"บางครั้ง ความลับที่เราไม่อาจหยั่งถึงก็คืบคลานผ่านเงามืดของลอนดอน"
"บางครั้ง ความลับที่เราไม่อาจหยั่งถึงก็คืบคลานผ่านเงามืดของลอนดอน"
ตอนที่ 11 : ผู้รุกราน (3)
“โอ้! ความร่วมมือสินะ!”
พลูริทิตัสปรบมือหนึ่งครั้งแล้วถูฝ่ามือเข้าหากัน
ฉันเคยสงสัยมานับครั้งไม่ถ้วนว่าชื่อนี้มาจากไหน เอเธนส์อย่างนั้นหรือ? แต่สำเนียงอังกฤษของเขากลับสมบูรณ์แบบเสียเหลือเกิน จนอดคิดไม่ได้ว่าพ่อแม่แบบไหนกันถึงตั้งชื่อลูกยาวและยุ่งยากเช่นนี้
เขาเลียนแบบรอยยิ้มของเลียม หมุนเก้าอี้หนึ่งรอบ แล้วนั่งลงอย่างสบายใจ
“เอาล่ะ ผมชอบคุณนะ งั้นจะฟัง”
“เข้าเรื่องเลยดีกว่า” เลียมพูดตรงประเด็น
“ศพไร้ศีรษะที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ผมอยากถามเกี่ยวกับมัน คุณกับพวกนักปราชญ์แห่งดวงดาวสุดท้าย รู้เรื่อง ‘ด้านนั้น’ ดีไม่ใช่หรือ?”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในฉับพลัน
คำถามของเลียมดูเหมือนจะไปกระทบเส้นประสาทบางอย่างเข้าอย่างจัง
รอยยิ้มของนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งยังคงอยู่ แต่ดวงตาของเขาจับจ้องเลียมอย่างเย็นชา หากดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสามารถเจาะทะลุได้ ศีรษะของเลียม มัวร์ คงพรุนราวชีสเอมเมนทาลแล้ว
พลูริทิตัสลูบคางช้า ๆ
“อ้อ…คุณกำลังถามถึงผู้อยู่เบื้องหลังงั้นหรือ?”
“ถูกต้อง”
“คำถามช่างหยาบคายจริง ๆ” เขาตอบเสียงเรียบ
“พวกเราไม่ต้องการสิ่งไร้ค่า และแน่นอน เราไม่สะสมขยะ”
คำพูดนั้นฟังดูแปลกประหลาด
*ไม่สะสมของไร้ค่า* ฟังคล้ายกับว่า หากมันมีค่า พวกเขาก็อาจจะตัดหัวมาเก็บได้เช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งสบตาฉันก่อนจะยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทำให้ความหนาวเย็นไหลวาบไปตามสันหลัง
เรากำลังคุยกับคนแบบนี้อยู่ได้อย่างไรกัน?
แม้จะถูกจ้องเขม็ง เลียมกลับไม่แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ภาพนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าเลียม มัวร์ ที่ฉันรู้จักอาจไม่ใช่เขาทั้งหมด
หรือบางที…ทุกอย่างที่ฉันเคยรู้เกี่ยวกับเขา อาจเป็นเพียงภาพลวง
เลียมเดินหน้าต่อ
“คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธินั้นจริง ๆ ใช่ไหม”
“ผมขอสาบานต่อคอลเลกชันอันงดงามของพวกเรา” พลูริทิตัสตอบอย่างหนักแน่น
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย”
“ถ้าอย่างนั้นก็พอแล้ว ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”
ฉันแปลกใจเล็กน้อย จากท่าทีคาดคั้นของเลียม ฉันไม่คิดว่ามันจะจบง่ายดายเช่นนี้ แต่เขากลับยอมรับคำตอบนั้นโดยไม่ลังเล คงเพราะเขารู้ดีถึงคุณค่าของ “คอลเลกชัน” นั้น
ฉันขยับตัวเล็กน้อย ก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของพลูริทิตัส
ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
‘คุณหนู’
ห้องทั้งห้องกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงกระซิบ
เสียงเล็ก แบนราบ ซ้ำ ๆ ไม่หยุด พูดกับฉันเพียงคนเดียว
ฉันควรจะสังเกตตั้งนานแล้ว
พวกเขาอยู่ที่นี่ อยู่กับพลูริทิตัสตั้งแต่ก่อนที่เราจะมาถึง!
แต่ในห้องทำงานนี้…เสียงพวกนั้นมาจากไหนกัน?
‘คุณหนู ระวัง “เขา” ไว้’
เป็นคำเตือน
หนึ่งเสียง แล้วอีกเสียง แล้วอีก… เสียงแล้วเสียงเล่าดังขึ้น
‘เขาจะไม่ยอมปล่อยสิ่งที่เขาจับได้’
‘พวกเราก็ลงเอยแบบนี้’
‘บอกคนที่มากับคุณ’
‘คุณอยู่ที่นี่นานไม่ได้’
ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้ฉันคิดว่าพวกเขาอาจเป็นวิญญาณ และฉันคงเชื่อเช่นนั้นตลอดไป หากสายตาจะไม่เผลอไปหยุดอยู่ที่ *ทรงกระบอกโลหะ* ใบหนึ่งตรงปลายห้อง
ราวกับรับรู้ถึงสายตาของฉัน เสียงหนึ่งก็ตอบกลับมา
‘พวกเรากำลังมองอยู่เหมือนกัน’
‘แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น คุณห้ามให้เขารู้’
เป็นคำขอที่ยากยิ่ง
ขณะที่ฉันกำลังสับสน เลียมก็จบบทสนทนาสั้น ๆ กับพลูริทิตัส แล้ววางมือลงบนไหล่ฉัน
“ถ้าอย่างนั้น พลูริทิตัส” เขากำลังจะปิดฉากการพบปะ
‘วิ่ง’
เสียงนี้ดังชัดเจนกว่าเดิม และคราวนี้…ดูเหมือนเลียมก็ได้ยินเช่นกัน
พลูริทิตัสสังเกตเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของเรา รอยยิ้มเป็นมิตรบนใบหน้าของเขาเลือนหายไป กลายเป็นสีหน้าหงุดหงิด เขากดหน้าผากตัวเอง ถอนหายใจลึก ราวกับพยายามกดความเดือดดาลที่เดือดพล่านอยู่ภายใน
เสียงครางต่ำดังสะท้อน
ชายหนุ่มก้มตัว หายใจลึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลากมือผ่านสันจมูกแล้วเงยหน้าขึ้น
“พวกคุณรู้เข้าแล้ว”
และฉันก็เผชิญกับดวงตาสีฟ้าแหลมคมคู่นั้น
“เอาเถอะ…ถึงอย่างไรตอนนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”
เขาพึมพำราวกับกำลังร้องเพลง พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวเข้ามาหาเรา
ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเห็นภาพหลอน เงาขนาดมหึมาที่มีขามากมายคล้ายสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์เปลือกแข็งทอดยาวอยู่ด้านหลังเขา
ก่อนที่ฉันจะได้มองให้ชัด เลียม มัวร์ ก็ยกมือขึ้นปิดตาฉันไว้
เขาพาฉันถอยหลัง ใบหน้าฉันถูกปิดไปครึ่งหนึ่ง
เสียงเขากระซิบใกล้หู “หลับตาไว้”
เป็นคำสั่งที่ฉันยินดีทำตาม ฉันไม่อยากเห็นสิ่งนั้นอีกแม้เพียงเสี้ยววินาที
เสียงของพลูริทิตัสดังซ้อนทับกัน ราวกับไม่ใช่มาจากเส้นเสียงของมนุษย์เพียงอย่างเดียว
มันเหมือนเสียงสะท้อนในถ้ำที่มีหยดน้ำตกกระทบไม่หยุด เพียงแค่ได้ยินก็ทำให้ขนลุกซู่
นักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งพูดอีกครั้ง “คุณมีอิสระในการฟังข้อมูล แต่ผมไม่ได้อนุญาตให้คุณจากไป”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เลียมก็สวนกลับทันที
น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนการเจรจา แต่ความหมายไม่ต่างจากคำขู่
“การทำให้พวกเราเป็นศัตรูไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย ไม่ว่าจะสำหรับพวกนักปราชญ์แห่งดวงดาวสุดท้าย…หรือสำหรับคุณเอง”
“ถ้าไม่มีใครเปิดโปง ก็ไม่มีใครรู้” พลูริทิตัสตอบอย่างเย็นชา
“ในฐานะผู้ใหญ่ ผมไม่อาจปล่อยให้คนหยาบคายที่รบกวนความสงบและกฎเกณฑ์ลอยนวลได้ และเมื่อเรื่องมันมาถึงจุดนี้แล้ว…การได้สมองอันชาญฉลาดของคุณก็ดูไม่เลวเลย ผมเล็งมันไว้นานแล้ว คุณควรภูมิใจนะ คุณจะเป็นคู่สนทนาที่ยอดเยี่ยม เลียม สโคฟิลด์ มัวร์”
แม้สถานการณ์จะคับขัน ฉันกลับไม่รู้สึกกลัวเลย ฉันมองเห็นสีหน้าของเลียม มัวร์ ได้ชัดเจนในจินตนาการ เขาคงกำลังยิ้มสบาย ๆ ยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“ดูเหมือนแม้แต่สิ่งมีชีวิตจากยุกกอธก็ยังยอมรับสติปัญญาของผม” เลียมพูดอย่างผ่อนคลาย
“แต่ผมเกรงว่าคิวจะยาวพอสมควร เพราะงั้น…คุณคงต้องต่อแถว”
แสงสว่างจ้าพุ่งทะลุเปลือกตาที่หลับอยู่ ตามมาด้วยเสียงแหลมคมที่คุ้นเคย ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามเดือดดาลของพลูริทิตัส เลียม มัวร์ ผลักฉันออกจากห้องทำงาน
“ลืมตาได้แล้ว”
ฉันลืมตาทันทีแล้วถามออกไป “เมื่อกี้คุณใช้แฟลชแบงใช่ไหม”
อ๊ะ ขออภัยสำหรับถ้อยคำไม่สุภาพของฉัน
ฉันวิ่งไปตามโถงทางเดินกับเลียม มือหนึ่งจับหมวกใบเทอะทะไว้แน่น เสียงกรีดร้องดังตามหลังมา คล้ายเสียงปีกแมลงกระพือ หรือเสียงคลื่นรบกวนจากวิทยุ
ถ้าจะถอดเป็นตัวอักษร ก็คงประมาณว่า *‘สกรรร์ต-สกร์ชท์-สกรรร์’*
เลียมหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี เขาดูจะสนุกกับสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง มีหัวหน้าที่หลงใหลอันตราย ก็ย่อมได้สถานการณ์แบบนี้เสมอ
เขาบ้าไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งอย่างพลูริทิตัสเลย!
“ถูกต้องแล้ว คุณเจนที่รัก! ตอนนี้ วิ่ง!”
บ้าเอ๊ย!
ฉันออกวิ่งทันที เหตุผลง่าย ๆ คือ มีบางสิ่งที่เชื่องช้าแต่หนักหน่วงกำลังไล่ตามเราอยู่ ฉันไม่ทำพลาดพื้นฐานอย่างการหันกลับไปมอง ฉันวิ่งเอาชีวิตรอด สัญชาตญาณเอาตัวรอดตื่นเต็มที่
เลียม มัวร์ หัวเราะหอบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ซึ่งยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิด ก็ใครกันล่ะที่ใช้วาจาลื่นไหลพาฉันมาถึงจุดนี้?
ลอนดอนบ้า ๆ เลียม มัวร์บ้า ๆ ฆาตกรบ้า ๆ!
ทำไมอาชญากรรมถึงซ่อนตัวเหมือนสัตว์ร้ายในเงามืด แล้วโผล่ออกมาในเวลาที่เลวร้ายที่สุดเสมอ?
ฉันอยากถามว่าความโน้มเอียงต่อการฆ่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์หรือไม่? หากไม่มีมัน มนุษย์จะมีชีวิตสั้นลงอย่างนั้นหรือ? ความชั่วร้ายไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่มันถือกำเนิดมาและเราจำเป็นต้องค้นหาคนเช่นนั้นให้พบ…
เสียงสะท้อนดังระงม ผู้คนเริ่มวิ่งหนีกันมาจากทุกทิศทาง