Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 6 ทางแคบพบพาน)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 6 ทางแคบพบพาน

  • 11/05/2569

บทที่ 6 ทางแคบพบพาน

 

“ส่งเสียงอื้ออึง กิริยาไร้ระเบียบ ช่างไม่มีมารยาท!”

 

เสียงตวาดกร้าวหนึ่งดังลงมาจากฟากฟ้า ประดุจเสียงอสนีบาต

 

ศิษย์นับพันคนสั่นสะท้านไปทั้งใจ ต่างพากันปิดปากเงียบพร้อมกัน

 

เมื่อแหงนหน้ามอง เห็นแสงสีขาวสิบกว่าสายพาดผ่านเหนือศีรษะ จากไกลมาใกล้ ประดุจดาวตกพุ่งลงสู่พื้น ตกลงบนแท่นสูงของลานกว้าง

 

ทุกคนต่างทำความเคารพไปพลาง รู้สึกอิจฉาไปพลาง

 

คนเหล่านี้สวมชุดคลุมยาวสีดำ สวมหมวกทรงสูงสีขาว การใช้สีมีเพียงดำกับขาวเท่านั้น คนหนึ่งประกาศเสียงดังว่า “ต้อนรับผู้อาวุโสตำหนักคุมกฎ——”

 

ผู้อาวุโสหลิวที่ตวาดด่าทุกคนเมื่อครู่นั่งลงเป็นคนแรก เบื้องหลังเขามีศิษย์สิบกว่าคนยืนเฝ้าอย่างนอบน้อม กิริยาท่าทางเป็นระเบียบพร้อมเพรียงกันยิ่งกว่าหุ่นเชิดเสียอีก

 

“ต้อนรับผู้อาวุโสตำหนักบังคับใช้กฎ——”

 

ฝูงชนวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกทำความเคารพอีกครา ฝูงชนค่อยๆ แยกออกเป็นทางจากด้านหลัง

 

กลุ่มนักพรตในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม สวมปลอกแขนสีแดงชาดเดินแหวกฝูงชนออกมา

 

ผู้อาวุโสหลี่ผู้เป็นหัวหน้าเดินเอามือไขว้หลังขึ้นไปยังแท่นสูง มีศิษย์เจ็ดแปดคนเหน็บดาบยาวไว้ที่เอว สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึมและมีแววตาเข้มงวดเช่นเดียวกับเขา

 

หลังจากทั้งสองฝ่ายนั่งประจำที่แล้ว เหล่าผู้ดูแลจึงค่อยสาวเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินมาถึง ห้อมล้อมจ้าวอวี๋ผิงเข้าสู่นั่งประจำที่ กลุ่มคนในชุดแขนยาวสีน้ำตาลดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย สีหน้าท่าทางดูตื่นตระหนกและเหนื่อยล้า

 

จ้าวอวี๋ผิงพลาดที่นั่งตรงกลางไป ในใจจึงก่นด่าซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋ออีกหนึ่งหมื่นรอบ

 

“ผู้ดูแลใหญ่จ้าวช่างมีภารกิจรัดตัวนักนะ” ผู้อาวุโสหลี่แห่งตำหนักบังคับใช้กฎเหน็บแนมขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้า

 

จ้าวอวี๋ผิงสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย แล้วลองหยั่งเชิงอย่างนุ่มนวล

 

“ผู้อาวุโสทั้งสองอาจยังไม่ทราบ เมื่อคืนมีศิษย์ฝ่ายนอกสองคนออกไปแล้วยังไม่กลับมา เมื่อครู่ข้าเพิ่งสั่งคนออกตามหา จึงทำให้เสียเวลาไปบ้าง”

 

ผู้อาวุโสหลี่ขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน ศิษย์ฝ่ายนอกมีนับพันคน ทุกปีล้วนมีคนหายสาบสูญ ตายโดยอุบัติเหตุ หรือหนีลงเขาไป จ้าวอวี๋ผิงเคยใส่ใจจริงๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

ผู้อาวุโสหลิวแห่งตำหนักคุมกฎกล่าวเสียงเย็นชา “กำหนดการทดสอบแน่นอนแล้ว ผู้ที่ขาดสอบถือว่าสละสิทธิ์ เมื่อเลยเวลาย่อมไม่รั้งรอ”

 

จ้าวอวี๋ผิงยิ้มกล่าว “ทว่าสองคนนี้เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเป็นหนึ่งในสองของฝ่ายนอก วันนี้พวกเขามีความหวังอย่างยิ่งที่จะได้เข้าสู่ฝ่ายใน”

 

ผู้ดูแลหลี่ที่อยู่เบื้องหลังเขารีบประจบสอพลอทันที “ผู้ดูแลใหญ่จ้าวในฐานะหัวหน้าตึกผู้ดูแล ปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรมเสมอมา ทั้งยังรักและเสียดายผู้มีพรสวรรค์ จึงมิอาจทนเห็นพวกเขาพลาดโอกาสดีไปได้...”

 

ผู้อาวุโสหลี่ฟังต่อไม่ไหว อยากจะถากถางสักสองสามประโยค แต่พอคำพูดถึงปากก็เปลี่ยนเป็นถามว่า “เป็นศิษย์สองคนไหน?”

 

เรื่องผิดปกติย่อมมีเล่ห์เหลี่ยม แอบดูเสียหน่อยว่าเจ้าคนแซ่จ้าวนั่นกำลังวางแผนอันใด

 

จ้าวอวี๋ผิง “ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อ ผู้อาวุโสทั้งสองพอจะรู้จักหรือไม่?”

 

ไม่เคยได้ยินชื่อ!

 

ศิษย์ฝ่ายนอกอยู่ในความดูแลของเจ้า ข้าจะไปรู้จักได้อย่างไร!

 

ทั้งสองคนนึกด่าทอในใจพร้อมกัน ทว่าเบื้องหน้ากลับพยักหน้าซ้ำๆ ทำท่าทางราวกับนึกออก

 

“อ้อ ที่แท้ก็คือพวกเขาสองคนนี่เอง!”

 

“นั่นนับว่าเป็นต้นกล้าที่ดีจริงๆ!”

 

จ้าวอวี๋ผิงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองใครก็ดูเหมือนคนที่แอบหักหลังเขาอยู่เบื้องหลังไปเสียหมด

 

เขาลุกขึ้นยืนกะทันหัน แล้วประกาศเสียงดัง “ทุกท่าน ผู้ดูแลที่ออกตรวจเวรที่พักฝ่ายนอกเมื่อคืนเพิ่งรายงานข้าว่า ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อออกไปข้างนอกเมื่อคืนวานและยังไม่กลับมา แม้นิกายจะมีค่ายกลพิทักษ์เขาคุ้มครอง ทว่าค่ายกลป้องกันเพียงศัตรูภายนอก แต่มิอาจป้องกันสัตว์อสูรในป่าลึกได้ ข้าคิดว่าหากพวกเขาไม่ประสบอันตราย ย่อมไม่มีทางมาทดสอบสายเป็นแน่”

 

เขาหยุดชะงักครู่หนึ่ง ยกมือขึ้นกดลงเพื่อส่งสัญญาณให้เหล่าศิษย์ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เบื้องล่างเงียบเสียงลง แล้วจึงตะเบ็งเสียงดังขึ้นอีก

 

“ทุกคนอย่าได้กังวล! ชีวิตคนสำคัญที่สุด ตึกผู้ดูแลย่อมไม่นิ่งดูดายแน่นอน เมื่อใดที่ยืนยันได้ว่าทั้งสองคนปลอดภัยดี เมื่อนั้นเราจึงจะเริ่มจัดการทดสอบ ทุกท่านเห็นพ้องหรือไม่?”

 

คำพูดนี้ประดุจน้ำเย็นที่สาดลงในกระทะน้ำมันร้อน เสียงฮือฮาดังขึ้นเบื้องล่างยิ่งกว่าเดิม

 

ผู้อาวุโสบนแท่นสูงต่างพากันอึ้ง เจ้าแซ่จ้าวนี่เป็นบ้าอะไร? อยู่ๆ มาสร้างภาพลักษณ์รักใคร่ศิษย์เอาตอนนี้ มันไม่สายไปหน่อยหรือ?

 

หรือว่าจ้าวจี้เหิงผู้นั้นจะไม่ใช่ทายาทในตระกูลของเขา แต่เป็นเพียงฉากบังหน้า ส่วนสองคนนี้ต่างหากที่เป็นญาติแท้ๆ พอหายตัวไปเขาถึงได้ร้อนรนจนสติแตกขนาดนี้?

 

จ้าวอวี๋ผิงเห็นดังนั้นพลันรู้สึกลำพองใจ คิดไม่ถึงล่ะสิ ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ

 

“ตึกผู้ดูแลและตำหนักคุมกฎล้วนเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันยิ่งใหญ่เสมอมา ผู้อาวุโสทั้งสองคงไม่มีข้อคัดค้านกระมัง”

 

ผู้อาวุโสทั้งสองต่างนิ่งเงียบใส่กัน การกระทำของจ้าวอวี๋ผิงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เบื้องหน้าก็นับว่ายึดถือความเมตตาและคุณธรรมไว้ครบถ้วน

 

ต่อให้ความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม และความเปิดเผยของฝ่ายนอกจะเป็นเพียงผักชีโรยหน้า แต่ก็ต้องทำให้ดูสวยงามพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับและเคารพกฎเกณฑ์ได้

 

ศิษย์เบื้องล่างต่างพากันตื่นเต้น บางคนเริ่มตะโกนขึ้นมา

 

“ศิษย์พี่เมิ่งไม่เคยคบค้าสมาคมกับซ่งลั่ว ทั้งสองคนจะหายตัวไปพร้อมกันได้อย่างไร? ต้องเป็นเจ้าซ่งลั่วนั่นที่ทำร้ายเขาเป็นแน่! มันคงกลัวว่าวันนี้จะสู้ศิษย์พี่เมิ่งไม่ได้ ถึงได้ใช้วิธีสกปรกเช่นนี้!”

 

“อย่าเพิ่งลนลาน พวกเราก็จะช่วยตามหาด้วย ศิษย์พี่เมิ่งเป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง ต้องแคล้วคลาดปลอดภัยแน่นอน!”

 

หายตัวไปพร้อมกันทั้งสองคน ทว่าชื่อเสียงกลับต่างกันสุดขั้ว เพียงไม่นาน ซ่งเฉียนจีก็ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรทำร้ายคนไปเสียแล้ว ขาดก็เพียงแต่ยังไม่ได้เปิดศาลพิจารณาคดีตรงนั้นเลยเท่านั้น

 

จ้าวอวี๋ผิงลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

 

มีการปูทางเช่นนี้ไว้ก่อน ใครหน้าไหนคิดจะมาร้องเรียนข้า ข้าก็จะยืนกรานว่าเป็นการใส่ร้ายและใช้หลักฐานเท็จ ไม่ต้องกลัวว่าจะพลิกสถานการณ์ไม่ได้ อีกอย่างเรื่องตามหาคนน่ะ คนของเขาหาเจอได้ก่อน ย่อมสามารถลงมือกำจัดทิ้งได้ก่อนอยู่แล้ว

 

เขาสูดหายใจลึก “เช่นนั้นก็ฟังคำสั่งข้า วันนี้ให้ระงับ...”

 

“ข้าหาพวกเขาเจอแล้ว!” เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้นจากขอบลานกว้าง

 

เสียงนั้นคุ้นเคยนัก เพราะความตื่นเต้นจึงทำให้เสียงดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขา

 

“ซ่งเฉียนจี เมิ่งเหอเจ๋อ มาแล้ว——”

 

จ้าวอวี๋ผิงตาพร่ามัวไปวูบหนึ่ง ลมหายใจติดขัดอยู่ที่หน้าอกจนเกือบจะหมดสติไป

 

ผู้ที่ตะโกนบอกนั้น สวมชุดคลุมไหมสวมมงกุฎหยก ดูหรูหราไปทั้งตัว

 

นั่นคือจ้าวจี้เหิงนั่นเอง!

 

 

จ้าวจี้เหิงเมื่อคืนไม่ได้เมา

 

เขาเหมาหอชุนเฟิงที่ตีนเขาฮวาเว่ย เลี้ยงสุราและฟังดนตรีกับเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกที่สนิทสนมกัน

 

เด็กหนุ่มผู้มั่งคั่ง ย่อมไม่เคยขาดแคลนคนในรุ่นเดียวกันมาคอยประจบเอาใจ

 

บุปผางาม สุราเลิศรส หมอนอิงโฉมสะคราญ จอกทอง จอกหยก จอกแก้วหลิวหลี

(หลิวหลี คือศิลปะการหลอมแก้วคริสตัลสีชั้นสูงของจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี โดยใช้เทคนิคการหล่อโบราณ)

 

เมื่อเทียบกับความใจกว้างและมือเติบของจ้าวจี้เหิงแล้ว นิสัยเผด็จการของเขาจึงกลายเป็นเรื่องขี้ผงไปทันที

 

ทุกคนต่างเมามายไม่ได้สติ มีเพียงเขาที่ทำตัวผิดปกติ จิบเพียงเล็กน้อยและมีดวงตาที่แจ่มใส

 

ยามฟ้ายังไม่สาง มีสาวใช้หน้าตาแฉล้มเข้ามาปรนนิบัติ

 

อาบน้ำอบร่ำ สวมเสื้อผ้าเหน็บกระบี่ เกล้าผมสวมมงกุฎ

 

จ้าวจี้เหิงลูบไล้ใบหน้าเนียนนุ่มของโฉมงาม พลางรำพึงว่า “อยู่ที่นี่สบายกว่าจริงๆ เหมือนได้กลับบ้านเลย”

 

“ท่านเซียนจ้าอย่าได้ลืมเลือนผู้น้อยนะเจ้าคะ”

 

โฉมงามหัวเราะคิกคัก ยื่นมือมาพัวพัน ทว่ากลับถูกเขาปัดออกอย่างแผ่วเบา

 

“อย่าเล่น วันนี้ข้ามีธุระสำคัญ”

 

ที่พักฝ่ายนอกนั้นซอมซ่อ เขาเห็นมันเป็นเพียงคอกหมูคอกหมา จึงไม่ค่อยกลับไปนอนค้างแรม ยามกลางวันฝึกวิชาเสร็จ ก็มักจะชวนสหายเพื่อนฝูงรีบลงเขามาพักค้างคืนตามย่านเริงรมย์ทุกคืน

 

ไม่เป็นไร ชีวิตแบบนี้กำลังจะจบลง ท่านอาจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากวันนี้ไป เขาก็จะได้เข้าสู่ฝ่ายใน

 

ไปยังวังเซียนบนสรวงสวรรค์ เรียนรู้วิชาเต๋าอันสูงสุด กลายเป็นยอดคนที่อยู่เหนือผู้ใด

 

วันนี้คือวันสำคัญของเขา!

 

จ้าวจี้เหิงสวมชุดพรตที่งดงามที่สุดของตนเอง พกพาสมบัติวิเศษที่มีราคาแพงที่สุด

 

เขาส่องกระจกสำรวจ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่าตนเองช่างดูสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมีสุดขีด

 

“ไปกันเถอะ!” เขาตะโกนสั่ง

 

ประตูห้องแต่ละบานบนชั้นบนถูกแย่งกันเปิดออก ศิษย์ฝ่ายนอกที่ค้างแรมอยู่ที่นี่เมื่อคืนพากันกรูออกมา พลางจัดแจงเสื้อผ้าและมงกุฎไปพลาง เดินตามจ้าวจี้เหิงลงบันไดไป

 

ชั่วขณะนั้น เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดอ๊าด พื้นไม้สั่นสะเทือน

 

เสียงเยินยอประจบสอพลอของเหล่าลูกสมุน เสียงรั้งตัวอย่างอาลัยอาวรณ์ของเหล่าโฉมงาม เสียงบรรเลงผีผาส่งแขก หอชุนเฟิงทั้งหอพลันตื่นจากการหลับใหล วุ่นวายโกลาหลก่อนรุ่งสาง

 

จ้าวจี้เหิงเดินนำหน้าท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ ก้าวข้ามธรณีประตูออกไป

 

เท้าหน้าเพิ่งแตะพื้น พลันมีฝุ่นควันพุ่งตรงมาหา พร้อมเสียงตะโกนลั่น “ช้าก่อน!”

 

คนผู้นั้นสวมชุดผู้ดูแลนิกายฮวาเว่ย สีหน้าดูวิตกกังวล จ้าวจี้เหิงขมวดคิ้ว สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี

 

อาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายหนาแน่น การกระบี่เหินตามหาคนจึงไม่สะดวก ผู้ดูแลที่ลงเขามาแจ้งข่าวทำได้เพียงโคจรพลังวิ่งอย่างสุดชีวิต เขาตามหาจนทั่วทุกหอนางโลมและร้านสุราในเมือง ถึงได้พบที่นี่ เขายังไม่ทันหายใจให้ทั่วท้อง ก็รีบดึงจ้าวจี้เหิงออกจากฝูงชนแล้วกระซิบเสียงเบา

 

“คุณชายจ้าว ท่านไปไม่ได้นะขอรับ เรื่องราวเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ดูแลใหญ่จ้าวกำชับมา ให้ท่านหาที่สงบๆ หลบตัวไปก่อนชั่วคราว!”

 

 

พายุฝนยามค่ำคืน ชะล้างขุนเขาในยามเช้าให้เขียวขจียิ่งขึ้น

 

ลมเช้าเย็นสบาย หมอกขาวไหลบ่าประดุจคลื่นทะเล เส้นทางภูเขาเปียกลื่นและขรุขระ

 

เมิ่งเหอเจ๋อเท้าไม่แตะพื้น แบกซ่งเฉียนจีกระโดดข้ามโขดหินที่มีตะไคร่น้ำเกาะ ประดุจวิหคที่คล่องแคล่ว พุ่งตรงไปยังส่วนลึกของหุบเขา

 

พวกเขาออกจากหน้าผาต้วนซานมาแล้ว โดยใช้เส้นทางเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

 

ซ่งเฉียนจี “ข้าเจ็บที่แขน ไม่ได้ขาเป๋”

 

เมิ่งเหอเจ๋อยิ้มอย่างขัดเขิน “ศิษย์พี่ซ่ง วิชาตัวเบาที่ท่านสอนข้า ข้ายังไม่ค่อยชำนาญ เลยอยากถือโอกาสฝึกแบกน้ำหนักไปด้วยน่ะ”

 

ซ่งเฉียนจีผู้เป็นอุปกรณ์กระสอบทรายถึงกับพูดไม่ออก

 

ยามทะยานขึ้นลงอย่างรวดเร็ว แสงอรุณลอดผ่านกิ่งสนที่มีหยดน้ำพุ่งตรงมาหา จนเขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย

 

“หยุดก่อน” ซ่งเฉียนจีตบไหล่เมิ่งเหอเจ๋อกะทันหัน

 

เมิ่งเหอเจ๋อมีสมาธิอยู่กับวิชาตัวเบา จึงไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวรอบข้าง ยามคิดจะหยุดเท้า ร่างกายยังคงพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยอีกสิบกว่าจั้ง เลี้ยวโค้งไปตามทางเขา ถึงจะพอทรงตัวให้หยุดนิ่งได้

 

“มีอะไรหรือครับศิษย์พี่ซ่ง?”

 

สายไปเสียแล้ว ซ่งเฉียนจีลอบถอนหายใจในใจ

 

จ้าวจี้เหิงเดินขึ้นเขามาอย่างรีบร้อน แขนเสื้อกว้างสะบัดดังพึ่บพั่บ

 

จ้าวอวี๋ผิงบอกให้เขาหาที่สงบๆ หลบตัว เขาจะอยู่ที่ย่านเริงรมย์ต่อย่อมไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนดังของที่นั่น ไปที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

 

เขาทำได้เพียงขึ้นเขามา และต้องเดินเส้นทางเล็กๆ ที่เงียบสงบเท่านั้น

 

ลมพัดป่าไม้ส่งเสียงซ่าๆ เสียงนกจิกกินผลไม้ คลอไปกับเสียงลูกสมุนศิษย์ฝ่ายนอกเจ็ดแปดคนที่เดินตามหลังเขามา คอยสรรหาคำด่าทอต่างๆ นานามาช่วยเขาด่าคน

 

“เจ้าซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อนั่น เห็นชัดว่ารู้ตัวว่าสู้ศิษย์พี่จ้าวไม่ได้ ไม่กล้ามาให้อับอายขายหน้า เลยแอบไปมุดหัวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

 

“ทำไมพวกมันหลบหน้า แล้วการทดสอบต้องเลื่อนออกไปด้วย? แบบนี้ยังต้องแข่งอะไรอีก โควตาฝ่ายในควรเป็นของศิษย์พี่จ้าวอยู่แล้ว!”

 

“หุบปาก!” จ้าวจี้เหิงรู้ว่าทำไมท่านอาถึงให้เขาหลบหน้าชั่วคราว แต่เขาพูดไม่ได้ ทำได้เพียงใบหน้าเขียวคล้ำ กัดฟันกรอด

 

“เจ้าสุนัขสองตัวนั่น ถ้าให้ข้าเจอตัวล่ะก็...”

 

พูดยังไม่ทันขาดคำ เมื่อเลี้ยวโค้งทางเขา จ้าวจี้เหิงก็เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ

 

ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน

 

ทางหลักอันกว้างขวางพวกเขาไม่ไป

 

เลยมาพบพานกันบนหนทางแคบในป่าลึก!

 

“อ๊ะ!” จ้าวจี้เหิงกระโดดตัวลอย ชี้หน้าเมิ่งเหอเจ๋อ “ดีนัก! พวก... พวกเจ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย!”

 

เมิ่งเหอเจ๋อกล่าวเสียงเย็นชา “ขอบใจที่ถาม ข้าดวงแข็งน่ะ”

 

จ้าวจี้เหิงคิดในใจ พวกเจ้าไม่ได้โดดหน้าผาไปพร้อมกันหรอกรึ? แล้วมาทำอะไรที่นี่?

 

เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจ เจ้าถูกกำหนดให้ได้เข้าฝ่ายในแล้วมิใช่หรือ? ไม่ไปสำแดงฝีมือที่ลานกว้าง แล้วมาทำอะไรที่นี่?

 

จ้าวจี้เหิงลองหยั่งเชิง “ซ่งเฉียนจี เจ้าไม่ไปเข้าร่วมการทดสอบรึ?”

 

ซ่งเฉียนจี “ไม่ไปแล้ว ข้าบาดเจ็บ รบกวนช่วยไปแจ้งขอลาให้พวกเราด้วยนะ”

 

สีหน้าของเขาดูราบเรียบ น้ำเสียงเป็นธรรมชาติประดุจฝากสหายช่วยซื้อข้าว

 

จ้าวจี้เหิงพยักหน้าตกลงโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เจ้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าไปบาดเจ็บมาตอนไหน? แล้วพวกเจ้าสองคนไปสนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

ศิษย์ฝ่ายนอกเบื้องหลังเขาไม่ยอมแพ้ ต่างพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว

 

“เพราะพวกเจ้าสองคนทำให้การทดสอบต้องเลื่อนออกไป ขัดขวางเส้นทางเซียนของศิษย์พี่จ้าว เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”

 

เมิ่งเหอเจ๋อตวาดกร้าว “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร!?”

 

ตั้งแต่เขาเรียนรู้วิชาที่ซ่งเฉียนจีสอน และได้รับสมบัติวิเศษระดับสูงอย่างสร้อยลูกปัดหยกวิเศษมา เขาก็เปี่ยมด้วยความมั่นใจ

 

ยามโกรธจัดบารมีจึงไม่ธรรมดา ถึงกับทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นต้องถอยหลังไปตามๆ กัน

 

ทว่าซ่งเฉียนจีไม่มีความสนใจในเรื่องเด็กทะเลาะกัน เขาเพียงสนใจเรื่องลงเขาไปปลูกผักเท่านั้น

 

เขาตบไหล่เมิ่งเหอเจ๋อเพื่อส่งสัญญาณให้เด็กหนุ่มใจเย็นลง แล้วกล่าวอย่างนุ่มนวล

 

“ศิษย์น้องจ้าวดูสิ ตอนนี้ข้าแม้แต่เดินก็ยังเดินไม่ได้ ต้องให้ศิษย์น้องเมิ่งแบกมา เห็นได้ชัดว่าข้าไร้วาสนากับฝ่ายใน ครั้งนี้ก็ช่างมันเถอะ”

 

จ้าวจี้เหิงจ้องมองเขาด้วยสายตาราวกับเห็นผี

 

ซ่งเฉียนจีคือใคร? เขาคือยอดนักสู้แห่งฝ่ายนิกายฮวาเว่ย ชื่อเสียงโด่งดัง!

 

จ้าวจี้เหิงรู้ดียิ่งกว่าใครว่า ซ่งเฉียนจีเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นในครั้งนี้ เขาถึงกับยอมทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธีการ

 

ยามนี้เขายิ่งบอกว่าไม่ไป ยิ่งดูเหมือนกำลังเตรียมแผนการชั่วร้ายบางอย่างอยู่

 

“เฮอะๆๆ เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือไง?” จ้าวจี้เหิงหัวเราะเย็นชา “บาดเจ็บหนักใช่ไหม? ขยับไม่ได้ใช่ไหม? วันนี้ต่อให้ต้องใช้เกี้ยวหาม ข้าก็จะหามเจ้าขึ้นไปให้ได้!”

 

เขาโบกมือสั่งทันที “มานี่!”

 

ศิษย์ฝ่ายนอกเจ็ดแปดคนกรูกันเข้าไปหา

 

 

“คน! ข้าพามาแล้ว!”

 

ลานกว้างที่เคยเซ็งแซ่ พลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วครู่เพราะเสียงตะโกนของจ้าวจี้เหิง

 

ศิษย์ฝ่ายนอกต่างพากันหันไปมองพร้อมกัน

 

จ้าวจี้เหิงยืนอาบแสงอรุณและลมเช้าท่ามกลางสายตาทุกคู่ เขารู้สึกว่าตนเองได้ทำเรื่องใหญ่ที่พลิกฟ้าคว่ำดินสำเร็จแล้ว!

 

“เชิญทัศนา——”

 

ศิษย์ฝ่ายนอกสี่คน ช่วยกันหามเก้าอี้เอนสีแดงชาดตัวหนึ่งมา

 

พวกเขาเชิดหน้ายืดอก ฝีเท้ามั่นคง เดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ

 

เมิ่งเหอเจ๋อมีสีหน้าระแวดระวัง เดินตามมาติดๆ ในท่าทางเตรียมคุ้มกัน

 

บนเก้าอี้เอนที่มีเบาะนุ่ม มีคนคนหนึ่งนอนเอกเขนกอยู่

 

ซ่งเฉียนจีถูกหามฝ่าฝูงชนเข้ามาอย่างเอิกเกริก ราวกับกำลังถูกแห่ประจาน

 

ลานกว้างเงียบกริบ ทุกคนต่างอ้าปากค้าง สายตาตกตะลึงนับพันคู่แทบจะทิ่มแทงเขาจนพรุน

 

ซ่งเฉียนจีมีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนในใจรู้สึกสิ้นหวัง

 

บัดซบ! เกิดใหม่แล้วยังต้องมาลำบากแบบนี้ โลกใบนี้ยังมีความเป็นธรรมอยู่บ้างไหม?

 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป