อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 7 ไม่เหมือนคนดู
การปรากฏตัวเช่นนี้ เหนือล้ำจินตนาการอันน้อยนิดของเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกไปไกลโข
ผู้อาวุโสทั้งสองบนแท่นสูงต่อให้จะผ่านโลกมามากเพียงใด ก็คิดไม่ออกว่าจ้าวอวี๋ผิงกำลังจะเล่นงิ้วฉากไหน
“ผู้ดูแลใหญ่จ้าว นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
จ้าวอวี๋ผิงรู้สึกผิดหวังอย่างแรง!
จี้เหิง ท่านอาปฏิบัติกับเจ้าอย่างดีมาตลอด ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักคิดบ้างนะ
“พวกที่หามเก้าอี้อยู่ข้างหลังน่ะ วางลงให้หมดเดี๋ยวนี้!”
ยังขายหน้าไม่พออีกหรือไง! จ้าวอวี๋ผิงจ้องมองด้วยสายตาโกรธจัด
น่าเสียดายที่ระยะทางไกลเกินไป จ้าวจี้เหิงเห็นสายตาที่ตื่นเต้นของท่านอา จึงเข้าใจผิดว่ากำลังถูกชมเชย เขาจึงโบกมือตะโกนสั่งเสียงดัง “วาง!”
เก้าอี้วางลงอย่างมั่นคง ซ่งเฉียนจีนวดคลึงระหว่างคิ้ว
คนหนุ่มสมัยนี้ช่างขี้เกียจเหลือเกิน ถึงขนาดพกเก้าอี้เอนพร้อมเบาะไว้ในถุงเก็บของเนี้ยนะ?
แถมยังนึกจะหามไปไหนก็หามไปได้ทันทีอีกด้วย
“ศิษย์พี่เมิ่งกลับมาแล้ว!” ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาก่อน ศิษย์ฝ่ายนอกสิบกว่าคนพลันกรูกันเข้าไปหาเมิ่งเหอเจ๋อทันที
“ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” คนเหล่านี้ปกติได้รับความช่วยเหลือจากเขา จึงแสดงความห่วงใยออกมาอย่างปิดไม่มิด “ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
เมิ่งเหอเจ๋อเพิ่งมุดออกมาจากถ้ำ มงกุฎผมเอียงกะเท่เร่ ชุดคลุมเปื้อนคราบโคลนและเศษหญ้า ดูรุ่งริ่งน่าอนาถ
ทุกคนเห็นดังนั้น จึงคาดเดาว่าเขาคงหนีตายมาได้ ต่างพากันจ้องมองกลุ่มของจ้าวจี้เหิงด้วยความโกรธแค้น และแน่นอนว่าไม่เว้นแม้แต่ซ่งเฉียนจีที่อยู่บนเก้าอี้เอน
จ้าวจี้เหิงไม่ยอมแพ้ ยกมือขึ้นจับด้ามกระบี่ที่เอว ลูกสมุนเจ็ดแปดคนเบื้องหลังจึงพากันจับกระบี่ตาม
ดูเหมือนว่าขอเพียงเมิ่งเหอเจ๋อเอ่ยปากเพียงคำเดียว ทั้งสองฝ่ายก็พร้อมจะลงมือต่อหน้าสาธารณชนทันที
ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อกลับยิ้มกล่าว “ไม่ว่าพวกภูตผีปีศาจจะสร้างเรื่องวุ่นวายเพียงใด ขอเพียงมีศิษย์พี่ซ่งอยู่ด้วย ข้าย่อมสามารถเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีได้เสมอ”
ทุกคนฟังแล้วถึงกับงงงวย
หือ? ศิษย์พี่ซ่งคนไหน? เจ้ากับซ่งเฉียนจีสนิทกันขนาดนั้นเลยรึ?
ศิษย์หญิงคนหนึ่งที่พอจะมีความรู้เรื่องการแพทย์เดินออกมา “ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านบาดเจ็บหรือไม่? ให้ข้าช่วยตรวจดูหน่อยเถิด”
นางคิดจะพาเมิ่งเหอเจ๋อออกไป เพื่อให้ห่างจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดและบรรยากาศที่พิลึกพิลั่นนี้
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ยอมไป “ศิษย์พี่ซ่งบาดเจ็บเพราะช่วยข้า ข้าต้องดูแลเขา”
จ้าวจี้เหิงเองก็ไม่ยอมปล่อยคนไป
ดังนั้น โดยมีเก้าอี้เอนของซ่งเฉียนจีเป็นศูนย์กลาง ศิษย์ฝ่ายนอกหลายสิบคนจึงยืนล้อมกันอยู่สามชั้น ทั้งสองกลุ่มต่างระแวดระวังกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงคราม
จ้าวอวี๋ผิงอยากจะถลกหนังซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อทั้งเป็นยิ่งนัก ทว่าเขากลับมีรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรขณะสาวเท้าลงมาจากแท่นสูง ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอก เพื่อให้แน่ใจว่าคำพูดของตนจะดังไปถึงหูทุกคน
“ตึกผู้ดูแลเป็นห่วงพวกเจ้ามากนะ! กลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว การทดสอบเช้านี้ไม่จำเป็นต้องเลื่อน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าว่าเริ่มจากซ่งเฉียนจีเป็นคนแรกเลยแล้วกัน”
เมิ่งเหอเจ๋อประสานสายตากับแววตาที่ดูเหมือนเมตตา ทว่าความจริงกลับอำมหิตนั้น ในใจรู้สึกขยะแขยง แต่เขาก็ไม่ยอมหลบตา กลับจ้องมองจ้าวอวี๋ผิงตรงๆ
ซ่งเฉียนจียิ้มพลางกล่าวว่า "ขอบพระคุณในความปรารถนาดีของท่าน แต่ศิษย์ประสบอุบัติเหตุจนบาดเจ็บเมื่อคืนนี้ คงต้องขอสละสิทธิ์แล้ว"
ฝูงชนฮือฮาขึ้นมาทันที
"ซ่งลั่วบอกว่าจะสละสิทธิ์? ข้าหูฝาดไปหรือไม่?"
"ไม่ผิด! มันดวงกุด ครั้งนี้กลายเป็นซ่งซานลั่วของจริงแล้ว ฮ่าฮ่า!"
"ไม่ถูกสิ! ยากนักที่ผู้ดูแลใหญ่จ้าวจะเมตตา ซ่งลั่วควรฉวยโอกาสนี้ขอโอสถวิเศษสักขวด จะได้ไม่เสียเที่ยวในการลงสนามประลอง"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หลายคนเริ่มเห็นพ้องด้วย อาการบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกหักของศิษย์ฝ่ายนอก หากอยู่ในฝ่ายในคงนับเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่โอสถเม็ดเดียว ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ คิดว่าผู้ดูแลใหญ่จ้าวคงไม่กล้าปฏิเสธเป็นแน่
"พวกเจ้าเบาๆ หน่อย อย่าไปชี้โพรงให้ซ่งลั่วสิ!"
การสละสิทธิ์ในฝ่ายนอกไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกปีมีคนสมัครใจละทิ้งโอกาสเกินกว่าครึ่ง
หากไร้ฝีมือแล้วยังฝืนขึ้นลานประลอง งั้นก็ไม่ต่างจากการหาเรื่องให้อับอาย มิสู้เป็นเพียงผู้ชมคอยดูผู้อื่นสำแดงฝีมือจะดีกว่า
ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าซ่งเฉียนจีจะยอมเป็นเพียงคนดู
ก็เพราะใบหน้าของเขานั้น ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนดูเลยสักนิด
จ้าวจี้เหิงโน้มตัวลงเล็กน้อย มือขวากุมด้ามกระบี่ มือซ้ายคว้าพนักพิงเก้าอี้เอนไว้แน่น พลางแค่นยิ้มเสียงต่ำ
"เจ้าคิดจะเล่นตลกอันใดกันแน่? หากเจ้ากล้าสละสิทธิ์เข้าฝ่ายในจริงๆ ข้าจะยอมกินเก้าอี้ตัวนี้โชว์เลย!"
"เพียะ!" ซ่งเฉียนจีสะบัดแขนเสื้อ ปัดมือของอีกฝ่ายออกอย่างแผ่วเบา "อย่ามาหาเรื่องกินฟรีแถวนี้เลย"
"เจ้า!" จ้าวจี้เหิงโกรธจนจุกอก "นี่มันเก้าอี้ของข้านะ!"
เมิ่งเหอเจ๋อเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองพลางเตือนว่า "อย่าแตะต้องศิษย์พี่ซ่ง"
จ้าวจี้เหิงกระโดดตัวลอย พออ้าปากจะด่าก็เหลือบไปเห็นสายตาของจ้าวอวี๋ผิง จึงต้องกลืนคำหยาบคายลงท้อง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ
"สละสิทธิ์ย่อมไม่มีปัญหา! อย่างมากปีหน้าค่อยสอบใหม่" จ้าวอวี๋ผิงยังคงประดับรอยยิ้ม พลางแหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจ "ทว่าปีนี้เจ้าอายุสิบห้าแล้ว ปีหน้าก็ต้องสิบหก เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ ช่วงอายุของกระดูกนั้นสำคัญยิ่ง หากอายุสิบหกถึงค่อยเข้าฝ่ายใน จะยังมีผู้อาวุโสสายกระบี่คนใดเต็มใจรับเจ้าเป็นศิษย์อีกหรือ? ระหว่างสิบห้ากับสิบหก ช่องว่างเพียงปีเดียว บางครั้งก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน..."
ซ่งเฉียนจีไม่ตอบคำ เขาหลุบตาลงคล้ายกำลังครุ่นคิด ทว่าความจริงคือเขากำลังใจลอยอย่างไม่ใส่ใจ
ในทางตรงกันข้าม สีหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อกลับยิ่งมายิ่งเคร่งขรึม
เขารู้ว่านี่คือเรื่องจริง เหล่าบุตรหลานตระกูลเซียนเริ่มจับกระบี่ตอนหกขวบ ฝึกท่ากระบี่ตอนเจ็ดขวบ และ "ขัดเกลากระดูกกระบี่" ตอนแปดขวบ
การ "ขัดเกลากระดูกกระบี่" มักจะมีอาจารย์คอยชี้แนะ ใช้โอสถวิเศษและเคล็ดวิชาควบคู่กันไป เพื่อปรับแต่งการเติบโตของกระดูกและเส้นลมปราณตั้งแต่ยังเยาว์ กระดูกที่เติบโตมาเช่นนี้จึงจะเหมาะสมกับการฝึกกระบี่ที่สุด
ศิษย์พี่ซ่งอายุสิบห้าแล้ว หากทอดเวลา ย่อมมีแต่จะยากลำบากขึ้นทุกวัน
จ้าวอวี๋ผิงยื่นมือออก ผู้ดูแลที่ติดตามมาอย่างรู้ใจรีบล้วงขวดหยกขนาดเล็กวางลงบนฝ่ามือเขา
เขาหมุนขวดไปมาพลางมองซ่งเฉียนจีจากมุมสูง แล้วยื่นส่งไปตรงหน้า
"ข้ามิอาจทนเห็นมุกงามต้องมัวหมอง เจ้ายังเยาว์นัก ย่อมไม่รู้ว่าบางเรื่องหากพลาดไปแล้วมิอาจหวนคืน บางเส้นทางหากเดินผิดไปย่อมมิอาจหันหลังกลับ"
นี่คือคำเตือนที่แฝงความหมายลึกซึ้ง จ้าวอวี๋ผิงเชื่อว่าซ่งเฉียนจีย่อมฟังออก—
เรื่องที่เจ้ากลับคำเมื่อคืนข้าจะไม่ถือสา ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย!
ขวดหยกงดงามประณีต สะท้อนแสงอรุณเป็นประกายวาววับ
ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนต่างอิจฉาจนตาแดงผ่าว
"นั่นมัน 'โอสถหยกน้ำค้างคืนปราณ'! ใครว่าซ่งลั่วดวงกุด โชคลาภมาถึงที่แล้วมิใช่หรือ?"
เมิ่งเหอเจ๋อก็ตาแดงเช่นกัน
แสงสะท้อนจากขวดหยกในดวงตาเขาประดุจประกายไฟ
ความโกรธแค้นแผดเผาจนดวงตาเขาเริ่มแดงก่ำ
ซ่งเฉียนจีบาดเจ็บเพราะช่วยเขา ทว่าตัวเขากลับไม่มีแม้แต่โอสถดีๆ สักเม็ดมอบให้ ต่อให้คนชั่วจะเสแสร้ง เขาก็ทำได้เพียงอดทน นิ่งงันอยู่ด้านข้างประดุจตอไม้
ไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ ช่างเสียทีที่เป็นวิญญูชน!
ซ่งเฉียนจีเงยหน้าขึ้น กวาดตามองไปรอบๆ
จ้าวอวี๋ผิงช่างมีกลอุบายล้ำเลิศ หากเขาอายุสิบห้าจริงๆ คงถูกตบหัวแล้วลูบหลังจนเสียคนไปแล้ว
ชาติก่อน ณ เวลานี้ สถานที่นี้ เขาถูกรุมประณาม ถูกสอบสวน ตัดสินโทษ และโดนเฆี่ยนจนปางตาย
ชาตินี้เขาปล่อยวางทุกอย่างไร้ซึ่งความปรารถนา นอนเอกเขนกตากแดดจนร่างกายอบอุ่นไปทั้งตัว
"น้ำพุนิรันดร์" ในแจกันไร้มลทินกลางตำหนักม่วงเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ใบหน้าเยาว์วัยรอบกายเหล่านี้ คือผู้คนที่เขาเคยพบเมื่อนานมาแล้ว ทว่ากลับเลือนลางจนจำไม่ได้
ซ่งเฉียนจีค่อยๆ ยื่นมือ ท่าทางเชื่องช้าจนคนรอบข้างอยากจะคว้าโอสถวิเศษแทน
ปลายนิ้วของเขาแตะถูกขวดหยก จากนั้น… ผลักมันออกไป
"ผู้ดูแลใหญ่จ้าว ข้าขอน้อมรับน้ำใจ ทว่าทำเช่นนี้ย่อมไม่ยุติธรรมต่อผู้อื่น ศิษย์ปรารถนาจะเข้าฝ่ายในด้วยความสามารถของตนเอง หากต้องพลาดโอกาสเพราะช่วงอายุของกระดูก นั่นย่อมหมายความว่าข้าไร้วาสนากับเส้นทางเซียน มิอาจโทษผู้ใดได้"
เหนือความคาดหมาย ลานกว้างพลันเงียบกริบ
ซ่งเฉียนจีปฏิเสธ?! นอกจากเมิ่งเหอเจ๋อแล้ว ไม่มีใครคาดคิด
"เจ้าป่วยหรือไง?" จ้าวจี้เหิงตกตะลึง "เจ้ารู้ไหมว่าในขวดนั้นคืออะไร? ต่อให้มีเจ้าสิบคนก็ซื้อไม่ได้!"
ภาพเหตุการณ์นี้ช่างคุ้นตาอย่างน่าประหลาด
ความทรงจำของหลายคนถูกปลุกขึ้นมา นึกถึงตอนที่ซ่งเฉียนจีขึ้นเขามาใหม่ๆ แล้วปฏิเสธที่จะเป็นคนรับใช้ของศิษย์สายตรง
เด็กหนุ่มที่เคยทระนงองอาจประดุจต้นสนในวันนั้น ยามนี้แม้จะบาดเจ็บจนต้องนอนบนเก้าอี้เอน แต่เขายังคงพูดคำเดิมออกมาโดยไม่ลังเล
ผู้คนเคยคิดว่าความล้มเหลวตลอดสามปีน่าจะขัดเกลาความโอหังของเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหดหู่สันโดษ ทว่าในกระดูกของเขายังคงเปี่ยมด้วยความทระนง
เขายังคงอยากพึ่งพาความสามารถของตนเอง!
เขายังคงต้องการความยุติธรรม!
เมื่อทุกคนคิดได้เช่นนี้ ในใจพลันเกิดความรู้สึกที่หลากหลาย
ต่อให้ปกติจะไม่ชอบหน้าซ่งลั่วเพียงใด ยามนี้ก็มิอาจเอ่ยคำถากถาง ทำได้เพียงพึมพำด้วยความอิจฉาปนเลื่อมใสว่า
"ซ่งเฉียนจีผู้นี้ ช่างใจเด็ดนัก"
ซ่งเฉียนจีไม่ได้ใจเด็ด เขาเพียงแต่ต้องอ้างเหตุผลเช่นนี้ มิเช่นนั้นคงอธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดจึงปฏิเสธ
หากจะบอกว่าเขาไม่อยากฝึกเซียนแล้ว ยิ่งไม่มีใครเชื่อเข้าไปใหญ่
รูม่านตาของจ้าวอวี๋ผิงหดเล็กลง เขาพลันรู้สึกว่าตนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ทะลุเสียแล้ว
เปลี่ยนไป มีบางอย่างเปลี่ยนไปจริงๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปจนสิ้น
ผู้อาวุโสจากสองตำหนักบนแท่นสูง แม้จะไม่รู้ว่าจ้าวอวี๋ผิงกำลังทำอะไร ทว่าเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
ผู้อาวุโสหลี่กล่าวเร่งเร้าเสียงเข้ม "ในเมื่อคนกลับมา เหตุใดจึงไม่รีบเริ่มเสียที?"
จ้าวอวี๋ผิงราวกับไม่ได้ยิน เขายังคงค้างอยู่ในท่ายื่นขวดหยก
บรรยากาศพลันดิ่งวูบจนเย็นเยียบ
ไม่มีใครอิจฉาซ่งเฉียนจีอีกต่อไป
หากผู้ดูแลใหญ่จ้าวยืนกรานจะมอบให้ เขาจะกล้าปฏิเสธหรือ? จะกล้าไม่ลงสนามประลองหรือ?
ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านข้าง คว้าขวดหยกไปอย่างรวดเร็ว
ประดุจกระบี่ไวที่แทงออกมาจากมุมอับ รวดเร็วปานสายฟ้า ไม่เหลือช่องว่างให้ถอย
เมิ่งเหอเจ๋อกำขวดหยกไว้แน่น มือขวาสั่นเทาเล็กน้อย มือซ้ายคว้าพนักพิงเก้าอี้เอน ในดวงตาคล้ายมีกองเพลิงแผดเผา
"ข้าเอง! ข้าจะประลองแทนศิษย์พี่ซ่งในรอบนี้"