เราสองคนกอดจูบนัวเนียตรงประตูห้อง ร่างอ้อนแอ้นของโบกี้บิดส่ายไปมาอยู่ในอ้อมกอดของผม เธอส่งเสียงครางมีความสุขออกมาไม่หยุด ร่างของเธอกระตุกสะท้านทุกครั้งที่ผมตะปบมือลงไปขยำยิ่งทวีความหื่นกามขึ้นเรื่อย
เราสองคนกอดจูบนัวเนียตรงประตูห้อง ร่างอ้อนแอ้นของโบกี้บิดส่ายไปมาอยู่ในอ้อมกอดของผม เธอส่งเสียงครางมีความสุขออกมาไม่หยุด ร่างของเธอกระตุกสะท้านทุกครั้งที่ผมตะปบมือลงไปขยำยิ่งทวีความหื่นกามขึ้นเรื่อย
"คุณตาครับคุณตา เห็นแว่นตาผมหรือเปล่า อยู่ดี ๆ มันก็หายไป ผมต้องรีบไปแล้วไม่งั้นเรียนสายแน่"
ผมส่งเสียงดังพลางวิ่งลงบันไปไปชั้นใต้ดิน สองมือของผมกำลังพยายามจัดเสื้อนักศึกษาที่ยังไม่ได้กลัดกระดุม ส่วนผมของผมก็ยังยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่นนอนและไม่ได้หวีผม
"คุณตา ... อยู่หรือเปล่า"
ผมส่งเสียงเรียกอีกครั้งเมื่อลงไปถึงห้องใต้ดินที่อับชื้นและมืดหม่นเล็กน้อย ที่นี่คือชั้นใต้ดินของบ้านผม บ้านผมเป็นบ้านหลังใหญ่พอสมควร บ้านเรามีสามชั้น ไม่รวมชั้นใต้ดินที่เป็นห้องวิจัยของคุณตา แต่ผมอยู่กับคุณตาแค่สองคนเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะพ่อกับแม่ผมต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ
"หนวกหูโว้ย เอะอะจริง ๆ อะไรของแกวะไอ้หนุ่ม"
ผมมองหาคุณตาในห้องวิจัยตั้งนานแต่ก็ไม่เห็นเสียที สุดท้ายผมก็ต้องสะดุ้งโหยงตอนที่เสียงคุณตาดังออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วคุณตาก็ค่อย ๆ กลิ้งออกมาจากใต้โต๊ะด้วยท่าทีงัวเงีย สงสัยว่าคุณตาจะขี้เกียจขึ้นไปนอนในห้องนอนตามเคย
"แว่นผมครับตา ผมจำได้ว่าเมื่อวานผมวางไว้หน้าทีวี แต่ตอนนี้ผมหามันไม่เจอ คุณตาเอาแว่นผมไปทำอะไรหรือเปล่า"
ผมถามพลางติดกระดุมเสื้อ แล้วมองไปมองมารอบห้องทดลองของคุณตา อ้อ ลืมบอกไปเลย คุณตาผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ พ่อบอกว่าคุณตาเคยได้รับรางวัลโนบราโนเบลอะไรนั่นด้วย แต่หลังจากโดนรถชนสมองคุณตาก็เพี้ยน ๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ ผมก็เลยยังไม่เคยเห็นผลงานคุณตาเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่
"แว่นเอ็งก็หาเองซิวะ มาหาอะไรกับตา ใครจะไปรู้"
คุณตาอ้าปากหาวแล้วตอบแบบเฉื่อยชา ผมก็เกือบจะเชื่อแล้วนะว่าคุณตาไม่รู้เรื่อง ถ้าบังเอิญผมไม่หันไปเห็นแว่นตาของผมวางอยู่บนโต๊ะของคุณตาเข้าเสียก่อน
"อ้าว ตา นั่นไงแว่นผม ตาเอามาทำอะไร ตาลืมอีกแล้วล่ะซิ"
"หือ นั่นแว่นเอ็งเรอะไอ้หนุ่ม ... ไหน ๆ อ้อ พอดีเมื่อคืนตานึกทฤษฏีใหม่ได้ แล้วมันก็ต้องใช้แว่น ตาเลยเดินไปหาแล้วก็เจอแว่นวางบนโต๊ะ ตาเลยเอามาทำการทดลองติดตั้งวงจรควบคุมความคิดนิดหน่อย"
ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบแว่นตา แต่พอได้ยินว่าคุณตาทำอะไรบางอย่างกับแว่นผม ผมก็ชะงักแล้วรีบหดมือกลับมาเพราะไม่กล้าจับ ผมจำได้ว่าผมเคยเกือบตายเพราะสิ่งประดิษฐ์สุดเพี้ยนของคุณตาไปแล้วสองครั้ง และผมก็ไม่อยากจะเสี่ยงตายเป็นครั้งที่สาม
"ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว แว่นนี้ไม่มีอันตรายแน่นอน ตามั่นใจ แว่นนี้เป็นสุดยอดแห่งแว่นสำหรับการล้วงความลับจากพวกผู้ร้าย ไม่ว่าจะมีความลับอะไรแค่ใช้แว่นนี้ก็จะสามารถล้วงความลับได้หมด"
คุณตาเห็นผมทำท่าแบบนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะใหญ่ จากนั้นคุณตาก็เดินไปหยิบแว่นมายื่นให้ผม ผมเลยรับมาแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่แน่ใจ แต่ก็รับเอาไว้ในมือ แค่ยังไม่กล้าใส่เท่านั้น
"แว่นอะไรนะคุณตา"
"ตายังไม่ได้คิดชื่อนะ เอ็งเห็นปุ่มกดตรงข้างกรอบแว่นนั่นหรือเปล่า ถ้าเอ็งกดนะในแว่นจะมีรังสีเทต้าไตรเวฟความยาวคลื่นกว้างพิเศษออกมา ถ้าตอนนั้นใครเห็นแสงนี้เข้าสมองก็จะโดนควบคุมเป็นเวลาประมาณสิบสองชั่วโมง คนนั้นจะพูดแต่ความจริง แล้วก็เชื่อฟังทุกอย่างที่คนใส่แว่นพูดโดยไม่มีเงื่อนไข จะสั่งทางเสียงก็ได้ ทางโทรจิตก็ได้แต่ต้องใส่แว่นนะ แถมถ้าหมดเวลาแล้วคนนั้นก็จะจดจำไม่ได้ด้วยว่าเคยพูดเคยทำอะไรไว้ พวกเขาจะนึกว่าฝันไป รับรองว่าถ้ามีแว่นนี้ต่อให้มีผู้ร้ายปากแข็งแค่ไหนก็เก็บความลับไว้ไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ตานี่อัจฉริยะจริง ๆ"
ตาพูดอวดผลงานตัวเองเสียงดัง แต่ผมมองแล้วก็ไม่เห็นอะไรนะ เห็นแต่แว่นตาธรรมดา ที่แตกต่างออกไปก็มีแค่ปุ่มกดสีดำเล็ก ๆ ข้างกรอบแว่น ผมเลยทำท่าจะลองกดดูเผื่อว่าจะมีอะไรน่าสนใจ
"เฮ้ย ๆ ไอ้หนุ่ม อย่ากดมั่ว ๆ ซิโว้ย มันต้องสะสมพลังงาน กดครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาสะสม 48 ชั่วโมง ถึงจะใช้ได้อีกรอบ เอ็งจำไว้นะโว้ย ใส่แว่นจ้องตา รอให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายมองตาเราอยู่แล้วกดปุ่ม ถ้าไม่แน่ใจอย่ากด แล้วก็ใช้ได้ทีละคนนะโว้ย อ้าว เฮ้ย เอ็งจะรีบไปไหนวะไอ้หนุ่ม"
"ผมจะรีบไปเรียนครับตา ไปก่อนแล้วนะ เดี๋ยวไม่ทัน"
ผมยืนฟังอยู่พักหนึ่งแบบงง ๆ แล้วผมก็ก้มหน้ามองนาฬิกาแล้ววิ่งแจ้นขึ้นไปด้านบน ผมฟังที่ตาพูดมาเข้าใจนะ แต่ผมไม่ได้เชื่ออะไรกับสรรพคุณของแว่นนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินเรื่องสั่งด้วยพลังจิต เพราะผมโดนคุณตาหลอกมาเยอะ ผมเลยคว้ามาใส่แล้วรีบขับรถไปมหาวิทยาลัยตามปกติ พอไปถึงผมก็ลืมเรื่องแว่นไปแล้วด้วยซ้ำ
อ๊ะ ลืมไปเลย ผมชื่อหนุ่มครับ เป็นนักศึกษาวิศวะไฟฟ้าปีสองมหาวิทยาลัยแถวสนามหลวง ผมเป็นคนไม่โดดเด่นอะไรพิเศษครับ ไม่ได้หล่อ ไม่ได้คุยเก่ง กีฬาก็กลาง ๆ ยังพอมีดีที่การเรียนนี่แหละ ผมคงจะหัวดีตามกรรมพันธุ์ ก็เลยค่อนข้างได้เกรดดีทีเดียว
ส่วนเรื่องแฟน อืม ผมก็เล็ง ๆ อยู่นะ แต่ก็ยังไม่มีสักที ก็มาตรฐานผมมันสูงนี่นา ผมอยากได้สาวสวย ขาว หุ่นดี นมโตน่าฟัด ซึ่งผมก็เจอคนที่ใช่นะ แต่ปัญหาก็คือผมมันพวกความกล้าติดดิน แค่เดินเข้าไปคุยกับเขาก็ยังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ
คนที่ผมเล็งก็คนนี้ล่ะครับ เธอชื่อโบกี้ โบกี้เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนของผม เธอเป็นสาวสวยระดับดาวคณะ ผิวเธอขาวผุดผ่อง ผมยาว แก้มป่อง นมโต แบบว่าทุกอย่างของเธอโดนใจผมหมด ไม่มีอะไรเลยที่ผมไม่ชอบ ถ้าจะมีก็แค่อย่างเดียว คือเธอมีแฟนแล้ว แฟนเธอเป็นรุ่นพี่คณะนิเทศ และนั่นแหละคือคนที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิต
ระหว่างคาบเรียนผมก็ไม่ค่อยมีสมาธิมากหรอกครับ ผมทำเหมือนเพื่อนผู้ชายคนอื่น คือมักจะพยายามหาที่นั่งที่สามารถแอบมองโบกี้กัน และวันนี้ผมก็ดวงดีได้นั่งเยื้องกับโบกี้พอดี ผมเลยได้เห็นวิวสวย ๆ จนควยบวมเป่ง โบกี้นอกจากจะสวยน่าฟัดแล้ว เธอยังชอบแต่งตัวรัดสั้นอวดหุ่นสุดเซ็กซี่มายั่วหนุ่ม ๆ ให้น้ำลายสอด้วย
ผมนั่งกดแว่นแนบเข้าหาใบหน้า แล้วใช้สายตากวาดมองไปที่ลำคอขาวผ่องของเธอ ผมกลืนน้ำลายดังอึก แล้วผมก็ไล่สายตาลงไปที่เสื้อนักศึกษาตัวเล็กจิ๋ว
ผมมองดูก้อนเนื้อกลมที่ดันเสื้อนักศึกษาเนื้อบางออกมาเป็นก้อน นมเธอมันใหญ่ล้นจนผมรู้สึกหายใจหายคอไม่ออก และเมื่อผมกวาดสายตาต่ำลงไปอีก ผมก็มองเห็นน่องขาเรียวสวยที่ตัดกับกระโปรงนักศึกษาสั้นเต่อจนผมต้องกลืนน้ำลายลงคออีกอึกใหญ่ ผมรู้สึกปวดหนึบที่เป้ากางเกง และคาดว่าหลังคาบเรียนนี้ผมคงจะต้องไปปลดปล่อยในห้องน้ำสักรอบ
ผมแอบหันไปมองเพื่อนที่มันข้าง ๆ ผม แล้วเราก็ยิ้มให้อย่างรู้กัน จากนั้นผมก็แอบหันไปส่งยิ้มเหมือนผู้ชนะเพื่อเยาะเย้ยพวกที่ไม่ได้ที่นั่งขอบเวทีแบบผม แล้วผมก็หันมาแอบมองโบกี้ต่อจนหมดคาบเรียน ผมไม่รู้เรื่องเลยสักนิดว่าอาจารย์สอนอะไร
พอหมดคาบเรียนสิ่งที่ผมทำเป็นลำดับแรก ๆ ก็คือการไปเข้าห้องน้ำ ผมไม่ได้ปวดฉี่หรืออยากปลดทุกข์อะไรหรอก ผมแค่ปวดเป้ากางเกงจนทนไม่ไหว เลยต้องรีบไปหาที่ปลดปล่อยเสียหน่อย พอได้เข้าห้องน้ำผมก็ปลดกางเกง หลับตาแล้วคว้าดุ้นของผมออกมาสาวซอยยิก ในหัวผมตอนนี้มีแต่นมขาว ๆ ของโบกี้เต็มไปหมด
ผมสาวว่าวได้ไม่นานก็ตัวกระตุกฉีดน้ำเงี่ยนพุ่งปรี๊ดไปเลอะบนผนังห้องน้ำ ผมยืนเกร็งอีกครู่ใหญ่แล้วถึงค่อยคว้าเอากระดาษชำระมาทำความสะอาดทั้งตัวผมเองแล้วก็ฝาผนังห้องน้ำ
ตอนที่ผมเปิดประตูเดินออกไปผมชะงักไปพักหนึ่ง เพราะข้างนอกมีเพื่อนร่วมคณะกำลังมองมาทางผมแล้วหัวเราะ ผมเพิ่งแอบทำเรื่องไม่ดีมาก็เลยนึกว่าพวกมันกำลังขำผม แต่ความจริงผมรู้สึกว่าผมเก็บเสียงไว้ดีแล้วไม่น่าจะมีใครได้ยิน
ผมยืนงงอยู่พักใหญ่ เพื่อนมันก็ชี้ให้ผมดูไปทางห้องน้ำด้านในสุด ผมเลยค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะตอนนี้ผมกำลังได้ยินเสียงครางของผู้ชายดังมาจากห้องนั้น และผมก็จำเสียงมันได้ มันคือเพื่อนร่วมคณะของผมนี่เอง
"โอย ซี้ด โบกี้จ๋า แบบนั้นล่ะจ้ะ อูย เสียว โบกี้จ๋า อูย"
เสียงร้องครางของมันดังพร้อมกับประตูห้องน้ำที่สั่นสะเทือน ดูเหมือนว่ามันกำลังยืนพิงห้องน้ำแล้วช่วยตัวเองอยู่ พอสักพักมันก็ส่งเสียงดังออกมาเหมือนหมูถูกเชือดแล้วอาการสั่นของผนังไม้ก็หายไป มันคงเสร็จแล้ว