้วโก่งเรียวหางตาชี้ขึ้น ดูมีบารมีและดุดัน


เดิมทีเมี่ยวเยียนรูปร่างสูงโปร่ง ชุดคลุมและผ้าคลุมไหล่ที่พริ้วไหวจึงบดบังร่างเล็กๆ ของนางไว้เสียมิด


คนหนึ่งสวมชุดสีฟ้า อีกคนสวมชุดสีแดง คนหนึ่งประดุจสายน้ำในทะเลสาบที่สงบนิ่ง อีกคนประดุจดอกบัวแดงที่กำลังลุกโชน


ศิษย์ส่งสารประสานมือคารวะ “ศิษย์พี่หญิงเฉิน”


พอถูกนางถลึงตาใส่ ก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “คุณหนูใหญ่”


ซ่งเฉียนจีพลันนึกออก มิน่าเล่าถึงดูคุ้นหน้า ที่แท้คือนางหนู ‘เฉินหงจู้’ บุตรสาวคนเดียวของผู้นำนิกายซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินนี่เอง


ยามนี้นิกายฮวาเว่ยยังไม่เสื่อมถอย เฉินหงจู้จึงอยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจนึก


สูงส่งยิ่งกว่าองค์หญิงในโลกมนุษย์ และอารมณ์ร้ายยิ่งกว่าองค์หญิงเสียอีก


นางกวาดตามองซ่งเฉียนจีอย่างเย็นชา “เจ้าคือศิษย์ฝ่ายนอกที่ส่งกระดาษให้ท่านพ่อข้าเมื่อครู่รึ?”


ซ่งเฉียนจี “เป็นข้าเอง”


เฉินหงจู้แค่นเสียงหึ “ไม่รู้ว่าเจ้าเขียนเรื่องเพ้อเจ้ออันใดลงไป ถึงทำให้เพลงฉินที่แม่นางเซียนอุตส่าห์ดีดมาทั้งคืนต้องเสียเปล่าไปหมด”


นางพูดจาตำหนิ ทว่ากลับปรายตามองไปทางเมี่ยวเยียน แววตาแฝงด้วยความสะใจ


สีหน้าของเมี่ยวเยียนไม่เปลี่ยน “พรุ่งนี้ยามนี้ ข้าจะมาดีดให้ฟังใหม่”


กล่าวจบก็เดินจากไปอย่างสง่างาม


ศิษย์ส่งสารทั้งสองหน้าตาเหลอหลา ฟังไม่ออกว่าพวกนางพูดเรื่องอะไรกัน


ซ่งเฉียนจีรู้แจ้งแก่ใจ ทว่าทำได้เพียงแสร้งโง่เดียงสา


ที่แท้เมี่ยวเยียนมาช่วยปรับสมดุลลมปราณให้ตาเฒ่าซวีอวิ๋นนี่เอง


นั่นสินะ อาจารย์ของเมี่ยวเยียนคือ ‘วั่งซูเซียนจื่อ’ นับเป็นสหายสนิทกับซวีอวิ๋นมานานหลายปี ตัวเมี่ยวเยียนเองยิ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับนิกายฮวาเว่ยด้วย


เมี่ยวเยียนฝึกวิชา “เสียงสวรรค์” เสียงดนตรีไม่เพียงแต่ช่วยสังหารศัตรูในสนามรบหรือรบกวนจิตใจได้ ทว่ายังช่วยปลอบประโลมลมปราณที่ปั่นป่วนและช่วยปรับสมดุลลมปราณภายในได้อีกด้วย


หลังจากซวีอวิ๋นล้มเหลวในการทะลวงขอบเขตแปลงเทวะ ตบะจึงไม่คงที่ และไม่อยากให้คนนอกล่วงรู้ จึงเก็บตัวเงียบไม่ค่อยรับแขก


ทว่างานชุมนุมปัญญาชนกำลังจะมาถึง ทุกสำนักมารวมตัวกันที่นิกายฮวาเว่ย ต่อให้ซวีอวิ๋นจะทำตัวลึกลับเพียงใด เขาก็ต้องปรากฏตัวบ้างเพื่อไม่ให้ผู้คนนึกสงสัย


เขาอยากอาศัยวิชาเสียงสวรรค์เพื่อปรับสมดุลลมปราณให้เร็วที่สุด จึงให้บุตรสาวอ้างว่าคิดถึงสหายสนิท และเชิญเมี่ยวเยียนมาเป็นแขกที่นิกาย


คืนนี้กระดาษแผ่นเดียวของซ่งเฉียนจี ทำให้จิตใจของซวีอวิ๋นปั่นป่วน วิชาเสียงสวรรค์ของเมี่ยวเยียนจึงไร้ผล


ซ่งเฉียนจีลำดับเหตุการณ์ได้ทั้งหมด อดไม่ได้ที่จะมองเฉินหงจู้ด้วยสายตา “เอ็นดูคนโง่”


เมี่ยวเยียนดีดฉินเสียเปล่า คนที่ซวยไม่ใช่บิดาเจ้าหรอกรึ?


แล้วเจ้าจะดีใจทำไมเนี่ย?


เมี่ยวเยียนไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องเจ้าหรือไง? พวกเจ้าแค้นเคืองอันใดกันนักหนา?


เฉินหงจู้บังเอิญสบสายตานั้นเข้าพอดีจึงนิ่งอึ้งไป


ยามนางเดินคู่กับเมี่ยวเยียน ผู้คนมักจะมองแต่เมี่ยวเยียน นางจึงเกลียดการเดินเคียงข้างโฉมงามอันดับหนึ่ง ถ้าไม่เดินนำหน้าก็ต้องเดินตามหลัง


ทว่าคนผู้นี้ช่างแตกต่างนัก เฉินหงจู้คิดในใจ เขามองเมี่ยวเยียนแวบแรกก็ขมวดคิ้ว แต่มองข้ากลับเต็มไปด้วยความสงสาร...


ศิษย์นิกายฮวาเว่ยเวลามองข้ามักจะหวาดกลัว ศิษย์พี่กับบิดามองข้ามักจะตามใจจนเสียคน


บ้าบอนัก! ข้าถึงคราวต้องให้ศิษย์ฝ่ายนอกมาสงสารตั้งแต่เมื่อไหร่?


นวลแก้มของนางขึ้นสีระเรื่อ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธจัด


“บังอาจ! เจ้ามองอะไรของเจ้า!”


ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ “เสียกิริยาแล้ว”


“เจ้าหัวเราะบ้าอะไร!” แม่นางชุดแดงฟาดแส้ลงบนราวหยกขาว เสียงดังเพียะบาดหู


ปลาหลีห้าสีใต้สะพานตกใจ กระโดดว่อนในทะเลเมฆ


ซ่งเฉียนจีไม่ถือสาหาความกับนาง เพียงแต่หุบรอยยิ้มลง


ศิษย์ส่งสารทั้งสองเห็นดังนั้น ต่างพากันสงสารซ่งเฉียนจีสุดหัวใจ


คนผู้นี้อุตส่าห์ออกหน้ารับผิดแทนพี่น้องดวงกุดอย่างเมิ่งเหอเจ๋อ จนได้รับโอกาสรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หากตอนนี้มาถูกคุณหนูเฉินป้าหวัง(เฉินอันธพาล) ฟาดแส้ใส่เอาดื้อๆ คงไม่มีที่ให้ทวงความเป็นธรรมแน่ๆ


คนตัวสูงรวบรวมความกล้ากล่าวว่า “คุณหนูใหญ่ เขาเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอก เพิ่งเคยขึ้นยอดเขาหลักครั้งแรก ไม่รู้กฎระเบียบ โปรดเมตตาด้วยขอรับ”


คนตัวเตี้ยก็ช่วยเสริม “ท่านผู้นำนิกายยังรออยู่...”


“หุบปาก!” เฉินหงจู้ขัดจังหวะอย่างรำคาญ จ้องหน้าซ่งเฉียนจีแล้วตวาด “อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีกนะ!”


แม่นางชุดแดงสะบัดแส้ เดินจากไปอย่างรวดเร็ว


วิ่งไปได้ยี่สิบสามก้าว อดไม่ได้ที่จะหยุดเท้า หันกลับมามองแวบหนึ่ง


แผ่นหลังของคนผู้นั้นค่อยๆ ไกลออกไป เงาถูกแสงจันทร์ทอดจนยาวเฟื้อย


สะพานซื่อสุ่ยมีค่ายกลหนุนนำ สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง ทว่าบนรองเท้าผ้าของเขากลับเปื้อนโคลน ยามเดินผ่านไปจึงทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นหยกขาว


รอยโคลนจางๆ ทว่ากลับดูขัดตาบอกไม่ถูก


แต่เขากลับไม่มีท่าทีเคอะเขินเลยสักนิด เดินได้อย่างมั่นคงยิ่ง


เฉินหงจู้ขมวดคิ้วแน่น


นางรู้จักบิดาของนางดี ท่านตบะล้ำลึก ผ่านโลกมามาก ต่อให้ขุนเขาถล่มตรงหน้าก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า


ต่อให้แสดงอารมณ์ออกมา ทว่าในใจกลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำ


ทว่าคืนนี้ บิดากลับหลับตาลง แล้วกล่าวขออภัยเมี่ยวเยียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย


จากนั้นเสียงฉินพลันเงียบกริบ เมี่ยวเยียนจึงขอตัวลาจาก


หมู่เมฆลอยผ่าน แผ่นหลังที่ปลายสะพานยาวเริ่มมองไม่เห็นอีกต่อไป


“ในกระดาษของเจ้า เขียนอะไรไว้กันแน่?”



ยามที่ซ่งเฉียนจีมองเห็นประตูตำหนักเฉียนคุน ศิษย์ทั้งสองคนดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเขาเสียอีก


“ปกติเจ้าไปบ่อนพนันที่ตีนเขาบ้างไหม?” คนตัวสูงถาม


“หือ?”


คนตัวเตี้ยช่วยอธิบาย “เจ้าเป็นศิษย์ฝ่ายนอก ขึ้นยอดเขาหลักได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าฝ่ายใน ขึ้นยอดเขาหลักครั้งแรกก็ได้เจอแม่นางเซียนเมี่ยวเยียน ต่อให้ถูกคุณหนูอันธพาล... เอ้อ ศิษย์พี่หญิงเฉินหาเรื่อง เจ้าก็ยังไม่เสียผมแม้แต่เส้นเดียว โชคดีหนึ่งในหมื่นแบบเจ้า หลับตาเดินเข้าบ่อนก็ได้เงินจนเต็มกระเป๋าแล้วเป็นแน่!”


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้ายิ้มๆ “โชคของข้า แย่มาตลอดนั่นแหละ”


“อย่าถ่อมตัวเลย! ถ้าเจ้ายังเดินออกจากตำหนักเฉียนคุนมาได้ครบสามสิบสอง ข้าสองคนจะขอตามเจ้าไปลงเงินในบ่อนทั้งชีวิตเลย!”


ศิษย์รับใช้เดินมาด้วยสายตาหลุบต่ำ ศิษย์ทั้งสองหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูตำหนัก พลางโบกมือให้เขาอย่างสุดแรง


“พวกข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้นะ!”


ภายในตำหนักเงียบสงัด แสงเทียนวูบไหว ม่านโปร่งทิ้งตัวลงมา


ประตูหนักอึ้งปิดลงเบื้องหลังเขา


ซ่งเฉียนจีรวบรวมสมาธิ สวมบทบาทศิษย์ฝ่ายนอกที่บังเอิญพบวาสนาใหญ่หลวง ทำความเคารพอย่างนอบน้อม


“ศิษย์ขอคารวะท่านผู้นำนิกาย!”


สายตาคู่หนึ่งทะลุม่านที่พริ้วไหวมาหยุดอยู่ที่ตัวเขา


เงาร่างหลังม่านแม้จะนั่งอยู่ ทว่ากลับดูยิ่งใหญ่ประดุจขุนเขา


สายตานี้ดูมีน้ำหนัก ประดุจกระบี่คมกริบที่หมายจะทิ่มแทงอวัยวะภายในให้ทะลุปรุโปร่ง


ซ่งเฉียนจีค้างอยู่ในท่าทำความเคารพ พยายามเค้นเหงื่อเย็นออกมาที่หน้าผาอย่างเงียบเชียบ


ซวีอวิ๋นจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า


ไม่ว่าจะมองอย่างไร นี่ก็คือศิษย์ฝ่ายนอกที่มีตบะต่ำเตี้ยคนหนึ่ง


ไม่มีร่องรอยของการถูกวิญญาณเฒ่าเข้าสิงหรือจิตวิญญาณไม่ประสานกับร่างแต่อย่างใด อ่อนแอจนเขาสามารถสังหารได้ด้วยเพียงนิ้วเดียว


หากเป็นศิษย์ฝ่ายใน วันเดือนปีเกิด นิสัยใจคอ ใครเป็นคนรับเข้าสำนัก หรือแม้แต่บรรพบุรุษอยู่ที่ใด ญาติมิตรในโลกปุถุชนเป็นอย่างไร เรื่องราวทุกอย่างย่อมถูกรวบรวมเป็นแฟ้มหนาเตอะวางบนโต๊ะของซวีอวิ๋นได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งจอกชา


ทว่าซ่งเฉียนจีเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่มีใครสนใจ ข้อมูลของเขาจึงมีน้อยมาก


อายุสิบห้าปี ขึ้นเขามาได้สามปี ขยัน มุ่งมั่นจะเข้าฝ่ายใน เก็บตัว ไม่เป็นที่รักของใคร และยังมีเรื่องบาดหมางกับผู้ดูแลจ้าวเล็กน้อย


เรื่องที่จ้าวอวี๋ผิงคิดว่าซวีอวิ๋นไม่รู้ ความจริงซวีอวิ๋นล่วงรู้หมดทุกอย่าง


ขอเพียงฝ่ายนอกยังมั่นคง ทิศทางหลักไม่มีปัญหา เรื่องเล็กน้อยเขายินดีจะหลับตาข้างหนึ่ง มิเช่นนั้นงานที่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ใครจะยอมทุ่มเททำงานให้ถวายหัว?


ตำหนักเฉียนคุนแม้จะอยู่บนก้อนเมฆ ทว่าหินปราณมหาศาลที่ใช้ขับเคลื่อนค่ายกลเมฆา กลับมาจากเหมืองลึกใต้ดินที่มืดมิด


ซวีอวิ๋นรู้ดีว่า หากผู้บำเพ็ญเพียรเอาแต่เถรตรงเกินไป ในใจมีแต่การฝึกเต๋า ไม่รู้จักการบริหารจัดการหรือการใช้คน คนผู้นั้นก็เหมาะจะเป็นเพียงผู้อาวุโสว่างงาน หรือยอดคนสันโดษเท่านั้น ไม่ใช่ผู้นำนิกาย


โดยเฉพาะการปกครองสำนักที่ยิ่งใหญ่ประดุจนิกายฮวาเว่ยแห่งนี้


ก่อนซ่งเฉียนจีจะเข้าตำหนักมา เขาคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้เรียบง่าย ไร้ซึ่งความลับใดๆ


ทว่ายามนี้เมื่อได้เผชิญหน้ากัน ในใจเขากลับรู้สึกไม่สงบอย่างประหลาด


ผู้แข็งแกร่งย่อมสัมผัสถึงฟ้าดิน รู้จักหลีกหนีเคราะห์ภัย และไม่เคยดูแคลนสัญชาตญาณของตนเอง


“ลุกขึ้นเถิด”


แรงกดดันบนร่างซ่งเฉียนจีมลายหายไป เสียงชราอันสงบนิ่งดังขึ้น “ประโยคที่เจ้าเขียนมานี้ หมายความว่าอย่างไร?”


“ศิษย์ไม่ทราบขอรับ”


ซวีอวิ๋นพอใจกับคำตอบนี้ น้ำเสียงจึงนุ่มนวลขึ้น ราวกับผู้เฒ่าที่เมตตา


“เจ้าไม่ทราบ แล้วเหตุใดจึงส่งมาให้ข้าดู?”


“มีคนผู้หนึ่งบอกศิษย์มาขอรับ เขาบอกว่าหากมีโอกาส ให้ส่งข้อความนี้ถึงมือท่านผู้นำนิกาย”


“คนผู้นั้นเป็นใคร? เจ้าพบเขาที่ไหน?”


“เมื่อเจ็ดวันก่อน ยามใกล้รุ่งข้าตื่นมาฝึกกระบี่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนกำแพงลานบ้านมาชวนข้าคุย ค่ายกลพิทักษ์เขาไม่มีการเคลื่อนไหว ทั้งเขายังนั่งบนกำแพงอย่างผ่าเผย ข้าจึงคิดว่าเป็นผู้อาวุโสในสำนัก จึงทำความเคารพเขา คำแรกที่เขาพูดคือ ‘เจ้าหนู เจ้าฝึกแบบนี้ไม่มีทางก้าวหน้า’...”


ต่อหน้ายอดคนที่เขี้ยวลากดินอย่างซวีอวิ๋น คำโกหกที่เตรียมมาดีเพียงใดก็อาจถูกมองทะลุได้ง่ายดาย


ดังนั้นซ่งเฉียนจีจึงกำลังนึกถึงความจริง


นึกถึงเศษเสี้ยวในสายน้ำแห่งกาลเวลา ว่าอาจารย์ของ “ผู้กอบกู้” ผู้นั้น มีรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายอย่างไร


รวมถึงบทสนทนาครั้งแรกที่เขาได้พบกับผู้กอบกู้


ซ่งเฉียนจีพูดเร็วบ้างช้าบ้าง สลับไปมาดูสับสน ทว่ากลับดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น


อย่างน้อยซวีอวิ๋นก็เชื่อไปครึ่งหนึ่งแล้ว ในใจเริ่มคาดเดาบุคคลเป้าหมายไว้สามสี่คน


ยอดคนบางท่านมักทำตัวตามใจชอบ ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ ผ่านมาทางสำนักอื่นแล้วนึกสนุกชี้แนะศิษย์ฝ่ายนอกสักคน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลเกินไปนัก


ค่ายกลที่ร้ายกาจจริงๆ ของนิกายฮวาเว่ยอยู่ที่ฝ่ายใน ค่ายกลฝ่ายนอกต่อหน้ายอดคนขอบเขตแปลงเทวะนั้น เปราะบางประดุจกระดาษ


ในเมื่อทิ้งข้อความนี้ไว้ แสดงว่าไม่มีเจตนาร้าย


ซวีอวิ๋นยิ้มถาม “เขาพร่ำสอนเจ้า เจ้าก็ศึกษาเล่าเรียน ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ข้าไม่ตำหนิเจ้า ทว่าเขามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เจ้ายังพอจำได้ใช่หรือไม่?”


ซ่งเฉียนจี “เขามัดผมมวยเดี่ยว ชุดคลุมเก่าขาด ทว่าที่อกเสื้อกลับเหน็บดอกไม้ป่าไว้ดอกหนึ่ง เขาไม่ได้พกกระบี่ แต่กลับบอกว่าตนเองคือกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า”


หลังม่านโปร่ง ใบหน้าของซวีอวิ๋นพลันซีดเผือด


ซ่งเฉียนจียังคงเล่าต่อ “เขามักจะยิ้มเสมอ ราวกับมีใบหน้าที่แย้มยิ้มมาแต่กำเนิด ที่เอวแขวนไหสุราขนาดเล็ก พูดได้สองสามคำก็ต้องจิบสักอึก”


ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของซวีอวิ๋นเริ่มสั่นระริก ในดวงตาแฝงไปด้วยความหวาดกลัว


“อ้อ ข้านึกออกแล้ว เขาบอกว่าเขาชื่อ...” ซ่งเฉียนจีอ้าปาก ชื่อหนึ่งกำลังจะหลุดออกมา


“ช้าก่อน!” เสียงตวาดกร้าวดังขึ้นกะทันหัน


ซ่งเฉียนจีใจสั่นสะท้าน


หรือว่าซวีอวิ๋นจะมองออกว่าข้ามีน้ำพุนิรันดร์?


ยามนี้เขายังไม่ถึงขอบเขตแปลงเทวะ จะมองทะลุสมบัติสวรรค์อย่างน้ำพุนิรันดร์ได้อย่างไร?


หากไม่ใช่เพราะผ่านการปรับจูนมาทั้งวัน จนกลิ่นอายของตนเองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพุนิรันดร์ในตำหนักม่วง ซ่งเฉียนจีก็คงไม่กล้าเสี่ยงขึ้นมาบนตำหนักเฉียนคุนแห่งนี้อยู่แล้ว


ในสมองของเขาผุดวิธีแก้สถานการณ์ขึ้นมามากมาย ทว่าเขายังไม่ขยับเขยื้อน


เขาเพียงแค่เอ่ยชื่อนั้นออกมาต่อไป


ราวกับหุบปากไม่ทัน นับเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ


น้ำเสียงจึงเบาและอ่อนแรงยิ่ง


“เสี่ยนเจี้ยนเฉิน” 


สิ้นเสียงนี้ ดวงจันทร์นอกตำหนักพลันมืดดับลง


ลมพายุโหมกระหน่ำ บดขยี้หมู่เมฆจนแหลกลาญ!


“ปัง!”


หน้าต่างทั่วทั้งตำหนักเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวพุ่งพล่าน ม่านโปร่งฉีกขาด แสงเทียนดับวูบลงทั้งหมด


“เปรี้ยง!”


สายฟ้าฟาดลงมาจากฟากฟ้า ผ่าลงบนตำหนักเฉียนคุน!


ค่ายกลเมฆาทั้งหมดสั่นสะเทือน!


แสงห้าสายพุ่งออกมาจากยอดเขาทั้งห้า มาถึงในชั่วพริบตา พังประตูตำหนักเข้ามาทันที!


ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินชักกระบี่ชี้ฟ้า!


ทว่าฟ้าถล่มดินทลายเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ยามที่เขาชักกระบี่ออกจากฝัก และเจ้าของยอดเขาทั้งห้าพังประตูเข้ามา ลมพายุที่ไร้ที่มานั้นก็หยุดลงแล้ว


เมฆดำสลายไป จันทร์กระจ่างปรากฏกาย


ฟ้าดินที่พลิกผันกลับคืนสู่สภาพเดิม


เหลือเพียงความยุ่งเหยิงไปทั่วตำหนักและเสียงสายฟ้าที่ยังคงก้องกังวาน เป็นหลักฐานว่าเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพลวงตา


เจ้าของยอดเขาคนหนึ่งตะโกนถามอย่างหัวเสีย


“ใคร? ใครเอ่ยชื่อนั้นออกมา?!”


ซ่งเฉียนจีเองยังอึ้งไปเหมือนกัน


ที่แท้ในโลกนี้มีคนแบบนี้อยู่จริงๆ แค่เอ่ยชื่อก็โดนฟ้าผ่า


อาจารย์ของผู้กอบกู้ เสี่ยนเจี้ยนเฉิน สมกับเป็นท่านจริงๆ!


ซวีอวิ๋นยังคงค้างอยู่ในท่าชักกระบี่ ยืนอึ้งอยู่กับที่


ราวกับคนผู้นั้น กำลังนั่งอยู่บนกองซากปรักหักพังตรงหน้าเขา แล้วยิ้มตาหยีพลางกล่าวว่า


“อย่ากลัวไปเลย ข้าไม่อยากฆ่าฟันพวกเจ้า และวันหน้าข้าก็จะไม่กลับมาอีก นิกายฮวาเว่ยข้ายกให้พวกเจ้าดูแลแล้วกัน


แต่ข้าเป็นคนไม่ชอบให้ใครนินทาลับหลัง ดังนั้นวันหน้า พวกเจ้าห้ามเอ่ยชื่อข้าบนตำหนักเฉียนคุนแห่งนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม?


อย่าเอาแต่พยักหน้า มีใครพูดภาษามนุษย์ได้บ้างไหม?”


ซวีอวิ๋นได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของตนเองตอบไปว่า


“ขะ... ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”


“เข้าใจก็ดี สุราไหนี้ข้ายกให้เจ้าดื่ม แล้วก็นะ… เป็นเจ้าเถอะ วันหน้ามาเป็นผู้นำนิกายเสีย”


เวลาผ่านไปสองร้อยปี ทว่าภาพเหตุการณ์นี้กลับดูเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป