รุ่งจิตร มีรูปร่างสง่างามอย่างที่ผู้ชายลงความเห็นกันว่า น่าฟัด นั่นแหละ เวลาเธอเยื้องย่างกรีดกราย สะโพกอันผึ่งผายมันยักย้ายเคลื่อนไหวเผาอารมณ์อย่างเหลือร้าย เอวคอดของเธอช่วยให้สะโพกผายเช้งวับจับหัวใจ
รุ่งจิตร มีรูปร่างสง่างามอย่างที่ผู้ชายลงความเห็นกันว่า น่าฟัด นั่นแหละ เวลาเธอเยื้องย่างกรีดกราย สะโพกอันผึ่งผายมันยักย้ายเคลื่อนไหวเผาอารมณ์อย่างเหลือร้าย เอวคอดของเธอช่วยให้สะโพกผายเช้งวับจับหัวใจ
"มันเป็นเรื่องสัปดน คุณรู้ไม่ได้"
"งั้นหมอก็อย่านอนกับฉันนะคืนนี้ มันก็สัปดนเหมือนกันนี่"
"ถึงสัปดน แต่มันคนละอย่างไม่เหมือนกัน"
"คนละอย่างได้ยังไง มันก็เรื่องบนเตียงนอน หมอจะลองเล่าเรื่องบนเตียงนอนยังไงถึงจะไม่สัปดนได้ล่ะ"
เขาแทบจะหมดท่าเพราะหล่อนไม่ยอมเชื่อเอาเสียเลย
"ก็แล้วหมอจะเล่าให้คุณฟังได้ยังไงเล่า..มันกระดากปาก"
"แล้วตอนที่หมอบอกกับฉันบนเตียงนอนน่ะ ไม่กระดากปากรึ"
รุ่จิตรย้อนอย่างไม่ลดละ
"ว้า.." เขาร้อง "ก็ถ้าไม่พูดยังงั้นทำไมคุณจะรู้ล่ะ มันเป็นคำพูดธรรมดานี่"
"อ้าว..งั้นเรื่องสัปดนที่หมอเล่าให้ฟังไม่ได้น่ะ มันเป็นเรื่องธรรมดาน่ะซิ ถ้าหมอไม่เล่า คืนนี้ฉันจะลงกลอนไม่ให้หมอเข้าห้องเด็ดขาด"
ทรงชัยถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่เคยจนปัญญาเหมือนครั้งนี้เลย บอกตัวเองว่าไม่รู้จะเล่าให้เมียรักฟังได้อย่างไรเพราะมันสัปดนจริง ๆ
เมื่อเห็นเขานิ่ง เธอก็คิดว่าเขาใช้ไม้ตายไม่ยอมพูดกับเธอ รุ่งจิตรจึงโถมเข้าทุบเขาอย่างไม่ยั้งมือ ทรงชัยปิดซ้ายปิดขวาวุ่นวายไปหมดพร้อมกับส่งเสียงร้อง แต่เธอไม่ยอมลดละ ทั้งทุบทั้งหยอกข่วนอุตลุดแล้วก็ร้องไห้ออกมาด้วยเสียงค่อนข้างดัง
"หมอบ้าๆๆๆๆ ...นายชลิตต้องมีเรื่องนัดหมายให้หมอไปหาผู้หญิงแน่ ๆ หมอจึงบอกไม่ได้ หมอกับฉันต้องเลิกกัน เมื่อไว้ใจกันไม่ได้ก็ต้องเลิกกัน"
สีหน้าท่าทางเกรี้ยวกราดจริงจังทำให้หมอหนุ่มต้องออกกำลังรวบร่างเมียสาวเข้ามาไว้ในวงแขนไม่ยอมให้เธอทุบและข่วนเขาได้อีก พร้อมกับปลอบใจด้วยคำพูด
"ไม่ใช่เรื่องที่คุณพูดหรอกน่า หมอมีคุณคนเดียวก็พอถมไปแล้ว เรื่องอะไรที่ผมจะต้องให้ชลิตไปหาให้ใหม่ คุณยังสวยเต่งตึงไปทั้งตัวยังงี้"
เขาพูดพลางเอามือลูบไล้ไปตามเนื้อหนั่นของเธอเบา ๆ
รุ่งจิตรพอเหนื่อยก็หยุดร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเขา
"ถึงยังไงฉันก็ไม่ยอม ถ้าหมอไม่เล่าเรื่องที่คุยกับคุณชลิตให้ฟัง"
"มันสัปดนจนฟังไม่ได้นะ"
"เอาเถอะน่า สัปดนยังไงฉันก็ฟังได้"
หล่อนยื่นคำขาดอีกครั้งหนึ่ง
"แหม..ทำไมคุณถึงได้ดื้อยังงี้นะรุ่ง"
"หมอนั่นแหละดื้อ ถ้าหมอไม่เล่าฉันจะไปนอนค้างบ้านแม่ หรือไม่ก็ค้างที่โรงพยาบาล จะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
พูดจบหล่อนก็ดิ้นสะบัดจะให้พ้นจากการกอดของเขา แต่ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งรัดหล่อนไว้แน่น แน่นจนหล่อนสงบอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีก
"เอาล่ะ ตกลง หมอยอมบอก..คือว่า..ชลิตมันไปติดผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นมีผัวแล้ว.."
เขาเล่าเรื่องโกหกแบบขอไปที รุ่งจิตรกรีดเสียงขัดขึ้นมาฉับพลัน
"โกหก ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด มันไม่ใช่เรื่องสัปดนนี่"
พูดแล้วเธอก็ดิ้นอีก ทำให้เขาต้องเพิ่มกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่บนเก้าอี้จนกระทั่งเสื้อผ้าของหล่อนหลุดลุ่ย
"นี่..ผ้าหลุดไปถึงเอวแล้วนะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าน่าเกลียด ไม่เอาน่า..นุ่งผ้าใหม่ซะ"
"ไม่..ฉันไม่นุ่ง ใครอยากจะเข้ามาเห็นก็ช่าง"
เขาทำตาเหลือก
"ว้า..ไม่อายเขาหรือไง"
"อายทำไม"
"เขาจะว่าเราเล่นสัปดนกันในห้องรับแขกน่ะซี"
"บ้านของเรา เราเป็นผัวเมียกันทำยังไงก็เป็นเรื่องของเรา เราจะทำในครัวหรือในห้องน้ำก็ไม่เห็นจะแปลก มันเหมือนกันทั้งนั้นแหละน่า ผัวเมียจะอยู่ด้วยกันโดยไม่ทำอะไรกันได้ยังไง"
ตั้งแต่แต่งงานอยู่กินด้วยกันมาหนึ่งปีเต็ม ๆ วันนี้เป็นวันแรกที่เขาได้ยินรุ่งจิตรเจรจาอย่างไม่ยอมลดละ เหมือนจะเผยธาตุแท้ที่ฝังอยู่ในอารมณ์ของเธอออกมาจนหมดสิ้น
"เลิกพูดกันทีเถอะ"
เขาแกล้งพูดเสียงดุ ๆ แต่นัยน์ตาของเธอที่จ้องมองดูเขานั้น บอกความมานะดื้อด้านอย่างร้ายกาจ
"ทำไม ฉันจะพูดเรื่องจริง..หมออย่ามาทำเป็นคนหน้าบาง เวลาอยู่บนเตียงกะฉันชวนฉันเล่นท่านั้นท่านี้ ท่านั่งท่านอน ท่าโก้งโค้ง ฉันไม่เห็นหมอกระดากอายเลย"
"โธ่..คุณ..เลอะเทอะไปใหญ่แล้วนะ หยุดเสียทีเถอะ เอ้า..เล่าก็เล่า หมอยอมแพ้"
เขายกธงขาว
"หมออย่าโกหกนะ"
เธอกำชับ
""รับรอง คราวนี้ไม่โกหกเด็ดขาด"
"งั้นเล่าไปซิคะ"
น้ำเสียงและกิริยาของหล่อนอ่อนลงทันที เอื้อมมือหยิบกระดาษเช็ดมือบนโต๊ะมาเช็ดน้ำตาที่เกาะอยู่ที่พวงแก้ม เขาเริ่มต้นเล่าให้หล่อนฟังอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
"คือว่า...หมอถามชลิตเขาว่า เขาเอาเงินไปทำไม เดือนหนึ่งมาขอยืมตั้งหลายหน"
"แล้วเขาใช้คืนหรือเปล่าคะ"
หล่อนถามขัดขึ้นก่อนที่เขาจะเล่าต่อไป
"ใช้ทุกที แล้วเวลาใช้ เขายังพาไปเลี้ยงข้าวกลางวันด้วย"
รุ่งจิตรจ้องมองหน้าผัวแล้วถามขึ้นอีกว่า
"ข้าวต้มหรือข้าวสวย"
"อะไรของคุณนะ ข้าวต้มหรือข้าวสวยมันก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน"
เขาย้อนถามเมียรักอย่างสงสัย
"ทำไมจะไม่แปลก ข้าวสวยนะเขากินกันตามร้านหรือตามเหลา แต่ข้าวต้มเขากินกันตามซ่องหรือโรงแรม"
"ตายห่า.."
เขาพลั้งปากออกมาอย่างเผลอตัว
"หมออย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยน่า ของพรรค์นี้มีผู้ชายคนไหนไม่เคยกิน"
ทรงชัยลงทุนสาบาน
"ให้ตายดับ หมอไม่เคยกินเลยสักที..ข้าวต้มกลางวันอย่างที่คุณว่านะ..ว้า...แล้วนี่คุณไปเอาจากที่ไหนกันมาพูดน่ะ"
"ก็เพื่อนหมอที่โรงพยาบาลนะซี เขาพูดกัน"
เขาถอนใจเฮือก
"คุณนี่ถ้าจะแย่เสียแล้ว..หมอคิดว่าคุณไม่ประสา.."
"อ้าว..ทำไมต้องมาว่าฉัน เขาพูดเข้าหูอยู่ทุกวันก็ฟังเอาไว้ ไม่เห็นจะเสียหายอะไร"
เขาส่ายหน้าอย่างท้อแท้
"หมอไม่คิดเลย ไม่คิดเลยจริง ๆ คิดว่าเมียผมเรียบร้อยเหมือนผ้าที่พับไว้..ที่ไหนได้"
"เอ๊ะ...แล้วมันแปลกอะไรตรงไหน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงโง่ ๆ นี่ จะได้ไม่ประสีประสาอะไรเสียเลย"
"มันก็ไม่แปลกหรอก แต่ทำไมคุณไม่บอกหมอว่า คุณน่ะรู้อะไร ๆ ดีกว่าหมอเสียอีก"
"เรื่องอะไรฉันจะต้องบอกหมอ ของพรรค์นี้อยู่ด้วยกันไปก็รู้เอง"
"แต่ตั้งปีแล้วนะ หมอยังไม่รู้อะไรคุณเลย"
"ทีนี้ก็รู้แล้ว..เล่าเรื่องคุณชลิตต่อดีกว่า"
ความรอบรู้ของรุ่งจิตรชักจะทำให้เขากล้าที่จะเล่าอะไร ๆ ให้เธอฟังขึ้นมาอีกนิด
"หมอถามเขาว่า เขาขอยืมเงินไปทำไม ยืมทีไรเอาสามร้อยทุกที ให้เขาเกินกว่านั้นก็ไม่เอาต่ำกว่านั้นก็ไม่ได้ เขาบอกว่า เวลาเขาเกิดอารมณ์อยากจะอย่างว่าขึ้นมามักจะบังเอิญไม่มีเงินสักทีเลยต้องมายืม แล้วหมอก็ถามอีกว่าแล้วทำไมจะต้องสามร้อยทุกที เขาตอบว่า..เหมือนกับเขากินก๋วยเตี๋ยว กินน้ำสองชามก็ต้องกินแห้งอีกชาม รวมเป็นสามชามถึงจะอิ่ม เขาบอกว่าชามละร้อยขาดตัวแล้วยังบอกว่าอร่อยเป็นบ้า ไม่เชื่อให้หมอลองดู หมอได้ฟังก็สงสัยเพราะไม่รู้จริง ๆ จึงถามเขาอีก เขาก็เลยอธิบายให้ฟังว่า ชายหญิงเย่อกันธรรมดา ๆ น่ะเรียกว่ากินแบบน้ำส่วนกินแบบแห้งน่ะ ใช้ปากดูดใช้ลิ้นเลียของกันและกันอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่าโอรอลเซ็กส์.."
เล่าจบเขาก็เหลือบมองหน้าเมียรักนิดหนึ่ง รุ่งจิตรทำหน้าเบ้เมื่อได้ฟังเขาเล่าเรื่องของเพื่อนให้ฟัง แม้ว่าผู้เล่าจะเป็นผัว เธอก็ไม่วายกระดากจนผิวแก้มแดงระเรื่อน่าจูบ
"แหม..อีตาบ้า"
เธอพึมพำออกมาเบา ๆ ไม่ยอมสบสายตาเขาซึ่งกำลังจ้องมองเขม็งอยู่
"เอ้อ...แล้วเขาพูดอะไรอีกคะ"
"หมอถามเขาว่า เลียกินเข้าไปได้ยังไงกะผู้หญิงหาเงิน วันหนึ่ง ๆ โดนผู้ชายเย่อไม่รู้ว่ากี่คนต่อกี่คน"
"แหม.คุณชลิตนี่ร้ายเหลือเกิน กินน้ำเมือกเข้าไปได้ คลื่นไส้แย่"
พูดแล้วรุ่งจิตรก็ทำท่าสะอิดสะเอียน
"เห็นไหม บอกแล้วว่าผู้หญิงไม่ควรจะรู้"
เขาพูดอย่างได้ที แต่หล่อนกับขัดขึ้นว่า
"ไม่เห็นจะแปลกนี่คะ ดีเสียอีก จะได้รู้เอาไว้ประดับสติปัญญา"
"ชลิตเขากินมานานแล้ว ดีแต่ว่าลูกเขาเมียใครมันไม่ยุ่ง นอกนั้นแล้วเผลอไม่ได้"
"อย่างนั้นพวกผู้ชายเขาเรียกว่าเป็นกำไรชีวิตค่ะ"
"หมอเห็นจะไม่เอา..."
เธอค้อนขวับ
"หมอน่ะ...ไม่เห็นจะได้เรื่อง"
เขายื่นหน้าเข้ามาจ้องมองหน้าเธอ
"อ้าว...ทำไมมาว่าหมออย่างนั้นล่ะ รุ่งจิตร"
"เขาเรียกคนอย่างหมอว่าไม่มีประสบการณ์แล้วก็ไม่หัดเรียนเสียบ้างเลย นี่ถ้าหมอไม่ได้แต่งงานกับฉันล่ะก็ ป่านนี้คงไม่ได้รู้รสผู้หญิง"
"รุ่งก็..คุณกล้าว่าหมอ"
"หรือไม่จริงคะ"
"จริง แต่หมอรักคุณ สงวนความเป็นหนุ่มสดไว้ให้คุณเป็นคนแรกนะ"
รุ่งจิตรหัวเราะคิก ๆ ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้นี้เธอเพิ่งร้องไห้
"แหม...พูดยังกะว่าหมอเป็นผู้หญิงเก็บความสาวเอาไว้ให้ชายที่รัก..อุ๊ย..น่ารัก.." เธอว่า "ถ้าฉันเป็นผู้ชายล่ะก็..."
"ทำไม..ถ้าเป็นผู้ชายคุณจะทำไม"
"ฉันก็จะเย่อแหลกเลยน่ะซี.."
เธอตอบหน้าตาเฉย