Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง

  • 24/08/2569

บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง


การประลองฉินจัดขึ้นใต้ธารน้ำตกสายธารเหิน ริมสระศิลาเขียว


ซ่งเฉียนจีกับจีเฉินออกเดินทางจากลำธารหินสีครามเพื่อไปชมการประลองฉิน แทบจะต้องเดินข้ามผ่านพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของนิกายฮวาเว่ย


ขุนเขาสายน้ำทอดยาว เส้นทางบนเขาลึกชัน


แต่ทั้งสองคนจิตใจผ่อนคลาย ฝีเท้าเบาสบาย จึงไม่รู้สึกว่าหนทางยาวไกลแต่อย่างใด


ซ่งเฉียนจีผ่อนคลาย เพราะนี่คือนิสัยปกติของเขาเวลาเดินเล่นชมทัศนียภาพ


ส่วนจีเฉินผ่อนคลาย เป็นเพราะในที่สุดก็ผ่านพ้นรายการอักษรและภาพวาดมาได้ ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง ตัวเบาสบายไร้กังวล


ทันใดนั้น ฝุ่นควันเบื้องหน้าพลันตลบอบอวล กลุ่มผู้ดูแลวิ่งตรงรี่สวนทางมา ในมือชูสัปทนและพัดโบกสำหรับขบวนเกียรติยศอันวิจิตรตระการตา วิ่งฝ่าทางมาอย่างเร่งรีบ


ซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวยืนหลบข้างทางเขา เปิดทางให้พวกเขาผ่านไปก่อน


จีเฉินมีนิสัยกระตือรือร้นไม่อยู่นิ่ง จึงรั้งตัวผู้ดูแลคนสุดท้ายในขบวนไว้ทันที


“ขอถามสหายเต๋า เส้นทางนี้มุ่งหน้าไปยังลำธารหินสีคราม ที่นั่นเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? เหตุใดจึงเร่งรีบถึงเพียงนี้?”


ผู้ดูแลผู้นั้นเห็นเขาตบะต่ำเตี้ย สีหน้าพลันฉายแววรำคาญ แต่ในมือกลับถูกยัดถุงเก็บของใบหนึ่งเข้ามาเสียก่อน


พอก้มลงมอง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันควัน ยิ้มแย้มกล่าวว่า


“ท่านเซียนน้อยคงยังไม่ทราบ รายการอักษรและภาพวาดเพิ่งจะสิ้นสุดลง ปราชญ์อักษรจะเดินทางไปยังหอเหวินซิงริมลำธารหินสีครามเพื่อตรวจข้อสอบด้วยตนเองขอรับ เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน พวกเราเองก็เพิ่งได้รับคำสั่งถ่ายทอดมาจากท่านผู้นำนิกาย ต่อหน้ามหาปราชญ์ไม่สะดวกที่จะใช้อาวุธวิเศษบินเหิน จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าเดินทาง...”


จีเฉินเข้าใจเรื่องราวได้ทันที


ปราชญ์อักษรเพิ่งจะก้าวออกจากเรือเหาะเฟยอวิ๋นโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ทำให้เบื้องบนของนิกายฮวาเว่ยต่างตื่นตระหนกตกใจ


ท่านผู้นำนิกายซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินมิอาจคาดเดาเจตนาของมหาปราชญ์ได้ ทั้งยังเกรงว่าจะดูแลต้อนรับได้ไม่ทั่วถึง จึงเรียกระดมเจ้าของยอดเขาและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดไปรอรับอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งจัดเตรียมขบวนเครื่องดนตรีและขบวนเกียรติยศไว้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน


“หากท่านเซียนน้อยต้องการแสวงหาวาสนาเซียน ตอนนี้มุ่งหน้าไปยังลำธารหินสีคราม ไม่แน่อาจจะมีวาสนาผูกพันก็ได้นะขอรับ” ผู้ดูแลประสานมือ กล่าวคำอวยพรประโยคหนึ่งแล้วรีบสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว


ทิ้งให้จีเฉินยืนอึ้งอยู่กับที่ จ้องมองซ่งเฉียนจีตาค้าง


“ปราชญ์อักษรจะมาตรวจดูด้วยตนเองจริงๆ รึ? คงไม่ใช่กระมัง?”


เดิมทีนิกายฮวาเว่ยได้เชิญปรมาจารย์ด้านอักษรและภาพวาดผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและเปี่ยมด้วยคุณธรรมแห่งโลกบำเพ็ญเพียรสิบท่านมาทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน เพื่อตรวจให้คะแนนและตัดสินอันดับ


จีเฉินคิดว่าการถูกคนเหล่านั้นตัดสินให้อยู่อันดับสุดท้าย แม้จะขายหน้าอยู่บ้างแต่ก็พอรับไหว ขอเพียงจิตใจมองโลกในแง่ดี อย่างมากก็แค่ทนรับเสียงหัวเราะเยาะไป


แต่หากปราชญ์อักษรเป็นผู้เอ่ยปากด้วยตนเองว่าเขาไร้ทางเยียวยา เช่นนั้นเขาย่อมต้องกลายเป็นตัวตลกของคนในตระกูลไปตลอดกาล ชะตาชีวิตย่อมต้องดิ่งลงเหวอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และน้องสาวก็ต้องพลอยเดือดร้อนเพราะเขาไปด้วย


วาจาเดียวชี้ขาดความเป็นตาย กำหนดชะตากรรมทั้งชีวิตของผู้อื่น นี่คือพลังอำนาจของผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุด


ตอนแรกซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจความกังวลของจีเฉิน


สำหรับเขาแล้ว ขอเพียงวาดสิ่งที่อยู่ในใจลงบนกระดาษ เรื่องราวนี้ก็นับว่าจบลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว


ดอกมันฝรั่งเบ่งบานอยู่ในใจ ส่วนภาพวาดแผ่นนั้นจะถูกส่งไปที่ใด หรือใครจะเป็นผู้ประเมินค่า เขาไม่สนใจอีกต่อไป


ทว่ากลับได้ยินจีเฉินกล่าวว่า “หากปราชญ์อักษรเห็นรูปวงกลมของข้า แล้วคิดว่าข้าทำตัวลวกๆ ไร้มารยาทล่ะก็...”


ซ่งเฉียนจีเข้าใจในที่สุด จึงเอ่ยปลอบใจ “ท่านผู้เฒ่าจิตใจกว้างขวางดั่งมหาสมุทร มีความรู้รอบรู้ฟ้าดิน คงไม่ถือสากับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอก”


คำพูดนี้จริงครึ่งเท็จครึ่ง


ขนาดจิตใจของอีกฝ่ายจะกว้างแคบเพียงใดเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย


แต่จากประสบการณ์ตรงในชาติก่อน มหาอำนาจขอบเขตแปลงเทวะ ย่อมขี้เกียจเกินกว่าจะมาใส่ใจเรื่องไร้สาระของปลาซิวปลาสร้อยขอบเขตรวบรวมปราณคนหนึ่งอย่างแน่นอน


อีกอย่างเจ้าก็ไม่ใช่ผู้กอบกู้เว่ยเจินอวี้เสียหน่อย


จีเฉินเตะก้อนหินริมทาง กระวนกระวายใจ “รู้อย่างนี้ ข้าไม่ควรวาดแค่วงกลมเดียวเลย!”


ซ่งเฉียนจีประหลาดใจ “แล้วเจ้าจะวาดอะไรได้อีกเล่า?”


“อย่างน้อยก็ต้องวาดสักห้าวง มากกว่าเดิมตั้งสี่วง! วาดให้เต็มแผ่นกระดาษ จะได้ดูครึกครื้นและกลมเกลียวสมบูรณ์!”


จีเฉินเตะก้อนหินกลับมา พยายามหาความสุขท่ามกลางความกังวล


ซ่งเฉียนจีหลุดยิ้ม “ข้อสอบตั้งหลายพันแผ่น คงไม่บังเอิญเปิดมาเจอพวกเราสองคนพอดีหรอก ผลงานที่จะผ่านตาปราชญ์อักษรได้ ย่อมต้องถูกเหล่าผู้ตัดสินคัดสรรผลงานยอดเยี่ยมมาแล้วเป็นแน่”


ดวงตาของจีเฉินเป็นประกาย “มีเหตุผล ผลงานไม่ได้เรื่องพวกนั้นพวกเขาไม่มีทางกล้าเอาออกไปโชว์ให้ระคายสายตามหาปราชญ์แน่นอน พวกเราใช้ความสามารถที่แท้จริงรั้งท้ายตาราง ย่อมไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล ขอบคุณพี่น้องซ่งที่ช่วยชี้แนะ!”


แต่ซ่งเฉียนจีกลับคิดในใจว่า ชาติก่อนปราชญ์อักษรไม่ได้ปรากฏตัวในงานชุมนุมปัญญาชนเลยสักนิด


ตอนที่เขาได้ยินข่าวนี้ครั้งแรก เขาคาดเดาว่าคงเป็นเพราะผู้กอบกู้ปรากฏตัวขึ้นในนิกายฮวาเว่ย


แต่เมื่อครู่ที่ริมลำธารหินสีคราม เขาแอบสังเกตผู้คนทั่วทั้งลาน ก็ไม่พบผู้ฝึกตนที่น่าสงสัยเลยแม้แต่คนเดียว


ซ่งเฉียนจีเอ่ยถามจีเฉิน “ผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมรายการอักษรและภาพวาดในวันนี้ มีใครแซ่เว่ยหรือไม่?”


จีเฉินยิ้มกล่าว “เจ้าหมายถึงเว่ยจ้านหยาง คนที่สลักอักษรบนหน้าผาหินพร้อมกับจ้าวมู่ใช่ไหม?”


“ไม่ใช่ ไม่ใช่เขา”


เว่ยเจินอวี้ในช่วงแรกมักเก็บงำประกาย ซ่อนตัวตน ไร้ผู้ใดรู้จัก


จีเฉินเกาหัว “แซ่เว่ยเป็นแซ่ใหญ่ในโลกบำเพ็ญเพียร คนที่เจ้าตามหา อยู่ตระกูลเว่ยแห่งกิ่งอำเภอเชวี่ยเสอ หรือตระกูลเว่ยแห่งกิ่งอำเภอซานชิงล่ะ?”


“ไม่ใช่ทั้งสองแห่ง คนผู้นั้นน่าจะเกิดในครอบครัวปุถุชน ไม่ใช่บุตรหลานตระกูลใหญ่ หรืออาจจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนสันโดษ” ซ่งเฉียนจีครุ่นคิด “วันนี้เจ้าเคยพบเจอศิษย์แซ่เว่ยที่ตบะต่ำเตี้ยและดูธรรมดาสามัญบ้างหรือไม่?”


จีเฉินส่ายหน้า “ดูธรรมดาสามัญแล้วยังกล้าใช้แซ่เว่ยอีกรึ? ผู้ฝึกตนระดับล่างยามท่องเที่ยวในโลกบำเพ็ญเพียร ย่อมยึดหลักรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เปลี่ยนแซ่ไปใช้แซ่อื่นย่อมสะดวกสบายกว่า เพื่อไม่ให้ชื่อแซ่ไปซ้ำซ้อนจนเป็นการล่วงเกินคนตระกูลใหญ่เข้าโดยไม่รู้ตัว”


ซ่งเฉียนจีรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง คราวนี้คงไม่มีวาสนาได้พบเจอเสียแล้ว


ปราชญ์อักษรไม่น่าจะมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งอันใดกับนิกายฮวาเว่ย


หากเว่ยเจินอวี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วเขาเดินทางมาทำไมกัน?


“เรื่องนี้สำคัญมากหรือไม่?” จีเฉินเสนอแนะ “ข้าสามารถใช้เงินจ้างคนให้ช่วยตามหาได้นะ มีรางวัลใหญ่ย่อมต้องมีคนกล้าอาสาแน่นอน!”


ซ่งเฉียนจีรีบปฏิเสธทันควัน “แค่ถามดูเฉยๆ ไม่ต้องลำบากหรอก ไปเถอะ ไปฟังเสียงฉินกัน”


ต้นสนเขียวชอุ่ม หมอกขาวลอยล่อง


“ข้างหน้าคือหุบเขาพายุอัคนี พวกเราแวะไปดูการประลองหมากสักหน่อยดีไหม? อุตส่าห์เดินมาตั้งไกลขนาดนี้แล้ว...” จีเฉินเอ่ยคำพูดทองคำแปดคำสำหรับการท่องเที่ยวที่น่ากลัวที่สุดออกมา “ไหนๆ ก็มาแล้ว ไม่แวะดูก็เสียเที่ยวแย่”


“ไปสิ” ซ่งเฉียนจีพยักหน้า


หุบเขามีชัยภูมิเว้าลึก ผู้ชมทำได้เพียงยืนอยู่บนระเบียงชมการประลองตรงไหล่เขา มองลงไปเบื้องล่าง


จีเฉินถาม “พี่น้องซ่งเล่นหมากเป็นหรือไม่? เคยเล่นมาก่อนไหม?”


“เคยเล่นครั้งหนึ่ง” ซ่งเฉียนจีครุ่นคิด “นับว่าพอเป็นอยู่บ้างล่ะนะ”


การเล่นหมากสิ้นเปลืองเวลา ชาติก่อนเขาไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น


แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาบุกเข้าสู่สุสานโบราณของมหาคุรุ เพื่อนำตำราเพลงฉินโบราณมามอบให้เมี่ยวเยียน จนพลัดหลงเข้าไปในค่ายกลหมากกระดานหนึ่ง


หากแก้หมากกลตกค้างไม่ได้ ย่อมไม่สามารถออกไปได้


ซ่งเฉียนจีทำได้เพียงพลิกอ่านตำราหมากทั้งหมดในสุสาน เรียนรู้ไปพลางเดินหมากไปพลาง เรียนรู้เดี๋ยวนั้นก็นำมาใช้เดี๋ยวนั้น


สิบสามวันให้หลังจึงทำลายค่ายกลหนีรอดออกมาได้ ในสภาพที่แทบจะหมดแรงไปครึ่งชีวิต


หากนับตามการหมุนเวียนของเวลาภายในสุสานโบราณ การทำลายค่ายกลหมากกระดานนั้น เขาใช้เวลาไปถึงสิบสามปีเต็ม


สิบสามปีที่ไม่เคยหยุดพักแม้เพียงชั่วอึดใจ จดจ่อสมาธิอยู่กับสิ่งเดียว ต่อให้เป็นเทพเซียนก็คงถูกบีบจนคุ้มคลั่ง


นั่นคือการเล่นหมากครั้งแรกของซ่งเฉียนจี และเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน


จีเฉินเข้าใจว่าคำว่า “พอเป็นอยู่บ้าง” ของซ่งเฉียนจี หมายถึงเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้กฎกติกา จดจำรูปแบบการเดินหมากพื้นฐานได้ไม่กี่แบบ และยังไล่ตามกระดานไม่เป็น


เขารู้สึกเหมือนได้พบสหายร่วมอุดมการณ์ จึงเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า


“ตอนเด็กๆ ข้าเคยเล่นตั้งสองครั้ง ยังมากกว่าเจ้าตั้งครั้งหนึ่งแนะ!”


พวกปลาซิวปลาสร้อยไร้ฝีมือ ย่อมต้องเห็นอกเห็นใจและกอดคอรั้งท้ายไปด้วยกัน



สายน้ำตกทอดตัวลงมาราวกับแพรไหมสีขาว ทะยานดิ่งลงสู่สระศิลาเขียวเบื้องล่าง


น้ำในสระซัดสาด ละอองน้ำฟุ้งกระจาย สะท้อนแสงแดดยามเย็นจนปรากฏเป็นสะพานสายรุ้งหลากสีสัน


ห่างจากริมสระน้ำไปไม่ไกล มีเรือนไม้ไผ่สามสี่หลังปลูกสร้างเชื่อมต่อกัน


เหล่าผู้ฝึกตนสายเสียงดนตรีที่เข้าร่วมการประลองฉินต่างนั่งรอรอบการแสดงอยู่ภายในเรือนไม้ไผ่ ในจำนวนนี้เจ็ดส่วนเป็นศิษย์จากสำนักเซียนอิ๋น ส่วนสำนักอื่นมีเพียงสามส่วนเท่านั้น


พวกเขาจิบชาพูดคุยไปพลาง สดับฟังเสียงฉินที่แว่วมาจากริมสระน้ำไปพลาง


ไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่จะมีโอกาสได้ดีดบรรเลงบทเพลงจนจบ


บางคนฝีมือการดีดฉินยังไม่ถึงขั้น ยังดีดไม่ทันถึงครึ่งเพลง ก็ถูกผู้ตัดสินในศาลาโยนก้อนหินลงสระน้ำ


เสียงหินตกกระทบผิวน้ำเป็นดั่งสัญญาณยุติ ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกขัดจังหวะทำได้เพียงอุ้มฉินเดินลงจากเวทีไป


แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องทั่วเรือนไม้ไผ่


เหล่าผู้ฝึกตนหญิงรุ่นเยาว์จับกลุ่มสามสี่คน สวมเสื้อผ้าอาภรณ์งดงาม เปล่งประกายเจิดจ้า


ณ มุมมืดที่แสงแดดส่องไม่ถึง มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว


ผู้ฝึกตนหญิงที่แต่งกายอย่างประณีตสองสามคนเดินผ่านไป เมื่อเห็นคนผู้นั้นต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ


“นั่นไม่ใช่แม่นางเหอ...” พวกนางหลุดปากเอ่ยแซ่ออกมา ก่อนจะรีบหุบปากทันควัน คล้ายไม่ยินยอมจะเรียกอีกฝ่ายว่าศิษย์น้อง


เพียงแต่ยืนมองอยู่ไกลๆ ชี้ไม้ชี้มือไปยังมุมมืด กระซิบกระซาบกันว่า


“เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย?”


“เฮ้อ ขอเพียงลงชื่อสมัคร ใครๆ ก็ย่อมมาได้ทั้งนั้นแหละ”


“นางอยู่อันดับที่เท่าไหร่หรือ?”


“ได้ยินว่าแสดงเป็นคนสุดท้าย”


“ไม่ใช่กระมัง แสดงปิดท้ายเนี่ยนะ?!”


คนที่มีความรู้เรื่องวงในเผยรอยยิ้มประหลาด “ลำดับการแสดงของนางถูกคนสับเปลี่ยนไปแล้ว คนที่ควรจะแสดงปิดท้ายงานชุมนุมความจริงคือเมิ่งจื่อเซียนจื่อต่างหาก”


“เมิ่งจื่อเซียนจื่อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในปีนี้ เจ้าของฉายา ‘เสี่ยวเมี่ยวเยียน’ คนนั้นน่ะหรือ?”


“ถูกต้อง! หลังจากเมิ่งจื่อเซียนจื่อดีดบรรเลงจบ ก็จะถึงคราวนางขึ้นแสดง”


“เช่นนั้นนางยังจะดีดไปทำไมกัน? รีบกลับบ้านไปเสียตอนนี้ ยังดีกว่าขึ้นไปดีดได้เพียงสองสามท่วงทำนองแล้วถูกไล่ลงมา”


อีกคนเอ่ยขึ้น “ไม่เพียงแค่นั้นนะ ข้ายังได้ยินมาว่า หลังจากการประลองสิ้นสุดลง นางเซียนเมี่ยวเยียนก็จะร่วมดีดบรรเลงสักเพลงหนึ่งด้วย”


สายตาที่ทุกคนมองไปยังเหอชิงชิงพลันเปลี่ยนไป จากการเยาะเย้ยถากถางกลายมาเป็นความเวทนาสงสาร


ในอดีต ผู้ฝึกตนที่เดินทางมาร่วมงานชุมนุมปัญญาชนเพื่อแสวงหาวาสนาเซียน แต่กลับถูกกดดันจนจิตเต๋าแตกสลายก็เคยมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง


ต้องมาดีดฉินคั่นกลางระหว่างเมิ่งจื่อเซียนจื่อกับนางเซียนเมี่ยวเยียนเนี่ยนะ?


ล้อเล่นอันใดกัน!


“ไม่รู้ว่านางไปล่วงเกินใครเข้า ถึงได้ถูกสลับลำดับการแสดงเช่นนี้”


“บางทีอาจจะไม่ได้ล่วงเกินใครเลยก็ได้”


ทุกคนครุ่นคิดดูแล้ว ต่างเห็นพ้องกับคำพูดนี้มากกว่า “นั่นสินะ”


ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบเมิ่งจื่อเซียนจื่อ ที่อยากจะหาใครสักคนมารับเคราะห์แทน เพื่อที่เมิ่งจื่อเซียนจื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นแสดงติดกับนางเซียนเมี่ยวเยียน เพราะใครเล่าจะอยากเป็นเพียงหญ้าแพรกที่รองรับความโดดเด่นของผู้อื่น?


หรือจะเป็นเหล่าผู้ฝึกตนหญิงจากสำนักศึกษาชิงหยาที่ไม่ชอบหน้านาง


นับแต่นางถูกผู้ดูแลสำนักช่วยชีวิตออกมาจากถ้ำมาร ป้ายที่ชื่อว่า “เด็กสาวที่ปราชญ์จื่อเยี่ยพาตัวกลับมา” ก็ติดตัวนางมาตลอด


เรื่องนี้ทำให้ผู้ฝึกตนหญิงหลายคนรู้สึกไม่สบอารมณ์ เทพเซียนบนสรวงสวรรค์ ไม่ควรจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับมนุษย์ในโคลนตมเลยสักนิด


เหอชิงชิงไม่จำเป็นต้องไปล่วงเกินใคร นางก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับสุดท้ายได้


เพราะนางรังแกง่ายที่สุด และไม่เคยตอบโต้เลยสักครั้ง


เหอชิงชิงคล้ายจะไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น


นางเพียงแต่อุ้มฉิน นั่งนิ่งอยู่ในเงามืดอันเงียบสงัด


แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งสนเข็ม ลมฝนมิอาจสั่นคลอน


ปล่อยให้ผู้คนรอบข้างเดินผ่านไปมา ปล่อยให้ข่าวลือพัดผ่าน นิ้วมือในแขนเสื้อขยับเบาๆ ยังคงฝึกซ้อมท่วงทำนองเพลงอยู่ในใจ


ทันใดนั้น ปลายนิ้วของนางก็หยุดชะงัก กำแน่นเข้าหากัน


“ข้าได้ยินมาว่าฉินของนางถูกคนทุบทำลายไปแล้ว เวลานี้ เหตุใดจึงมีฉินหลี่อี่ไถ่อยู่ในมือ? นางไปเอาหินปราณมาจากที่ใด ถึงซื้อหากู่ฉินราคาสูงลิบปานนี้ได้!”


“ใครจะไปรู้ล่ะ ช่วงนี้มีใครทำฉินหายบ้างหรือไม่ บังเอิญทำฉินหลี่อี่ไถ่หายไปหรือเปล่า?”


เหอชิงชิงเงยหน้าขึ้นมอง จดจำใบหน้าของคนเหล่านั้นไว้ในใจเงียบๆ


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป