Your Wishlist

โปรแกรมเมอร์ธรรมดา (ชมรมดนตรี)

Author: เพื่อนคนหนึ่ง

ย้อนเวลาเปลี่ยนชีวิต จากโปรแกรมเมอร์และนักธุรกิจหมื่นล้าน กลายเป็นเด็กนักเรียนยากจนธรรมดา ในต่างโลก เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ พยายามไม่ใช้ชีวิตผิดพลาดเหมือนโลกที่เคยจากมา และสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยอีกครั้ง

จำนวนตอน :

ชมรมดนตรี

  • 21/05/2565

ยังคงเป็นวันนั้น

 

หลังจากวิ่งแข่งกับลู่เสว่ฉี ทุกคนก็พากันแยกย้ายไปเล่นกีฬา ตามที่ตัวเองชอบ ในตอนนั้นเอง ชั้นเรียนอื่นๆก็หมดคาบเรียน จึงพากันลงมาเล่นกีฬา ในสนาม ส่วนใครไม่สนใจกีฬา ก็เข้าร่วมกิจกรรมชมรมอื่นๆ

 

อีกไม่กี่วันจะเป็นการแข่งขันกีฬาชั้นปี แล้วก็เป็นกีฬาสี และเมื่อได้ผู้ชนะ ก็จะมีการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียน ซึ่งต้องแข่งกับโรงเรียนอื่น

 

หม่ากั๋วหมิงเดินมาที่สนามบาส ซึ่งตอนนี้ก็มีคนเล่นอยู่กันเต็มสนาม การใช้สนามบาสนั้นจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันใช้สนาม กีฬาชั้นปีนั้น จะแข่งกันเป็นห้องในแต่ละชั้นปี เช่น ม.6 ห้อง 1-6 จะแข่งกันเอง ในกีฬาหลายประเภท ส่วนกีฬาสีนั้นจะจับฉลากกัน ซึ่งในแต่ละห้อง ก็จะมีคนจับได้แต่ละสีแตกต่างกัน ซึ่งจะรวมกันทั้งสามชั้นปี ม.4-ม.6

 

กีฬาชั้นปีนั้น มีนักกีฬาไม่มากนัก นักกีฬาคนหนึ่งสามารถลงเล่นกีฬาได้หลายชนิด หากเวลาแข่งไม่ตรงกัน แต่กีฬาสีนั้นมีนักกีฬาเป็นร้อย เพราะทั้งสามชั้นปีมีนักเรียนเจ็ดร้อยกว่าคน จึงต้องคัดเลือกนักกีฬากันอีกที

 

ส่วนนักกีฬาบาสในห้องห้ามีตัวหลักอยู่สามคน ที่เล่นอยู่ในชมรมบาสโรงเรียน เมื่อตอนที่หม่ากั๋วหมิงลงชื่อกับหัวหน้าห้อง ว่าจะเล่นบาส คนพวกนั้นก็ไม่ได้ให้ความสนใจเขามากนัก เพราะหลายคนก็ลงเล่นบาส เล่นฟุตบอล แต่คนที่สามารถเล่นเป็นตัวจริงได้ ก็ต้องให้กัปตันคัดเลือกอยู่ดี ซึ่งใครเป็นกัปตันนั้น ก็คือคนที่เล่นบ่อยๆ และเล่นเก่งๆ และต้องคัดเลือกกันอีกที

 

คนที่ลงชื่อเล่นบาสมีสิบคน เท่ากับสองทีม เมื่อหม่ากั๋วหมิงมารายงานตัวกับเพื่อนๆ แต่ก็ยังไม่ได้เล่น เพราะว่า วันนี้ไม่ใช่คิวห้องห้าใช้สนามบาส ได้แต่จับลูกบาสโยนใส่กันไปมาอย่างเก้ๆกังๆ เพราะฉนั้นอาจต้องไปเล่นข้างนอก ที่มีสนามบาสเอกชนให้บริการ คิดเป็นรายชั่วโมงๆละ 50 หยวน เท่ากับตกคนละ 5 หยวน หากเฉลี่ยกัน แต่ปกติแล้ว ทีมที่แพ้เป็นคนจ่ายค่าสนาม เท่ากับทีมที่แพ้ต้องจ่ายคนละ 10 หยวน

 

หม่ากั๋วหมิงไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้ เพียงแต่ว่ามันมีปัญหาเรื่องเวลาเล็กน้อย เพราะเขาอยากเข้าร้านเน็ตพิมพ์งานซักชั่วโมง อยากพิมพ์ให้ได้อย่างน้อย 5 ตอนต่อวัน หากเขาซ้อมบาส ก็จะพิมพ์งานไม่ได้ บางทีต้องหาวิธีซื้อคอมพิวเตอร์ติดบ้านซักเครื่องแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม สนามบาสเอกชน ก็ต้องจองล่วงหน้า อยากเล่นวันนี้ แล้วไปเลยไม่ได้ ต้องจองล่วงหน้าหนึ่งวัน และต้องดูว่ามีคิวว่างหรือเปล่า

 

เพราะฉนั้นจึงให้คนที่ถนัดเรื่องนี้ ไปจองเอาไว้ก่อน เมื่อได้วันและเวลาค่อยนัดแนะกันอีกที ส่วนตอนนี้ ก็พูดคุยกันเล่นๆไปก่อน ว่าใครเคยเล่นตำแหน่งอะไร

 

ทั้งสองทีมนั้น เล่นบาสเป็นทุกคน เพียงแต่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเก่งแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่คือเล่นเพื่อความสนุกและเพื่อเป็นการออกกำลังกายเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะเล่นจนเป็นนักกีฬาอาชีพ

 

ระหว่างที่เพื่อนๆกำลังคุยกัน หม่ากั๋วหมิงก็กำลังคิดอยู่ว่า จะหาเงินได้ยังไง ในกรณีเร่งด่วน เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์

 

ในตอนนี้เองเพื่อนในห้องก็คุยกันเรื่องการแข่งกีฬา ลามไปยังการแข่งฟุตบอล แชมป์เปี้ยนลีก

 

ในโลกก่อนของหม่ากั๋วหมิงนั้นแชลซีได้เป็นแชมป์ในปี 2012 แต่ว่า ต้องรู้ว่า นี่ไม่ใช่อดีตของโลกที่เขาเคยจากมา นั่นหมายความว่า แชลซีอาจจะไม่ได้แชมป์ในปีนี้ ในโลกนี้ ก็เป็นไปได้ด้วย เอาง่ายๆ บิดาของหม่ากั๋วหมิง ก็ยังไม่ใช่เศรษฐี เหมือนกับโลกก่อน เพราะฉนั้นหากโลกนี้ แชลซีตกรอบ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

หากเขาเอาเงินไปเล่นพนันบอล ซื้อหวยซื้อหุ้น ก็คงเสี่ยงเกินไป เช่นนั้นก็คงต้องคิดหาวิธีอื่น อย่างเช่น เล่นแข่งกินเงิน ที่สามารถเล่นคนเดียว อย่างสนุ๊กเกอร์ หรือต่อยมวย

 

ต่อยมวยรุนแรงไป สนุ๊กเกอร์ก็มีแต่นักเลง คงต้องตกไป คงต้องใช้วิธีที่ตัวเองถนัดดีกว่า

 

หลังจากนัดแนะกัน เพื่อนๆในทีมบาส ก็พากันแยกย้าย

 

 

หม่ากั๋วหมิง เดินมาที่ชมรมดนตรีสากล

 

ชมรมนี้ มีเครื่องดนตรีสากล ที่โรงเรียนจัดหาเอาไว้ให้หลากหลายประเภท แต่เมื่อผ่านมือชายและหญิงหลายร้อยหลายพันคนในแต่ละปี ก็อย่าได้หวังว่ามันจะยังอยู่ในสภาพดี เพราะมีแต่คนเล่น แต่ไม่มีคนบำรุงรักษา นอกเสียจากว่าจะนำเครื่องดนตรีมาเอง

 

หม่าจือฉุนนั้น ก็กำลังอยู่ในชมรมดนตรี วันนี้ทั้งสองได้นัดแนะกัน ตั้งแต่ปั่นจักรยานมาในตอนเช้าแล้ว

 

หม่ากั๋วหมิงได้แอบถามน้องสาว จึงได้รู้ว่าหม่ากั๋วหมิงคนเดิมนั้น อยู่ชมรมรักการอ่าน เมื่อเข้าสู่ชั่วโมงชมรม ก็ไปสุมหัวกันอ่านหนังสือในห้องสมุด อ่านใครอ่านมัน ไม่ได้แบ่งปันหนังสือกันอ่านแต่อย่างใด

 

เพราะฉนั้น แม้หม่ากั๋วหมิงจะไม่ได้เข้าชมรม หรือออกจากชมรม ก็ไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว

 

ในชมรมดนตรีนั้น เครื่องดนตรีในชมรม จะอำนวยความสะดวกให้แก่คนในชมรมเท่านั้น เช่นนั้น หากหม่ากั๋วหมิงจะเล่น ก็คงต้องสมัครเช้าชมรม

 

การสมัครเข้าชมรม ก็เสียค่าบำรุงชมรม 10 หยวน แต่หากจะบริจาคมากกว่านั้นก็ได้ บางคนก็บริจาค 100 หยวน

 

แต่สำหรับหม่ากั๋วหมิง ที่ได้ค่าขนมและค่าอาหาร มาโรงเรียนวันละ 5 หยวน ที่พอค่าอาหารพอดี คงไม่บริจาคเยอะขนาดนั้น

 

เมื่อสมัครเข้าชมรมแล้ว หม่าจือฉุนผู้เป็นน้องสาว ก็มาฉุดดึงแขนเขาไปเลือกเครื่องดนตรี แน่นอนว่า เธอรู้ดีว่าอยู่ที่บ้านพี่ชายของเธอไม่ได้เล่นดนตรี แต่มันก็ไม่แน่นัก เพราะเธอพึ่งเข้ามัธยมปลายที่นี่ พี่ชายอาจจะหัดเล่นดนตรี ที่โรงเรียนก็เป็นไปได้

 

ชมรมดนตรีนั้น ถึงแม้จะมีครูที่ปรึกษา แต่ครูก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอด มีเพียงรุ่นพี่ ม.6 เท่านั้น ที่อำนวยความสะดวก ซึ่ง ม.6 ที่เป็นรุ่นที่ในชมรมนั้น อยู่ห้อง 2 และยังเป็นผู้หญิง ชื่อ หลิวอี้เฟย ชื่อเล่นเฟยเฟย

 

หลิวอี้เฟยผู้นี้ ไม่เพียงชื่อเหมือนดาราดังในโลกก่อนของหม่ากั๋วหมิง แต่เธอก็ยังน่ารักเหมือนดาราดังคนนั้นด้วย และยังน่ารักกว่า ตรงที่เธอ ยิ้มเก่งกว่า ดาราดังที่ชื่อ หลิวอี้เฟย คนนั้นเสียอีก

 

หลิวอี้เฟยเองก็รู้ว่า เขาตกใจอะไร หลังจากแนะนำตัวกัน เพราะหลายคนก็ผงะ เมื่อได้ยินชื่อเธอ เพราะในโลกนี้ หลิวอี้เฟย ก็เป็นดาราดังด้วยเหมือนกัน ทำไงได้ ประเทศจีนมีคนอยู่มากกว่าพันล้านคน ย่อมต้องมีโอกาส ที่จะมีคนชื่อ แซ่ตรงกัน แต่เธอก็มีความมั่นใจอยู่เหมือนกัน ว่าเธอไม่ได้สวยน้อยกว่า หลิวอี้เฟย ผู้ที่เป็นดารา เท่าไหร่นัก อีกทั้งเธอยังเด็กกว่าอีกด้วย

 

 

หม่ากั๋วหมิง ที่มาที่ชมรมดนตรีสากล นั่นก็เพราะเขาต้องการยืมเครื่องดนตรี สำหรับสร้างเพลง แล้วอัพขึ้นเว็บฟังเพลง และในชมรมดนตรีนั้น ก็มีเครื่องมือที่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้

 

อย่างน้อยก็มีคอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียงแบบดิจิตอล ที่สำคัญมีเครื่องดนตรี จะได้มาลองถูๆไถๆดูก่อนว่ามันพอจะเป็นไปได้ไหม

 

หม่ากั๋วหมิง เดินไปที่กีตาร์ที่ยังเหลืออยู่ มันเป็นกีตาร์คลาสสิค ที่มันเหลือ ก็เพราะกีตาร์คลาสสิคแบบนี้ เล่นยากกว่ากีตาร์คอร์ดทั่วไป เฟรมมันใหญ่กว่า แถมสายมันก็ใหญ่กว่า เวลาจับคอร์ดก็จะเจ็บนิ้วกว่ากีตาร์คอร์ดทั่วไป

 

หม่ากั๋วหมิง ลองตั้งสาย และลองจับคอร์ด แล้วลองเล่นดู ก๊องๆแก๊งๆ รู้สึกว่ามันเจ็บนิ้วจริงๆ

 

ทักษะการเล่นกีตาร์ของหม่ากั๋วหมิงนั้น ดีกว่ามือสมัครเล่นอยู่นิดเดียว แค่สามารถจับคอร์ด เกาสายได้ และร้องไม่ผิดคีย์ ถือว่าใช้ได้… แต่เขาก็ยังถือว่าเก่งมากในสายตาของเด็กมัธยมปลาย

 

หลังจากทดสอบเกาสายและตั้งสายแล้ว เขาก็ลองเล่นเพลงแบบจริงๆจังๆ แต่ในชมรมดนตรีนั้น ต่างคนต่างเล่น ก๊องๆแก๊งๆ อย่าได้หวังว่าจะมีสมาธิ ดูเหมือนความคิดที่เขาจะทำเพลงออกมาขาย จะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

 

แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นแล้ว

 

หม่ากั๋วหมิง ลองเล่นเพลง "เพื่อนโต๊ะข้างๆ" ที่เขาแต่งจนจบ แล้วลองเล่นเพลง "ชีวิตเหมือนดอกไม้ฤดูร้อน" อีกเพลง พอถึงตอนนี้ หม่ากั๋วหมิง ก็รู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย ว่าสามารถจดจำท่วงทำนองได้ และอย่างน้อยให้ทำให้ใครหลายคน หันมาสนใจเขาได้

 

เนื้อเพลงนั้น เขาเพียงร้องในใจ และแค่ฮัมทำนองอยู่ในลำคอ เพื่อไม่ให้ถูกขโมยเพลงไปก่อนที่มันจะดัง คิดไปคิดมาหากเขาสร้างแฟลตฟอร์มไลฟ์สด บรรดาศิลปินมือใหม่ ก็มีที่แสดงผลงาน เขาอาจจะใช้วิธีนี้ทำเงินได้ แต่ถ้าหากมันไม่มีเขาก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้

 

กีตาร์ในชมรมนั้น มันดูก๊องแก๊งเกินไป ที่จะเล่นเป็นเพลงเพราะๆได้ แต่มันน่าจะใช้เล่นเพื่ออัดเสียงเป็นเดโม นำไปเสนอค่ายเพลงได้ แต่เมื่อคิดไปคิดมา เขายังคงดำเนินไปตามแผนเดิม คือทำเพลงเองอัดเองขายเอง หากบริษัทเพลง อยากจะซื้อลิขสิทธิ์ไปให้นักร้องในสังกัดเขาร้องอย่างจริงจัง ค่อยให้ค่ายเพลงพวกนั้นเสนอราคาซื้อในภายหลัง เมื่อเพลงมันดัง ในตอนนั้น อัตราต่อรองของเขาก็จะสูงขึ้น…

 

.....

 

หลังออดเลิกเรียน

 

นักเรียกทุกคนก็พากันกลับบ้าน หลายคนเดินกลับ หลายคนปั่นจักรยาน หลายคนนั่งรถเมล์ และหลายคนก็วิ่งกลับบ้าน สำหรับคนที่ชอบวิ่งกลับบ้านนั้น ก็จะลำบากหน่อย เพราะต้องแบกกระเป๋าเป้ไว้บนหลัง

 

หม่ากั๋วหมิง เมื่อปั่นจักรยาน ไปด้านหน้าโรงเรียน อดแปลกใจไม่ได้ เมื่อเห็นลู่เสว่ฉียืนรออยู่หน้าโรงเรียน

 

หม่ากั๋วหมิงจอดจักรยานแล้วยิ้มให้เธอ "กลับพร้อมกันไหม"

 

"อือ" ลู่เสว่ฉีตอบกลับ

 

คนสามคน จักรยานคันเดียว ลู่เสว่ฉีไม่รู้ว่าจะกลับพร้อมกันยังไง เธอก็สงสัยอยู่ แต่ไม่นานเธอก็เข้าใจ หม่ากั๋วหมิงนำกระเป๋าของเธอมาใส่ตระกร้าหน้ารถ ส่วนเป้ของเขานั้นก็สะพายไว้ด้านหน้าของเขาแทน ส่วนของน้องสาวเขาก็สะพายหลังไว้

 

หลังจากสอบถามทิศทางบ้านของลู่เสว่ฉี ก็พบว่า บ้านของเธอไม่ได้ไปทางเดียวกัน แต่สามารถไปส่งเธอกลับก่อนได้ เพราะเป็นทางไปที่ร้านอินเตอร์เน็ตในเมืองอยู่แล้ว หม่ากั๋วหมิงอธิบายให้น้องสาวเข้าใจว่า ลู่เสว่ฉีจะต้องฝึกวิ่งทุกวัน เพราะต้องลงกีฬา จึงต้องฝึกวิ่งทุกวัน โดยการวิ่งกลับบ้านไปด้วยซะเลย

 

ในตอนนี้หม่ากั๋วหมิง ก็ปั่นจักรยานช้าๆตรงเลนจักรยาน โดยที่ลู่เสว่ฉีก็วิ่งอยู่ข้างๆ ตรงเลนคนเดิน

 

การวิ่งระยะทางไกลนั้น ใช้วิธีการวิ่งแบบเหยาะๆ ไม่เร่งรีบจนเกินไป แต่ไม่สามารถคุยเล่นได้ แต่เธอบอกว่าจะหยุดพัก ตรงจุดที่เธอพักประจำ โดยตรงจุดนั้น จะห่างจากโรงเรียนประมาณ 5 กม. และพักอีกที ตรงจุด 10 กม. และวิ่งต่อไปอีก 5 กม. ก็ถึงบ้านเธอพอดี

 

จะว่าไปแล้ว ไกลกว่าบ้านของหม่ากั๋วหมิงเสียอีก เธอต้องไปกลับระยะทาง 30 กม. ถือว่าเป็นระยะทางไม่น้อยเลยทีเดียว ในการวิ่งแต่ละวัน

 

ลู่เสว่ฉี ไม่ได้กะจะเป็นนักวิ่ง แต่เพราะเธอต้องการประหยัดค่ารถเมล์ และบางวันก็ไม่มีค่ารถเมล์ เพราะฉนั้น เธอก็ต้องวิ่งมา เพราะเธอไม่มีจักรยาน เพราะหากไม่วิ่งก็คงไม่ทันโรงเรียน หากอยากจะเดินสบายๆ ก็คงต้องตื่นเช้าหน่อย

 

แต่เรื่องพวกนี้ ลู่เสว่ฉียังไม่กล้าที่จะบอกหม่ากั๋วหมิง เพราะกลัวว่า เขาจะเข้าใจผิด

 

 

การที่ต้องปั่นจักรยานไปส่งลู่เสว่ฉีนั้น ต้องใช้เวลา ชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงบ้านของเธอ นับได้ว่าไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป เพราะแวะพักเหนื่อยระหว่างทางหลายสิบนาที ดังนั้น การปั่นจักรยานกลับบ้านของหม่ากั๋วหมิง จึงต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว กว่าเขาจะกลับถึงบ้านก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว ถึงแม้จะเท่ากับทุกวัน แต่ว่าวันนี้ เขาไม่ได้เข้าร้านเน็ตและพิมพ์งาน…

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป