Your Wishlist

ทะลุมิติไปเป็นตัวเสี่ยงโชคของครอบครัวเกษตรกรรม (สองพี่น้องโง่เขลา)

Author: สรรหามาฟัง

“เด็กนั่นเป็นตัวโชคร้ายเจ้าต้องกำจัดนางทิ้งเสีย มิฉะนั้นเจ้าและครอบครัวของเจ้าจงออกไปจากตระกูลข้า” ซูเสี่ยวหลู่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กทารก และทันทีที่เธอลืมตาขึ้น เธอก็ถูกย่าผู้ชั่วร้ายมองว่าเธอเป็นภาระและตัวโชคร้าย ซูซานหลางพ่อของเธอกัดฟันและพูดว่า “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ท่านแยกพวกเราออกจากตระกูลเถอะเเล้วพวกเราจะออกไป” เพื่อรักษาชีวิตของเธอ พวกเขาถูกบังคับให้ออกจากตระกูลและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น พวกเธอต้องเสี่ยงกับอาชีพใหม่ ออกไปล่าสัตว์ และชีวิตของพวกเธอก็ค่อยๆ ดีขึ้น แม้จะถูกเรียกว่าตัวซวย แต่เธอก็กลายเป็นลูกศิษย์ของหมอเทวดาเมื่อเธออายุได้สามขวบ!! เเถมยังได้รับมรดกตกทอดของเขา และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว เธอรักษาโรคทางสมองของพี่ชายเธอ และพี่ชายคนโตของเธอก็กลายเป็นจอมยุทธ์เลื่องชื่อ ในขณะที่พี่ชายคนที่สองของเธอก็กลายเป็นขุนนาง พวกเขาทั้งหมดนำเกียรติมาสู่ครอบครัว ปัจจุบันเธอเป็นแพทย์ฝีมือระดับเทพและมีความเชี่ยวชาญในสูตรอาหารยา เเถมเธอยังเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในราชวงศ์โจวและทำกำไลได้มหาศาลจนเธอไม่สามารถใช้จ่ายให้หมดภายในสิบชีวิตได้ ครอบครัวของเธอเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นและญาติที่น่ารังเกียจของพวกเธอก็ปรากฏตัวขึ้นและพยายามที่จะปัญหาให้ครอบครัวเธอ ซูเสี่ยวหลู่ยิ้มเยาะ “ปิดประตูแล้วปล่อยเสือ!”

จำนวนตอน :

สองพี่น้องโง่เขลา

  • 26/02/2566

บทที่ 6: สองพี่น้องโง่เขลา

 

 

เมื่อ ซูเสี่ยวหลู่ ตื่นขึ้น เธอรู้สึกหิวและอึดอัดมาก เธออยากจะร้องไห้ แต่เธอก็กลั้นเอาไว้เมื่อเห็นว่ามีแม่ที่นอนเจ็บป่วยอยู่ข้างๆ

นางจ้าวมีชีวิตรอดแต่อาการของนางก็ยังอิดโรยมาก


ดังนั้น ซูเสี่ยวหลู่จึงเลียนแบบการกระทำก่อนหน้านี้ของเธอโดยยื่นมือเล็กๆ 

ของเธอไปที่ปากของนางจ้าวเพื่อป้อนน้ำพุแห่งจิตวิญญาณให้นางดื่ม


นางจ้าว อ่อนแรงอีกทั้งยังเหนื่อยล้า นางหลับลึกและดื่มน้ำพุแห่งจิตวิญญาณเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว


ขณะนั้น สะใภ้หลี่ก็ผลักประตูเปิดออก ซูเสี่ยวหลู่รีบดึงมือกลับทันที


ตอนแรกเธอคิดว่าพ่อของเธอกลับมาแล้ว แต่คนที่เดินเข้ามานั้นไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ

และออร่าของบุคคลผู้นี้ก็ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เมื่อคนๆ นั้นเดินเข้ามาในห้อง ซูเสี่ยวหลู่จึงเห็นว่าเป็นผู้หญิง


ซูเสี่ยวหลู่ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อนอีกทั้งยังไม่รู้ว่านางเป็นใคร 

แต่เมื่อซูเสี่ยวหลู่พิจารณาให้ดีๆแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้ามาที่นี่ได้


ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพี่สะใภ้ของนางจ้าว แม่ของเธอ


สะใภ้หลี่นั่งลงข้างเตียง นางไม่ได้สังเกตุว่าซูเสี่ยวหลู่ตื่นขึ้นมาแล้ว นางผลักนางจ้าวเบา ๆ พร้อมตะโกนว่า 
“สะใภ้สาม สะใภ้สาม ตื่นได้แล้ว ข้ามีข่าวดีจะบอกเจ้า”


สะใภ้หลี่อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีเลศนัย


นางจ้าว ถูกปลุกให้ตื่นโดยสะใภ้หลี่


นางจ้าวตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลือ แล้วพูดด้วยความงุนงงว่า “พี่สะใภ้”


สะใภ้หลี่พูดด้วยรอยยิ้ม “น้องสะใภ้สาม ข้าต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยนะ ในที่สุดเจ้าก็ทำสำเร็จแล้ว
ข้าละอิจฉาเจ้าจริงๆ นับจากนี้ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องกลัวแม่เฒ่าหวังอีกแล้ว แม้ว่าบ้านหลังเก่าจะทรุดโทรมไปหน่อย
แต่ก็น่าจะเพียงพอสำหรับครอบครัวของเจ้า 6 คน แม้ว่า ซูฮั่ว และ ซูชง จะไม่ใช่เด็กที่หัวดี 
แต่ตราบใดที่เจ้าสอนพวกเขาให้ดี
พวกเขาก็จะทำงานได้ดีอย่างแน่นอน ที่ดินก็อยู่ชิดหลังบ้านด้วย หากครอบครัวของเจ้าดูแลอย่างขยันขันแข็ง
มันก็จะอุดมสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปี แค่คิดข้าก็อิจฉาแล้ว”


“ท่านเเม่ยังให้ไก่แก่ครอบครัวของเจ้าสองตัว ตัวผู้และตัวเมีย ถ้าพวกมันวางไข่และออกลูก ก็จะมีฝูงใหญ่ในปีหน้า…
ทั้งนี้ ท่านแม่ก็ยังให้เนื้อสิบจินและผักสีเขียวสามสิบ ชั่ง เจ้าก็จะมีเนื้อและผักกินในช่วงอยู่ไฟ 

 เมื่อซูซานหลางมีเวลาว่าง เขายังสามารถวางกับดักเอาไว้ในป่าเพื่อล่าสัตว์ได้ด้วยนะ


“สะใภ้สาม เจ้าช่างโชคดีจริงๆ ข้าละอิจฉาเจ้าเสียจริง แล้วก็อย่าเพิ่งตื่นเต้นจนเกินเหตุล่ะ 

พักผ่อนเอาแรงเสียก่อน

หลังจากที่ซูต้าหลาง ซูเอ้อหลาง และซูซานหลางขนย้ายของทุกอย่างครบแล้ว ซูซานหลางจะมาพาเจ้ากับลูกสาวไป”


หลังจากที่สะใภ้หลี่พูดจบ นางก็เห็นหยาดน้ำตาในดวงตาของนางจ้าว สะใภ้หลี่แสร้งทำเป็นไม่เห็นแล้วเดินจากไปพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม


นางจ้าว เข้าใจได้ในทันทีจากคำพูดของสะใภ้หลี่ ว่าครอบครัวของนางถูกตัดขาดออกจากบ้านหลังนี้


ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้รับส่วนแบ่งจากที่ดินและมรดกน้อยมาก

นางจ้าว รู้ดีว่าสิ่งที่สะใภ้หลี่พูดนั้น นางต้องการจะสื่ออะไร


ครอบครัวของพวกนางจะอยู่รอดได้อย่างไรในฤดูหนาวปีนี้?


“แง —”


ในขณะที่นางจ้าว กำลังรู้สึกเจ็บปวด และกลุ้มใจ นางก็ถูกดึงสติกลับมาด้วยเสียงร้องไห้ของซูเสี่ยวหลู่


นางหันกลับมาและเห็นว่าซูเสี่ยวหลู่กำลังทำหน้ามุ่ย นอนร้องไห้เบาๆ


เมื่อนางจ้าวมองไปที่นาง  ซูเสี่ยวหลู่ก็ยิ้มร่า


ซีเม่ยเจ้าปลอบใจแม่หรือเปล่า 


รอยยิ้มของทารกดูเหมือนจะมีพลังในการเยียวยาจิตใจ มันทำให้หัวใจของนางจ้าวรู้สึกอบอุ่นและมีกำลังใจมากขึ้น


นางเป็นแม่และนางมีลูก ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน นางก็ต้องเดินหน้าต่อไป


“อายะ—”


ใช่ ใช่ ข้ากำลังปลอบโยนแม่อยู่ซูเสี่ยวหลู่คิด


ซูเสี่ยวหลู่ มองไปที่ นางจ้าว จากนั้นเธอหัวเราะอีกครั้ง


จากคำพูดของสะใภ้หลี่ เธอรู้ว่าพวกเขาถูกแยกครอบครัวและอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก
เธอยังมีพี่ชายสองคนที่โง่เขลาและไม่ค่อยมีอะไร


ซูเสี่ยวหลู่ เข้าใจดีในสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ ชีวิตในสมัยก่อนนั้นยากลำบาก มันยากที่จะบอกว่าครอบครัวของพวกเธอจะ
อยู่รอดได้ในฤดูหนาวปีนี้หรือไม่ เเทบไม่ต้องพูดถึงปีต่อๆ ไปเลย .


ถ้าที่ดินไม่ดีก็หมายความว่าจะไม่มีอาหารเพียงพอให้กิน ถ้ากินไม่อิ่ม ก็ไม่มีอาหารมาแลกเงิน เมื่อไม่มีเงิน พวกเธอก็ไม่สามารถ เรียกหมอได้เมื่อเจ็บป่วย มันเป็นวงจรอุบาทว์ การถูกแยกจากตระกูลเช่นนี้เป็นทางตันสำหรับครอบครัวของพวกเธออย่างไม่ต้องสงสัยเลย


แท้ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ใช่ทารก เเต่เพื่อตัวเธอเองและครอบครัว เธอจึงต้องทำงานหนักเพื่อช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น


น้ำพุแห่งจิตวิญญาณสามารถหล่อเลี้ยงร่างกายได้ ถ้าคนในครอบครัวได้ดื่ม พวกเขาอาจจะแข็งแรงและมีพละกำลังมากขึ้น


ถ้าที่ดินมีไม่มาก ก็ต้องค่อยๆขยายออกไป ชีวิตของพวกเขาคงจะดีขึ้นในที่สุด


อย่างไรก็ตาม นางจ้าว ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ดังนั้น ซูเสี่ยวหลู่ จึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปลอบโยนนาง


นางจ้าว อาการไม่ค่อยดีนัก มันคงไม่ดีแน่ถ้านางโกรธจนเลือดไหลออกมาอีกครั้ง


ด้วยความพยายามของ ซูเสี่ยวหลู่ ทำให้สีหน้าเคร่งเครียดของ นางจ้าว ค่อยๆหายไป


“เสียงดังกราว”


มีเสียงดังมาจากข้างนอก นางจ้าว อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ซูซานหลาง  เจ้ากลับมาแล้วรึ”


เสียงทุ้มต่ำดังมาจากข้างนอก “ท่านแม่ ซูฮั่วกับข้าเข้าไปได้หรือไม่ขอรับ”


ซูชงถามจากนอกประตู


นับตั้งแต่ที่เขาได้ยินจากซานเม่ยว่าท่านแม่ของเขาให้กำเนิดเด็กผู้หญิง ในหัวของเขาก็คิดแต่เรื่องนี้
ทารกที่เคลื่อนไหวไปมาในครรภ์มารดาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เขาไม่รู้ว่านางหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้นเขาจึงพาน้องชายคนเล็กของเขา ซูฮั่วมาด้วย


เขาพยายามมองเข้าไปข้างในแต่มันมืดเกินกว่าจะมองเห็น เขาเผลอผลักแผ่นไม้ข้างประตูโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งทำให้เกิดเสียงดัง


“ท่านแม่ ข้าอยากเห็นหน้าน้องสาวของข้า”


ซูฮั่วก็พูดอย่างเงียบๆ


เมื่อนางจ้าว ได้ยินเสียงของลูกชายที่โง่เขลาทั้งสองของนาง นางถอนหายใจและพูดว่า "เข้ามาเถอะ"


ซูชงและซูฮั่วต่างก็มีความผิดปรกติทางสมอง
นางจึงมักจะพูดว่า “ซูชง เจ้าต้องขยันทำงานให้หนัก และเจ้าก็ต้องเชื่อฟังบิดาของเจ้าและอย่าเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว” 
“ซูฮั่วเจ้าก็ต้องฟังบิดาและพี่ชายของเจ้า ถ้าเจ้าขยันทำงาน ก็จะมีอาหารดีๆ ให้เจ้ากิน”


ความรับผิดชอบอันละเอียดอ่อนของนาง นอกเหนือจากความจริงที่ว่าลูกชายสองคนของนางสมองจะไม่พัฒนา
แต่พวกเขาก็ยังดี ที่พวกเขาสามารถฟังบิดาและมารดาได้และพยายามช่วยงานแม้ว่าพวกเขาจะทำได้ไม่ดีนัก


พวกเขาเชื่อฟังและไม่มีปัญหาทะเลาะกับใคร แม้จะถูกกลั่นแกล้ง ก็ไม่ตอบโต้ใดๆ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงได้รับบาดเจ็บจากผู้อื่นหลายครั้ง เมื่อนึกถึงลูกชายที่ไม่ปรกติ สองคนของนาง ทำให้นางจ้าวก็อดรู้สึกไม่ดี


หลังจากได้รับอนุญาติจากนางจ้า แล้ว ซูชง  และซูฮั่วก็ผลักประตูและเข้าไปข้างใน ไม่ช้าพวกเขาก็เดินมาข้างนางจ้าว
และนอนข้างๆนางเพื่อดูน้องสาวของพวกเขา


ซูเสี่ยวหลู่ที่ตื่นอยู่ก็เฝ้าดูพี่ชายโง่เขลา สองคนของเธอเพื่อจดจำหน้าตาของพวกเขา


“น้องคนเล็กของเราน่ารักมาก ดวงตาของนางเหมือนผลองุ่น องุ่นมีรสเปรี้ยว แล้วตาของนางล่ะ?”


ซูชงถามนางจ้าว


นางจ้าว พูดอย่างอดทน
“ลูกกินดวงตาของ ซีเม่ย ไม่ได้ ดวงตาของนางใช้ในการมองพวกเจ้า ต้องดูแลดวงตาให้ดี ถ้าเจ้ากินมันเข้าไป
นางก็จะมองไม่เห็นพวกเจ้า”


ซูชงดูเหมือนจะเข้าใจและยิ้มราวกับว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูด “ข้าไม่กินดวงตาของเจ้าหรอก น้องเล็ก มองมาที่ข้าสิ”


ซูฮั่วไม่ได้พูดอะไร แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังพิจารณาสิ่งที่ซูชงพูด ในที่สุด เขาก็คิดได้ พร้อมส่ายหัว จากนั้นก็ยิ้มให้ซูเสี่ยวหลู่
“ข้าก็จะไม่กิน”


ซู เสี่ยวหลู่ กรีดร้อง “แง—”


การได้ยินคำถามของพี่ชายทั้งสองคนของเธอทำให้เธอหวาดกลัวเล็กน้อย แต่หลังจากได้ฟังที่นางจ้าวสอนลูกๆ 
เธอก็โล่งใจ


ส่วนที่น่าเศร้าก็คือพี่น้องสองคนนี้สมองไม่พัฒนาแล้วจริงๆ


คนธรรมดาปกติจะไม่ถามคำถามเช่นนี้ นางไม่รู้ว่าการดื่มน้ำแร่จิตวิญญาณทุกวันจะช่วยให้พวกเขาดีขึ้นหรือไม่ นางไม่รู้ว่าความโง่เขลาของพวกเขาสามารถรักษาได้หรือไม่ นางจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อนางโตขึ้นและจับชีพจรของพวกเขาได้

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า