Your Wishlist

ถนนไบโลนซ์ 13 (ตอนที่ 11 : ผู้รุกราน (3))

Author: คิมซงโร / BuaElla แปล

"บางครั้ง ความลับที่เราไม่อาจหยั่งถึงก็คืบคลานผ่านเงามืดของลอนดอน"

จำนวนตอน : 220

ตอนที่ 11 : ผู้รุกราน (3)

  • 04/01/2569

ตอนที่ 11 : ผู้รุกราน (3)

 

“โอ้! ความร่วมมือสินะ!”

 

พลูริทิตัสปรบมือหนึ่งครั้งแล้วถูฝ่ามือเข้าหากัน

 

ฉันเคยสงสัยมานับครั้งไม่ถ้วนว่าชื่อนี้มาจากไหน เอเธนส์อย่างนั้นหรือ? แต่สำเนียงอังกฤษของเขากลับสมบูรณ์แบบเสียเหลือเกิน จนอดคิดไม่ได้ว่าพ่อแม่แบบไหนกันถึงตั้งชื่อลูกยาวและยุ่งยากเช่นนี้

 

เขาเลียนแบบรอยยิ้มของเลียม หมุนเก้าอี้หนึ่งรอบ แล้วนั่งลงอย่างสบายใจ

 

“เอาล่ะ ผมชอบคุณนะ งั้นจะฟัง”

 

“เข้าเรื่องเลยดีกว่า” เลียมพูดตรงประเด็น

 

“ศพไร้ศีรษะที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ผมอยากถามเกี่ยวกับมัน คุณกับพวกนักปราชญ์แห่งดวงดาวสุดท้าย รู้เรื่อง ‘ด้านนั้น’ ดีไม่ใช่หรือ?”

 

บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในฉับพลัน

 

คำถามของเลียมดูเหมือนจะไปกระทบเส้นประสาทบางอย่างเข้าอย่างจัง

 

รอยยิ้มของนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งยังคงอยู่ แต่ดวงตาของเขาจับจ้องเลียมอย่างเย็นชา หากดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสามารถเจาะทะลุได้ ศีรษะของเลียม มัวร์ คงพรุนราวชีสเอมเมนทาลแล้ว

 

พลูริทิตัสลูบคางช้า ๆ

 

“อ้อ…คุณกำลังถามถึงผู้อยู่เบื้องหลังงั้นหรือ?”

 

“ถูกต้อง”

 

“คำถามช่างหยาบคายจริง ๆ” เขาตอบเสียงเรียบ

 

“พวกเราไม่ต้องการสิ่งไร้ค่า และแน่นอน เราไม่สะสมขยะ”

 

คำพูดนั้นฟังดูแปลกประหลาด

 

*ไม่สะสมของไร้ค่า* ฟังคล้ายกับว่า หากมันมีค่า พวกเขาก็อาจจะตัดหัวมาเก็บได้เช่นกัน

 

นักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งสบตาฉันก่อนจะยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทำให้ความหนาวเย็นไหลวาบไปตามสันหลัง

 

เรากำลังคุยกับคนแบบนี้อยู่ได้อย่างไรกัน?

 

แม้จะถูกจ้องเขม็ง เลียมกลับไม่แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

 

ภาพนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าเลียม มัวร์ ที่ฉันรู้จักอาจไม่ใช่เขาทั้งหมด

 

หรือบางที…ทุกอย่างที่ฉันเคยรู้เกี่ยวกับเขา อาจเป็นเพียงภาพลวง

 

เลียมเดินหน้าต่อ

 

“คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธินั้นจริง ๆ ใช่ไหม”

 

“ผมขอสาบานต่อคอลเลกชันอันงดงามของพวกเรา” พลูริทิตัสตอบอย่างหนักแน่น

 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็พอแล้ว ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”

 

ฉันแปลกใจเล็กน้อย จากท่าทีคาดคั้นของเลียม ฉันไม่คิดว่ามันจะจบง่ายดายเช่นนี้ แต่เขากลับยอมรับคำตอบนั้นโดยไม่ลังเล คงเพราะเขารู้ดีถึงคุณค่าของ “คอลเลกชัน” นั้น

 

ฉันขยับตัวเล็กน้อย ก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของพลูริทิตัส

 

ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น

 

‘คุณหนู’

 

ห้องทั้งห้องกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงกระซิบ

 

เสียงเล็ก แบนราบ ซ้ำ ๆ ไม่หยุด พูดกับฉันเพียงคนเดียว

 

ฉันควรจะสังเกตตั้งนานแล้ว

 

พวกเขาอยู่ที่นี่ อยู่กับพลูริทิตัสตั้งแต่ก่อนที่เราจะมาถึง!

 

แต่ในห้องทำงานนี้…เสียงพวกนั้นมาจากไหนกัน?

 

‘คุณหนู ระวัง “เขา” ไว้’

 

เป็นคำเตือน

 

หนึ่งเสียง แล้วอีกเสียง แล้วอีก… เสียงแล้วเสียงเล่าดังขึ้น

 

‘เขาจะไม่ยอมปล่อยสิ่งที่เขาจับได้’

 

‘พวกเราก็ลงเอยแบบนี้’

 

‘บอกคนที่มากับคุณ’

 

‘คุณอยู่ที่นี่นานไม่ได้’

 

ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้ฉันคิดว่าพวกเขาอาจเป็นวิญญาณ และฉันคงเชื่อเช่นนั้นตลอดไป หากสายตาจะไม่เผลอไปหยุดอยู่ที่ *ทรงกระบอกโลหะ* ใบหนึ่งตรงปลายห้อง

 

ราวกับรับรู้ถึงสายตาของฉัน เสียงหนึ่งก็ตอบกลับมา

 

‘พวกเรากำลังมองอยู่เหมือนกัน’

 

‘แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น คุณห้ามให้เขารู้’

 

เป็นคำขอที่ยากยิ่ง

 

ขณะที่ฉันกำลังสับสน เลียมก็จบบทสนทนาสั้น ๆ กับพลูริทิตัส แล้ววางมือลงบนไหล่ฉัน

 

“ถ้าอย่างนั้น พลูริทิตัส” เขากำลังจะปิดฉากการพบปะ

 

‘วิ่ง’

 

เสียงนี้ดังชัดเจนกว่าเดิม และคราวนี้…ดูเหมือนเลียมก็ได้ยินเช่นกัน

 

พลูริทิตัสสังเกตเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของเรา รอยยิ้มเป็นมิตรบนใบหน้าของเขาเลือนหายไป กลายเป็นสีหน้าหงุดหงิด เขากดหน้าผากตัวเอง ถอนหายใจลึก ราวกับพยายามกดความเดือดดาลที่เดือดพล่านอยู่ภายใน

 

เสียงครางต่ำดังสะท้อน

 

ชายหนุ่มก้มตัว หายใจลึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลากมือผ่านสันจมูกแล้วเงยหน้าขึ้น

 

“พวกคุณรู้เข้าแล้ว”

 

และฉันก็เผชิญกับดวงตาสีฟ้าแหลมคมคู่นั้น

 

“เอาเถอะ…ถึงอย่างไรตอนนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”

 

เขาพึมพำราวกับกำลังร้องเพลง พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวเข้ามาหาเรา

 

ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเห็นภาพหลอน เงาขนาดมหึมาที่มีขามากมายคล้ายสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์เปลือกแข็งทอดยาวอยู่ด้านหลังเขา

 

ก่อนที่ฉันจะได้มองให้ชัด เลียม มัวร์ ก็ยกมือขึ้นปิดตาฉันไว้

 

เขาพาฉันถอยหลัง ใบหน้าฉันถูกปิดไปครึ่งหนึ่ง

 

เสียงเขากระซิบใกล้หู “หลับตาไว้”

 

เป็นคำสั่งที่ฉันยินดีทำตาม ฉันไม่อยากเห็นสิ่งนั้นอีกแม้เพียงเสี้ยววินาที

 

เสียงของพลูริทิตัสดังซ้อนทับกัน ราวกับไม่ใช่มาจากเส้นเสียงของมนุษย์เพียงอย่างเดียว

 

มันเหมือนเสียงสะท้อนในถ้ำที่มีหยดน้ำตกกระทบไม่หยุด เพียงแค่ได้ยินก็ทำให้ขนลุกซู่

 

นักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งพูดอีกครั้ง “คุณมีอิสระในการฟังข้อมูล แต่ผมไม่ได้อนุญาตให้คุณจากไป”

 

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เลียมก็สวนกลับทันที

 

น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนการเจรจา แต่ความหมายไม่ต่างจากคำขู่

 

“การทำให้พวกเราเป็นศัตรูไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย ไม่ว่าจะสำหรับพวกนักปราชญ์แห่งดวงดาวสุดท้าย…หรือสำหรับคุณเอง”

 

“ถ้าไม่มีใครเปิดโปง ก็ไม่มีใครรู้” พลูริทิตัสตอบอย่างเย็นชา

 

“ในฐานะผู้ใหญ่ ผมไม่อาจปล่อยให้คนหยาบคายที่รบกวนความสงบและกฎเกณฑ์ลอยนวลได้ และเมื่อเรื่องมันมาถึงจุดนี้แล้ว…การได้สมองอันชาญฉลาดของคุณก็ดูไม่เลวเลย ผมเล็งมันไว้นานแล้ว คุณควรภูมิใจนะ คุณจะเป็นคู่สนทนาที่ยอดเยี่ยม เลียม สโคฟิลด์ มัวร์”

 

แม้สถานการณ์จะคับขัน ฉันกลับไม่รู้สึกกลัวเลย ฉันมองเห็นสีหน้าของเลียม มัวร์ ได้ชัดเจนในจินตนาการ เขาคงกำลังยิ้มสบาย ๆ ยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยัน

 

“ดูเหมือนแม้แต่สิ่งมีชีวิตจากยุกกอธก็ยังยอมรับสติปัญญาของผม” เลียมพูดอย่างผ่อนคลาย

 

“แต่ผมเกรงว่าคิวจะยาวพอสมควร เพราะงั้น…คุณคงต้องต่อแถว”

 

แสงสว่างจ้าพุ่งทะลุเปลือกตาที่หลับอยู่ ตามมาด้วยเสียงแหลมคมที่คุ้นเคย ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามเดือดดาลของพลูริทิตัส เลียม มัวร์ ผลักฉันออกจากห้องทำงาน

 

“ลืมตาได้แล้ว”

 

ฉันลืมตาทันทีแล้วถามออกไป “เมื่อกี้คุณใช้แฟลชแบงใช่ไหม”

 

อ๊ะ ขออภัยสำหรับถ้อยคำไม่สุภาพของฉัน

 

ฉันวิ่งไปตามโถงทางเดินกับเลียม มือหนึ่งจับหมวกใบเทอะทะไว้แน่น เสียงกรีดร้องดังตามหลังมา คล้ายเสียงปีกแมลงกระพือ หรือเสียงคลื่นรบกวนจากวิทยุ

 

ถ้าจะถอดเป็นตัวอักษร ก็คงประมาณว่า *‘สกรรร์ต-สกร์ชท์-สกรรร์’*

 

เลียมหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี เขาดูจะสนุกกับสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง มีหัวหน้าที่หลงใหลอันตราย ก็ย่อมได้สถานการณ์แบบนี้เสมอ

 

เขาบ้าไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งอย่างพลูริทิตัสเลย!

 

“ถูกต้องแล้ว คุณเจนที่รัก! ตอนนี้ วิ่ง!”

 

บ้าเอ๊ย!

 

ฉันออกวิ่งทันที เหตุผลง่าย ๆ คือ มีบางสิ่งที่เชื่องช้าแต่หนักหน่วงกำลังไล่ตามเราอยู่ ฉันไม่ทำพลาดพื้นฐานอย่างการหันกลับไปมอง ฉันวิ่งเอาชีวิตรอด สัญชาตญาณเอาตัวรอดตื่นเต็มที่

 

เลียม มัวร์ หัวเราะหอบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ซึ่งยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิด ก็ใครกันล่ะที่ใช้วาจาลื่นไหลพาฉันมาถึงจุดนี้?

 

ลอนดอนบ้า ๆ เลียม มัวร์บ้า ๆ ฆาตกรบ้า ๆ!

 

ทำไมอาชญากรรมถึงซ่อนตัวเหมือนสัตว์ร้ายในเงามืด แล้วโผล่ออกมาในเวลาที่เลวร้ายที่สุดเสมอ?

 

ฉันอยากถามว่าความโน้มเอียงต่อการฆ่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์หรือไม่? หากไม่มีมัน มนุษย์จะมีชีวิตสั้นลงอย่างนั้นหรือ? ความชั่วร้ายไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่มันถือกำเนิดมาและเราจำเป็นต้องค้นหาคนเช่นนั้นให้พบ…

 

เสียงสะท้อนดังระงม ผู้คนเริ่มวิ่งหนีกันมาจากทุกทิศทาง

ทุกวัน
กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป