Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 47 ร้อยวิหคคารวะหงส์)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 47 ร้อยวิหคคารวะหงส์

  • 24/08/2569

บทที่ 47 ร้อยวิหคคารวะหงส์


หุบเขาพายุอัคนีมีต้นสนเขียวชอุ่ม แสงแดดยามเย็นที่ส่องกระทบกระดานหมากดูนุ่มนวลและลึกซึ้ง


สายลมพัดผ่านพงไพร เสียงยอดสนเสียดสีกันดั่งเกลียวคลื่น


เสียงสนแว่ว เสียงธารน้ำไหล เสียงเม็ดหมากกระทบกระดานดังกังวานสลับกันไปมา


แม้ระเบียงชมการประลองที่ยื่นออกมาตรงไหล่เขาจะกว้างขวาง แต่ซ่งเฉียนจีกับจีเฉินมาสาย จึงทำได้เพียงเบียดเสียดอยู่ตรงมุมขอบ


คนรอบข้างเมื่อได้ยินซ่งเฉียนจีบอกว่า “เคยเล่นครั้งหนึ่ง” และ “พอเป็นอยู่บ้าง” ต่างก็ปรายตามองด้วยความดูแคลน


พวกนอกวงการสองคน ไยไม่ไปหาที่เย็นๆ นั่งพัก ดันแวะมาวุ่นวายอะไรที่นี่


จีเฉินยืดคอชะเง้อมองลงไปข้างล่าง เอ่ยปากทักทายคนข้างๆ อย่างเป็นกันเอง


“สหายเต๋า เหตุใดเวลานี้ในหุบเขาถึงมีหมากเพียงกระดานเดียวเล่า? รบกวนช่วยชี้แนะด้วย”


การประลองบนกระดานกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด ตอนแรกคนผู้นั้นไม่อยากจะสนใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา กิริยามารยาทสุภาพ แววตาดูจริงใจ จึงยอมอธิบายด้วยความอดทน


“การประลองหมากเริ่มพร้อมกับการประลองฝีมือ สิบอันดับแรกของการประลองหมากถูกกำหนดไว้แล้ว ตั้งแต่เช้าวันนี้การประลองแต่ละคู่จะดำเนินไปทีละคู่ เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบได้มีโอกาสศึกษาดูชม คนที่สามารถฝ่าฟันเข้าสู่สิบอันดับแรกได้ ล้วนเป็นอัจฉริยะด้านหมากที่คัดเลือกมาอย่างดี การประลองระหว่างพวกเขา ทุกกระดานล้วนมีค่ายิ่ง พลาดไปย่อมน่าเสียดาย”


จีเฉินกล่าวอย่างตื่นเต้น “หากเป็นเช่นนี้ คืนนี้ก็จะได้ตัวผู้ชนะเลิศการประลองหมากแล้วสิขอรับ?”


“แน่นอน! คนที่กำลังเดินหมากอยู่ในหุบเขาเวลานี้ คือหนึ่งในตัวเต็งผู้ชนะเลิศ เยาอันแห่งอารามจื่ออวิ๋น!”


“ที่แท้เป็นเช่นนี้ ขอบคุณสหายเต๋าที่ชี้แนะ”


จีเฉินหันมาทางซ่งเฉียนจี “พี่น้องซ่ง พวกเราโชคดีจริงๆ บังเอิญมาทันคู่ของเยาอันพอดี เขาโด่งดังมากเลยนะ!”


“อ้อ” ซ่งเฉียนจีขานรับ เพ่งมองดูครู่หนึ่ง พลันถามขึ้นว่า “เขาถือหมากดำหรือหมากขาว?”


คนข้างๆ ถึงกับพูดไม่ออก “ย่อมต้องเป็นผู้สวมชุดสีม่วงที่ถือหมากดำสิ แม้แต่ศิษย์พี่เยาอันแห่งอารามจื่ออวิ๋นเจ้ายังไม่รู้จัก แล้วยังจะมาดูการประลองหมากอีกรึ?”


ซ่งเฉียนจียิ้มกล่าว “เน้นการมีส่วนร่วมน่ะ”


“ถูกต้อง พวกเราแค่เดินผ่านมาเฉยๆ” จีเฉินยิ้มเจื่อนๆ พลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ไม่ทราบว่าฝั่งตรงข้ามของศิษย์พี่เยาอัน คือยอดคนท่านใดหรือ?”


บนโขดหินยักษ์ในหุบเขามีคนสองคนกำลังประจันหน้ากัน


คนหนึ่งถือหมากดำ สวมชุดพรตสีม่วง นั่งขัดสมาธิอย่างสง่างาม มือที่วางเม็ดหมากมั่นคงยิ่ง ดูสุขุมเกินวัย


อีกคนถือหมากขาว สวมชุดผ้าหยาบ กำลังเกาหัวเกาหูอย่างกระวนกระวาย เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง คล้ายหาท่านั่งที่สบายไม่ได้ ดูอึดอัดไปทั้งตัว


ห่างออกไปสามจั้ง มีผู้ดูแลถือพู่กันคอยบันทึกความเปลี่ยนแปลงของกระดานหมาก มีแพทย์นั่งอยู่ข้างเปลหาม


และยังมีศิษย์ตำหนักบังคับใช้กฎเหน็บดาบคอยคุ้มกัน เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน


“คนผู้นั้นมาจากสำนักเล็กๆ เดิมทีสำนักใกล้จะสูญสิ้นทายาท ลงสมัครแข่งก็เพราะอยากได้ของรางวัลในงานชุมนุม คิดไม่ถึงว่าจะทะลุขึ้นมาจนเข้าสู่สิบอันดับแรกได้ ศิษย์จากตระกูลใหญ่และสำนักชื่อดังไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่างพ่ายแพ้ให้แก่เขา” ผู้ชมคนหนึ่งเอ่ยปากชื่นชม


จีเฉินกล่าวด้วยความเลื่อมใส “ยอดคนจริงๆ ขอทราบนามของเขาได้หรือไม่!”


อีกคนรีบแย่งตอบ “เขาชื่อหลี่เอ้อร์โก่ว สำนักตกต่ำจึงไม่มีฉายาทางธรรม แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติในความสามารถเชิงหมากของเขา พวกเราจึงเรียกเขาว่า ‘ศิษย์พี่หลี่ฉื่อเฉวียน’ ”


“ฉื่อเฉวียน?” จีเฉินกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง พึมพำว่า “นั่นมันก็คือเอ้อร์โก่ว (สุนัขตัวที่สอง) เหมือนเดิมมิใช่หรือ?”


ซ่งเฉียนจีกลั้นยิ้มไม่อยู่ “สหายเต๋าฉื่อเฉวียนผู้นี้ใกล้จะชนะแล้วล่ะ”


จีเฉินตกใจ “แต่เขาดูกระวนกระวายใจยิ่งนักมิใช่หรือ!”


“นี่ เจ้าคนนอกวงการช่วยเงียบๆ หน่อย อย่ามาพูดจาชี้นำให้คนอื่นเข้าใจผิด” มีคนหันมาถลึงตาใส่ซ่งเฉียนจีด้วยความไม่พอใจ “จังหวะการบุกกลางกระดานเวลานี้ เห็นชัดๆ ว่าศิษย์พี่เยาอันเป็นฝ่ายได้เปรียบ!”


ซ่งเฉียนจีเพียงแต่ยิ้มบางๆ ไม่คิดจะโต้เถียง


อีกคนกล่าวเสริม “ถูกต้อง 《คัมภีร์หมากสิบสามบท》 กล่าวไว้ว่า ‘ริมขอบมิสู้มุม มุมมิสู้อกกระดาน’ ศิษย์พี่เยาอันคุมพื้นที่ตรงกลางได้แข็งแกร่งกว่า วิถีหมากของเขาเก๋าเกมและสุขุม ค่อยๆ เดินอย่างมั่นคง ส่วนศิษย์พี่หลี่ฉื่อเฉวียนอาศัยเพียงลูกเล่นพิสดารเฉียดเอาชนะมาได้ตลอด คราวนี้มาเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง คงเดินมาได้ไกลสุดแค่นี้แหละ... ดูสิ เขาขอ ‘ใคร่ครวญยาวนาน’ แล้ว!”


เสียงฮือฮาดังขึ้นบนระเบียงชมหมาก


เห็นเพียงหลี่เอ้อร์โก่วชูมือขึ้น ส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลข้างสนามเริ่มจับเวลา ส่วนตัวเขากระโดดลงจากโขดหิน วิ่งไปที่ริมธารน้ำ กอบน้ำขึ้นมาล้างหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นดื่มน้ำไปอีกสองอึกใหญ่


คนอื่นเวลาขอใคร่ครวญยาวนานล้วนทุ่มเทสมาธิ หลับตาคำนวณในใจ แต่เจ้าหมอนี่กลับวิ่งไปล้างหน้าดื่มน้ำหน้าตาเฉย


สีหน้าของเยาอันมืดมนลงอย่างยิ่ง ราวกับถูกหลี่เอ้อร์โก่วสาดน้ำเย็นใส่หน้า


เหล่าศิษย์อารามจื่ออวิ๋นต่างรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน พวกเขาล้วนไม่ชอบหน้าหลี่เอ้อร์โก่ว


“ศิษย์พี่เยาอันช่างน่าเวทนานัก ต้องมานั่งเดินหมากร่วมกระดานกับคนไร้มารยาทเช่นนี้ งานชุมนุมปัญญาชน คำว่า ‘ปัญญาชน’ ยังหลงเหลืออยู่อีกหรือ?”


“อย่าได้กังวล รอให้ศิษย์พี่เยาอันคว้าชัยชนะ พวกเราก็ไม่ต้องทนเห็นหน้ามันอีกต่อไปแล้ว”


จีเฉินจ้องมองกระดานหมากตาไม่กะพริบ “เก่งกาจจริงๆ”


ซ่งเฉียนจีกล่าว “หากเจ้าชอบ จะลองศึกษาก็ไม่เสียหายนะ”


“ข้าเคยเล่นสองครั้ง ล้วนถูกด่าว่าโง่เง่าทั้งสองครั้ง” จีเฉินยิ้มขื่น “ข้าแม้แต่วิชายันต์ยังเรียนไม่รู้เรื่อง จะไปเรียนสิ่งที่ยากเย็นปานนี้ได้อย่างไรกัน”


“คำพูดนี้ใครเป็นคนบอกเจ้า?” ซ่งเฉียนจีใจกระตุกเล็กน้อย


จีเฉินไม่ได้ปิดบัง หัวเราะร่าอย่างเปิดเผย “ข้าเกิดมาเส้นลมปราณอ่อนแอ ใช้ดาบใช้กระบี่ไม่ได้ ผู้อาวุโสในตระกูลเตือนข้าว่า หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของข้าคือการเขียนยันต์ หากเขียนยันต์ไม่ได้ เรื่องอื่นก็ยิ่งไม่มีทางทำได้เลย!”


ซ่งเฉียนจีไม่เอ่ยปากพูดตรงๆ อีก เพียงส่งเสียงทางปราณไปว่า “หากเจ้าเป็นหลี่เอ้อร์โก่ว หลังจากคิดใคร่ครวญเสร็จแล้ว เจ้าจะเดินเม็ดต่อไปที่จุดใด?”


จีเฉินชะงักไป ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องส่งเสียงทางปราณ “ข้าจะไปกล้าเดินได้อย่างไร? ข้ายืนดูอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”


“ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป” ซ่งเฉียนจียิ้มกล่าว


จีเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งเสียงทางปราณตอบอย่างลังเลว่า “ตำแหน่ง ‘ผิง’ แถวสามเก้าหรือไม่?”


ซ่งเฉียนจีกล่าว “หากเจ้าเดิน ‘ผิงสามเก้า’ เยาอันจะเดิน ‘รู่สองแปด’ เพียงอีกก้าวเดียวก็สามารถกินหมากเจ้าได้ถึงสามเม็ด”


จีเฉินมีสีหน้ากระอักกระอ่วน จ้องมองกระดานหมากคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ “พี่น้องซ่งกล่าวถูกต้อง! เช่นนั้นข้าเดินตำแหน่ง ‘ชวี่’ แถวสามหกเล่า?”


ซ่งเฉียนจียังคงส่ายหน้า “ลองคิดดูอีกที”


จีเฉินเสนอวิธีเดินหมากติดต่อกันถึงสิบรูปแบบ หากเป็นการประลองจริง เขาคงขอแก้หมากไปแล้วถึงสิบครั้ง


เขารู้สึกราวกับตนเองกลายเป็นแมลงวันที่ไร้หัว อุ้มหมากขาววิ่งชนไปทั่วกระดานหมากรุก บุกซ้ายทะลวงขวา ทว่ารอบด้านกลับเป็นกำแพงเหล็กหนาทึบที่ไร้ช่องว่าง


กว่าจะพอมองเห็นแสงสว่างรำไร ซ่งเฉียนจีเพียงวางหมากดำลงไปอย่างแผ่วเบา ก็สร้างกำแพงสูงตระหง่านขวางกั้นหนทางรอดของเขาไว้จนมิด


เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มหน้าผากของจีเฉิน


ซ่งเฉียนจี “เจ้าอย่าคิดว่าสถานการณ์ของหลี่เอ้อร์โก่วคือทางตันที่ต้องพ่ายแพ้ จนคิดแต่จะหาทางหนีเอาชีวิตรอด หากเขาวางหมากที่ตำแหน่ง ‘ซ่าง’ แถวสี่สองเล่า จะเป็นอย่างไร?”


จีเฉินขมวดคิ้วแน่น คำนวณอย่างรวดเร็วในใจ


ประจวบเหมาะกับเวลานั้น ผู้ดูแลข้างสนามเคาะหินเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาคิดใคร่ครวญแล้ว


หลี่เอ้อร์โก่วกระโดดขึ้นไปบนโขดหิน นิ้วทั้งสองคีบหมากขาวขึ้นมา โดยไม่แม้แต่จะมองกระดานหมาก แล้ววางลงไปอย่างเด็ดเดี่ยว—


ตำแหน่งซ่าง แถวสี่สอง


จีเฉินตบราวระเบียงอย่างแรง พลันตะโกนลั่นออกมาด้วยความสะใจ “ยอดเยี่ยม!”


เสียงนี้เขาลืมส่งทางปราณ ทำให้คนรอบข้างหันมาถลึงตาใส่ด้วยความโกรธ โทษฐานที่เขาส่งเสียงเอะอะโวยวาย


แต่จีเฉินไม่สนใจ แววตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า


ซ่งเฉียนจีกล่าว “ตอนนี้เจ้าเข้าใจวิถีหมากของหลี่เอ้อร์โก่วแล้วใช่หรือไม่? รูปแบบการเล่นของเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยช่องโหว่ แต่ความจริงคือแผนลวงล่อศัตรู เพียงอีกก้าวเดียว จุดเปลี่ยนของเขาก็จะมาถึง”


“พี่น้องซ่งคือเทพเซียนโดยแท้!” จีเฉินคว้าแขนของเขาไว้แน่น พอรู้ตัวว่าเสียมารยาทจึงรีบปล่อยมือ แล้วส่งเสียงทางปราณว่า “หลี่เอ้อร์โก่วจะชนะได้จริงๆ ด้วย!”


“ยังก่อน” ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ “ตอนนี้ให้สมมุติว่าเจ้าคือเยาอัน”


เมื่อกระดานหมากเริ่มแปรเปลี่ยน บรรยากาศบนระเบียงชมหมากก็ค่อยๆ หนักอึ้งขึ้น มีเสียงสูดหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นเป็นระยะ


หลี่เอ้อร์โก่วประดุจเปลี่ยนไปเป็นคนละคน หมากขาวบุกรุกไล่ต้อนทีละก้าว ทุกกระบวนท่าล้วนเฉียบคมดุดัน


เพียงหนึ่งจอกชา เยาอันก็กระอักเลือดหมดสติ ล้มพับไปจนแพทย์ต้องรีบเข้ามาประคองเพื่อป้อนโอสถ หลี่เอ้อร์โก่วกระโดดลงจากโขดหินแล้วเดินจากไปอย่างผ่าเผย


เหล่าศิษย์อารามจื่ออวิ๋นร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนก พากันวิ่งกรูลงจากระเบียงชมหมาก “ศิษย์พี่เยาอัน!”


จีเฉินมีสีหน้าเลื่อนลอย


บนกระดานหมากในความเป็นจริง หลี่เอ้อร์โก่วเดินหมากเอาชนะเยาอัน


แต่ในกระดานหมากจำลองในใจ ภายใต้คำชี้แนะของซ่งเฉียนจี เขากลับใช้หมากดำของเยาอันเอาชนะหลี่เอ้อร์โก่วได้


เช่นนั้นมิใช่หมายความว่า ซ่งเฉียนจีสามารถเอาชนะทั้งสองคนได้อย่างง่ายดายหรอกหรือ?


จีเฉินอ้าปากค้าง ทั้งตื่นเต้นทั้งตกตะลึง “พี่น้องซ่งมีความสามารถอันยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ลงสมัครการประลองหมากเล่า?”


“เป็นเพียงศาสตร์แขนงเล็กๆ บางครั้งข้าก็ขี้เกียจจะคิดคำนวณน่ะ”


“แล้วเหตุใดพี่น้องซ่งถึงยอมสอนข้าเล่า?!”


ซ่งเฉียนจีกล่าวว่า “บังเอิญว่าว่างอยู่น่ะ”


สอนเด็กใต้แสงแดดอุ่น ในเมื่อว่างอยู่ก็ทำไปแก้เบื่อ


จีเฉินถึงกับพูดไม่ออก จุกแน่นอยู่ในอก


ซ่งเฉียนจีทอดสายตามองท้องฟ้า “ข้าจะไปดูการประลองฉินก่อน เจ้าจะอยู่ต่อที่นี่ก็ได้นะ อาศัยช่วงที่กำลังมือขึ้น ลองเดินหมากดูอีกสักสองสามกระดานสิ”


แสงอัสดงสีทองสาดส่อง ขุนเขาอาบไล้ด้วยแสงสีชาด การประลองกระดานนี้นับว่ายืดเยื้อยาวนานเกินไปแล้ว


“หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่” ซ่งเฉียนจีหมุนตัวเดินจากไป


จีเฉินยื่นมือออกไปดึงตัวเขาไว้ตามสัญชาตญาณ “เดี๋ยวก่อน!”


ชายเสื้อคลุมเลื่อนผ่านซอกนิ้วมือไป


เหล่าศิษย์อารามจื่ออวิ๋นวิ่งเบียดเสียดลงบันไดหิน เงาร่างของซ่งเฉียนจีจึงกลืนหายไปในฝูงชนอย่างไร้ร่องรอย


จีเฉินยืนนิ่งอยู่กับที่ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสับสนในใจ


เดิมทีนึกว่าได้พบสหายที่ไร้ฝีมือเหมือนกัน ระดับความสามารถพอๆ กัน


ซ่งเฉียนจีพูดว่า “ชีวิตคนเราเน้นการมีส่วนร่วม” เขาก็ตอบกลับไปว่า “ยิ่งพยายามก็ยิ่งไม่ได้เรื่อง”


คนไร้ประโยชน์สองคนไม่ดูแคลนกันและกัน นับเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง


ซ้ำตัวเขายังมีเงินมากกว่าซ่งเฉียนจี ยังพอจะช่วยเหลืออีกฝ่ายได้บ้าง...


กระดานหมากบนโขดหินถูกเก็บกวาดจนสะอาด ผู้เข้าแข่งขันคู่ต่อไปเตรียมตัวจะขึ้นสู่สนามประลอง


ทันใดนั้น พลันมีฝุ่นควันตลบขึ้น คนกว่าสามสิบคนบุกเข้ามาในหุบเขาอย่างดุดัน


ผู้ชมบนระเบียงต่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่


จีเฉินพอจะมีความรู้กว้างขวางอยู่บ้าง เมื่อเพ่งมองดูก็จำได้ทันที


ผู้ดูแลนิกายฮวาเว่ยสิบคน ผู้ตัดสินรายการอักษรและภาพวาดสิบคน และยังมีคนบางกลุ่มที่เขาไม่รู้จัก แต่น่าจะเป็นยอดคนจากสำนักศึกษาชิงหยา เพราะท่านเจ้าสำนักศึกษาเดินรั้งท้ายอยู่ด้านหลังสุด


จีเฉินตกใจจนแทบอยากจะวิ่งหนีไปให้พ้น


หรือว่ากระดาษข้อสอบที่เขาวาดมั่วๆ จะไปเข้าตาปราชญ์อักษรเข้าจริงๆ?


ท่านผู้เฒ่าโกรธจัด ถึงกับส่งคนมาจับตัวข้าด้วยตนเองเชียวรึ?


พลันได้ยินเสียงตะโกนก้องขึ้นว่า “จีเฉินแห่งตระกูลจี กิ่งอำเภอไป๋เฟิ่ง อยู่ที่นี่หรือไม่?”


ใบหน้าของจีเฉินฉายแววสิ้นหวัง


พี่น้องซ่ง เจ้าจากไปเร็วเกินไปแล้ว เหตุใดจึงทิ้งให้ข้าต้องเผชิญหน้าอยู่คนเดียว?


เหล่าผู้ดูแลนิกายฮวาเว่ยพุ่งตัวขึ้นมาบนระเบียงชมหมากเป็นกลุ่มแรก


“พวกเราตามหาท่านเสียแทบแย่เลยนะขอรับ ท่านเซียนน้อยจี ขอแสดงความยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับ!”


จีเฉินงุนงง “มีความยินดีอันใดกัน?”


ผู้ดูแลที่ทำหน้าที่คุมสอบเมื่อครู่ยิ้มแย้มจนแก้มแทบปริ กล่าวเสียงดังว่า “กระดาษข้อสอบรายการอักษรและภาพวาดของท่าน ได้รับการคัดเลือกจากปราชญ์อักษรให้เป็นผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งขอรับ! ท่านคือผู้ชนะเลิศคนแรกของงานชุมนุมปัญญาชนในปีนี้ รีบตามพวกเราไปร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีเถิดขอรับ!”


ผู้คนบนระเบียงชมหมากต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที ในใจคิดว่าเจ้าคนนอกวงการที่ไม่ประสีประสาเรื่องหมาก ดูไม่เอาถ่านผู้นี้ ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วคือผู้ชนะเลิศรายการอักษรและภาพวาด


รู้อย่างนี้ เมื่อครู่ไม่น่าไปถลึงตาใส่เขาเลย


ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มปรบมือก่อน เสียงแสดงความยินดีพลันดังระงมขึ้นประดุจเกลียวคลื่นถาโถมเข้าใส่จีเฉิน


“เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่ว่าคุณชายใหญ่ตระกูลจีแห่งกิ่งอำเภอไป๋เฟิ่งเป็นคนไร้ประโยชน์ สู้คนจากสายรองไม่ได้เลยสักนิด ที่แท้ล้วนเป็นข่าวลือเหลวไหลทั้งสิ้น!”


“ย่อมต้องเป็นเรื่องโป้ปดอยู่แล้ว! พวกเราช่างโชคดีนัก ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ชนะเลิศรายการอักษรและภาพวาด”


ในหุบเขา ผู้เข้าแข่งขันการประลองหมากต่างก็พากันยิ้มแย้มและปรบมือแสดงความยินดีเช่นกัน


โลกทั้งใบคล้ายกำลังหมุนวนรอบตัวจีเฉินอย่างรวดเร็ว


“ข้อสอบของใครนะ?” เขาเบิกตากว้าง ราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าที่ศีรษะ พึมพำว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นไปไม่ได้!”


“ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว ตัวอักษรคำว่า ‘ไข่ไก่’ สองตัวที่ท่านเขียน ไม่สิ เวลานี้ต้องเรียกว่า ‘เทียบอักษรไข่ไก่’ ต่างหาก ช่างวิจิตรบรรจงถึงขีดสุด เหมาะสมกับตำแหน่งอย่างแท้จริงขอรับ!”


เทียบอักษรไข่ไก่?


ขาของจีเฉินอ่อนยวบ รีบคว้าจับราวระเบียงไว้แน่น ถึงพอจะพยุงตัวไม่ให้ร่วงตกลงไปในหุบเขาได้


“ข้าไม่ได้เป็นคนเขียนนะ!”


ปฐมาจารย์เต๋าโปรดคุ้มครอง นี่ข้าไปคบสหายแบบไหนกันแน่เนี่ย


ทุกคนต่างพากันกรูเข้ามา แย่งชิงกันช่วยประคองตัวเขาไว้


เจ้าสำนักศึกษาชิงหยาค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากด้านหลังฝูงชน ยิ้มอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ตัดสินกันที่ผลงานบนแผ่นกระดาษ ไม่ถามหาที่มา เจ้าก็คือผู้ชนะเลิศรายการอักษรและภาพวาด ไปกับพวกเราเถิด”



สายน้ำตกทอดตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง เสียงน้ำดังกึกก้องกังวาน


มีเสียงฉินดังขึ้นเป็นระยะ กลบเสียงสายน้ำที่รินไหล


แสงอัสดงสาดส่อง เรือนไม้ไผ่ริมสระน้ำถูกฉาบด้วยแสงสีทองอร่าม


ยิ่งการประลองฉินดำเนินไปถึงช่วงท้าย ผู้คนก็ยิ่งหลั่งไหลมาฟังมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเดินทางมาเพื่อรอฟังเพลงของเมี่ยวเยียน


ข่าวที่ว่าเมี่ยวเยียนจะร่วมดีดบรรเลงหลังจากจบการประลองฉิน ได้แพร่สะพัดไปทั่วนิกายฮวาเว่ยแล้ว


ฝูงชนยืนล้อมรอบสระน้ำ ตั้งแต่ริมตลิ่งไปจนถึงเนินเขา เพื่อรอคอยเมิ่งจื่อเซียนจื่อผู้มีฉายาว่า ‘เสี่ยวเมี่ยวเยียน’ ขึ้นแสดงก่อน


เวลานี้ผู้คนเริ่มกระซิบกระซาบกัน เหล่าผู้ดูแลต่างวิ่งวุ่นไปทั่ว


“เหตุใดเมิ่งจื่อเซียนจื่อจึงยังไม่ขึ้นแสดงอีกเล่า? มีใครรู้บ้างว่านางไปที่ใด?”


“มีคนเห็นนางเดินไปยังเรือนไม้ไผ่ที่นางเซียนเมี่ยวเยียนพักอยู่”


ภายในเรือนไม้ไผ่ เมิ่งจื่อคุกเข่าคำนับเมี่ยวเยียน “คารวะศิษย์พี่เจ้าค่ะ”


เมี่ยวเยียนยิ้มกล่าว “มีเรื่องอันใดหรือ?”


ผู้ฝึกตนสายเสียงดนตรีที่เยาว์วัย งดงาม และมีพรสวรรค์ เมี่ยวเยียนเคยพบเจอมานับไม่ถ้วน


คนตรงหน้าก็เป็นเพียงหนึ่งในนั้นที่แสนธรรมดา


ในใจของนางไร้ซึ่งระลอกคลื่นความรู้สึกใดๆ


เมิ่งจื่อกล่าวด้วยความกังวล “บทเพลงนี้เมื่อเล่นไปได้ครึ่งเพลง ข้ามักจะดีดผิดพลาดไปสองตัวโน้ตเสมอ จึงบังอาจมาขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่เจ้าค่ะ”


อาจารย์ของนางเป็นเพียงผู้อาวุโสตำแหน่งลอยในสำนักเซียนอิ๋น ครั้งนี้ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานชุมนุมปัญญาชนด้วย


ยามมีข้อสงสัยจึงไร้ผู้ให้สอบถาม ทำได้เพียงบากหน้ามาขอคำชี้แนะจากเมี่ยวเยียน


ช่วงหลายปีมานี้นางสร้างชื่อเสียงจนโด่งดัง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ได้รับฉายาว่า ‘เสี่ยวเมี่ยวเยียน’


ในใจย่อมมีความยินดี แต่ทุกครั้งที่ได้พบกับเมี่ยวเยียน ก็ยังคงรู้สึกราวกับได้พบเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายแก่ใจในความต่ำต้อยของตนเอง


เมี่ยวเยียนนั่งตัวตรง สดับฟังอีกฝ่ายดีดไปสองท่วงทำนอง แล้วพยักหน้าเบาๆ “ใช้ได้ นับว่ามีตำหนิเพียงเล็กน้อยดั่งหยกงาม”


ใบหน้าของเมิ่งจื่อแดงระเรื่อ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างอดไม่ได้ ราวกับได้รับกำลังใจอันยิ่งใหญ่


“โบราณกล่าวไว้ ‘คุณธรรมทั้งเก้าแห่งฉิน ได้แก่ แปลกใหม่, โบราณ, ชุ่มชื้น, โปร่งใส, หอมกรุ่น, กระจ่าง, สม่ำเสมอ, สงบ’ ” เมี่ยวเยียนแตะปลายนิ้วของอีกฝ่าย ดีดสายส่งสำเนียงเสียงสองคราให้ฟัง “เจ้าเพียงแต่ยังไม่สงบพอ”


เมิ่งจื่อชะงักไป


เมี่ยวเยียนกล่าวเรียบๆ “จิตใจฟุ้งซ่าน เสียงฉินย่อมไม่สงบ ความอยากเอาชนะเป็นเรื่องดี แต่ยามกดสายฉิน ต้องลืมเลือนเรื่องแพ้ชนะไปให้สิ้น หากนำความสงบเข้าสู่บทเพลงไม่ได้ ลมปราณของเจ้าจะตึงเครียดเกินไป เสียงฉินก็จะติดขัด”


“ขอบคุณศิษย์พี่เจ้าค่ะ!” เมิ่งจื่อคำนับอย่างนอบน้อม


“ไปเถิด ตั้งใจดีดให้ดี” เมี่ยวเยียนกล่าว “ขอให้เจ้าคว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศมาครองได้”


แม้จะเป็นตำแหน่งผู้ชนะเลิศที่ไม่มีใครจดจำก็ตาม


หากมีใครมาขอคำชี้แนะ เมี่ยวเยียนมักจะปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่เคยหวงวิชา


ดังนั้นศิษย์รุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ในสำนักเซียนอิ๋น จึงเคารพเลื่อมใสในตัวนางจากใจจริง และคอยปกป้องชื่อเสียงของนางอยู่เสมอ


วั่งซูคิดว่านี่คือวิธีการซื้อใจคนของศิษย์ จึงไม่เคยคิดจะห้ามปราม


คนอื่นคิดว่านี่คือความเมตตาและจิตใจอันสูงส่งของเมี่ยวเยียน


แต่หารู้ไม่ว่า นี่เป็นเพียงความมั่นใจในตนเองของเมี่ยวเยียนต่างหาก—


‘ต่อให้ข้าจะสั่งสอนเจ้าจนหมดสิ้น เจ้าก็ไม่มีทางดีดได้ดีเท่าข้าอยู่ดี’


นางฟังการประลองฉินมาเกือบทั้งวัน เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง


บทเพลงที่ตนเองแต่งขึ้น ต่อให้ฟังไม่รู้เบื่อเพียงใด นางก็ใกล้จะฟังจนเอียนแล้ว


เวลานี้นางอยากจะฟังบทเพลงใหม่ๆ สักเพลง


แต่ในโลกบำเพ็ญเพียร จะไปหาบทเพลงใหม่มาจากที่ใดกันเล่า?



หลังจากผู้คนเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ปรากฏตัว


เมิ่งจื่อเซียนจื่ออุ้มฉินโบราณ ก้าวเดินตรงไปยังริมสระน้ำทีละก้าว


ฝูงชนต่างแยกออกเป็นสองทางโดยอัตโนมัติ


นางสวมชุดกระโปรงสีแดง ปักลวดลายมวลบุปผางดงามเปล่งประกาย ยามชายกระโปรงแผ่กว้างออก ก็ประดุจมวลบุปผาเบ่งบานพร้อมเพรียงกัน


เสียงฉินเริ่มบรรเลง กังวานและไพเราะ สอดประสานเข้ากับเสียงสายน้ำที่รินไหลได้อย่างลงตัว


ทุกคนพลันรู้สึกราวกับมีสายลมวสันต์พัดผ่านใบหน้า


ความไม่พอใจและความกังวลใจจากการรอคอยมลายหายไปสิ้น บังเกิดความรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจอย่างบอกไม่ถูก


ระลอกคลื่นบนผิวน้ำค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เกิดการสั่นไหวเป็นระลอกโดยมีผู้ดีดฉินเป็นศูนย์กลาง


เมื่อบทเพลงดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ เสียงฉินพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ประดุจเสียงหงส์กู่ร้องก้องกังวาน ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า


เสียงกระพือปีกดังพึ่บพั่บแว่วมาจากรอบทิศทาง


ทุกคนต่างตกตะลึง


เห็นเพียงฝูงนกกระจอกและกาดำบินมาจากกิ่งไม้ นกดุเหว่าและนกสาริกาบินมาจากพงไพร ห่านป่าและนกกระเรียนขาวบินแหวกม่านเมฆลงมา


หมู่วิหคนับไม่ถ้วนต่างพากันหลั่งไหลมารวมตัว ขนหลากสีสันบินว่อนไปทั่วท้องฟ้า


พวกมันบินวนเวียนอยู่รอบกายหญิงสาวผู้ดีดฉิน ไม่ยอมบินจากไป ส่งเสียงขับขานรับกันอย่างไพเราะ


เสียงฉินพลันฮึกเหิมและก้องกังวาน หมู่วิหคต่างส่งเสียงร้องประสานรับกับท่วงทำนองเพลงของนาง


เมื่อบทเพลงสิ้นสุดลง ฝูงนกก็บินจากไป


เมิ่งจื่อลุกขึ้นยืน มวลบุปผาหุบกลีบลง


ทั่วทั้งลานเงียบกริบ มีเพียงเสียงน้ำตกที่ยังคงดังกึกก้องเช่นเดิม


ผู้คนต่างตกอยู่ในภวังค์เป็นเวลานาน รู้สึกปลอดโปร่งแจ่มใส ความเหนื่อยล้าพลันหายไปจนสิ้น


ภายในศาลากลางสระน้ำ


วั่งซูกล่าวชื่นชม “ตบะเพียงขอบเขตสร้างรากฐาน แต่กลับสามารถดึงดูดปรากฏการณ์ร้อยวิหคคารวะหงส์ออกมาได้ นับว่ามีพรสวรรค์เหนือล้ำยิ่งนัก”


นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หันไปกล่าวกับผู้ฝึกตนหญิงที่มีสีหน้าเย็นชาข้างกายว่า “น่าเสียดายที่นางกราบผู้อื่นเป็นอาจารย์ไปเสียแล้ว”


วิชาคงความเยาว์วัยของสำนักเซียนอิ๋นนั้นเป็นเลิศในใต้หล้า วั่งซูยังคงมีรูปโฉมงดงามสะพรั่ง ส่วนศิษย์พี่เจี้ยงอวิ๋นเซียนจื่อของนาง แม้ตบะจะทัดเทียมกัน แต่ความเยาว์วัยกลับล่วงเลยไปจนผมขาวโพลนทั้งศีรษะ


เจี้ยงอวิ๋นยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มจางๆ “ไม่เป็นไร เรื่องการรับศิษย์ ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาที่กำหนดไว้”


นอกจากพวกนางสองคนแล้ว ภายในศาลายังมีผู้ฝึกตนสายเสียงดนตรีจากสำนักอื่นอีกสี่ห้าคน ซึ่งล้วนเป็นปรมาจารย์ด้านฉินทั้งสิ้น


แต่ทุกคนต่างยืนอยู่


ตั้งแต่การประลองฉินเริ่มต้นขึ้น ยืนยาวนานจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า


มีเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่


เวลานี้ คนผู้นั้นขยับริมฝีปากบาง เอ่ยคำพูดออกมาสี่คำอย่างเรียบเฉย


“ดีดได้ไม่เลว”


เมื่อวั่งซูได้ยินคำพูดนี้ ในใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์เตือนภัยขึ้นมา


นางหันหน้าไป ทอดสายตามองไปยังชั้นบนสุดของเรือนไม้ไผ่ริมสระน้ำด้วยแววตาเข้มงวด


เมี่ยวเยียนยืนพิงระเบียง พยักหน้าตอบรับอาจารย์จากระยะไกล แต่ในใจกลับลอบถอนหายใจ


วันนี้เมิ่งจื่อแสดงฝีมือได้เกินมาตรฐาน ดีดได้ในระดับสูงสุดของนางแล้ว ไม่ว่าจะได้รับการจารึกชื่อหรือไม่ ก็ไม่ควรมีความเสียดายใดๆ อีก


เมี่ยวเยียนคิดเช่นนั้น จึงเอ่ยสั่งสาวใช้อย่างเรียบเฉย “ไปนำฉินของข้ามาเถิด”


สำหรับคนต่อไป ก็เป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียง บังเอิญถูกจัดลำดับมาอยู่หลังเมิ่งจื่อ คาดว่าคงจบลงอย่างรวดเร็ว


สาวใช้ประคองกล่องใส่ฉินเข้ามาด้วยสองมือ


เมี่ยวเยียนเปิดฝากล่องออก


แสงรัศมีห้าสีสว่างวาบขึ้นมา ขับเน้นใบหน้าอันไร้ที่ติของนางให้ดูงดงามเปล่งประกายยิ่งขึ้น


เป็นไปตามที่เมี่ยวเยียนคาดการณ์ไว้ ยามที่ผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปก้าวขึ้นสู่สนาม ผู้คนยังคงจมดิ่งอยู่กับภาพหมู่วิหคขับขาน อยากจะเชิญให้เมิ่งจื่อเซียนจื่อกลับมาดีดบรรเลงต่อเสียด้วยซ้ำ


เมื่อหันไปมองคนผู้นั้น จึงรู้สึกว่านางปรากฏตัวขึ้นมาผิดจังหวะเวลาอย่างยิ่ง รวดเร็วและกะทันหันเกินไป


ร่างนั้นอรชรอ้อนแอ้น สวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย สวมหมวกมี่หลีคลุมศีรษะ


“ขออภัย ช่วยหลีกทางด้วย” นางก้าวเดินอย่างมั่นคง ผ้าคลุมสีขาวแทบไม่ไหวติง มองไม่เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ด้านใน


ทุกคนต่างจับจ้องมองดูนางด้วยความรำคาญใจ


แต่นางกลับไม่ยอมนั่งลงประจำที่ กวาดสายตามองไปรอบทิศทาง ไม่รู้ว่ากำลังค้นหาสิ่งใด หรือกำลังมองหาผู้ใดอยู่กันแน่


ผู้ดูแลข้างสนามเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “หมายเลขสามหกหกแปด เหอชิงชิงแห่งสำนักศึกษาชิงหยา”


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป