Your Wishlist

GROWING FOND OF YOU, MR NIAN (ตอนที่ 61-63: อย่ามองฉันด้วยสายตาคลั่งรักแบบนั้นอีก)

Author: Panthera

มันควรจะเป็นข้อตกลงที่สมบูรณ์แบบซึ่งทั้งสองฝ่ายได้รับสิ่งที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เด็กเกิด เขาฉีกข้อตกลงด้วยความไม่พอใจ และบอกเธอว่า “ใครบอกว่าเราจะมีลูกแค่คนเดียว? ผมต้องการฝาแฝด! ฝาแฝดชายหญิง! คุณจะให้กำเนิดลูกเพิ่มอีกจนกว่าคุณจะให้กำเนิดลูกแฝดให้ผม!” ลั่วชางเหลืออดเหลือทน “เหนียนจุนถิง คุณมันบ้า…” เธอลุกขึ้นต่อต้านเขา “เหนียนจุนถิง นี่ยุติธรรมกับความรักอันบริสุทธิ์ในใจคุณหรือเปล่า?” จากนั้นทะเบียนสมรสก็ถูกโยนให้เธอ เขาทาบทับบนตัวเธอ ค่อยๆ โค้งริมฝีปากขึ้นด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า “คุณเป็นความรักอันบริสุทธิ์ของผม ไม่ใช่เหรอ?”

จำนวนตอน :

ตอนที่ 61-63: อย่ามองฉันด้วยสายตาคลั่งรักแบบนั้นอีก

  • 21/02/2569

ลั่วซางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “นี่คุณโกหกฉันเรื่องที่เหนียนซีไม่ชอบของหวาน เพื่อจะให้ฉันกินช็อกโกแลตกล่องนั้นคนเดียวจริงๆ เหรอคะ?”

 

“ฝันไปเถอะ” เหนียนจุนถิงแค่นเสียงหึ “ฉันแค่จำไม่ได้จริงๆ ว่ายัยนั่นชอบอะไร”

 

ลั่วซางถึงกับพูดไม่ออก

 

...ถ้าอย่างนั้นแล้วคุณจะมาเดินขวางทางฉันทำไม?

 

“คุณเหนียนคะ ช่วยหลีกทางหน่อยได้ไหมคะ? บัวลอยชามนี้เพิ่งตักขึ้นมาจากหม้อ มันร้อนมากเลยนะคะ” เธอเอ่ยเตือน

 

เหนียนจุนถิงไม่ขยับหนี แต่กลับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านยาก

 

“เมื่อกี้ตอนที่ปั้นบัวลอยกันอยู่ ทำไมเธอต้องมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น?” เขาถาม

 

“แบบไหนคะ?” ชามบัวลอยที่ร้อนจัดเริ่มทำให้ปลายนิ้วของลั่วซางรู้สึกแสบจนแทบจะทนไม่ไหว

 

เหนียนจุนถิงพ่นลมหายใจอีกรอบก่อนจะตอบว่า “ก็สายตาคลั่งรักไง”

 

ลั่วซางถึงกับอึ้งจนหาคำพูดไม่ถูก

 

“อย่ามองฉันด้วยสายตาคลั่งรักแบบนั้นอีกนะ ฉันจะรู้สึกอึดอัด” เขาพูดต่อด้วยท่าทางเหมือนนกยูงที่กำลังรำแพนหางอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป

 

ลั่วซางอยากจะเทน้ำบัวลอยร้อนๆ ในชามสาดใส่หลังเขาจริงๆ

 

‘คนบ้า! คิดเองเออเองเก่งที่หนึ่ง!’

 

ไม่นาน อาหารทุกอย่างก็ถูกจัดวางบนโต๊ะ เนื่องจากเป็นเทศกาลพิเศษ ทั้งพี่หลานและลั่วซางจึงได้รับคำเชิญให้ร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับครอบครัวของมู่หรงเฉิงด้วย

 

ก่อนจะเริ่มทานอาหาร มู่หรงเฉิงส่งซองแดงหนาปึ้กให้ลั่วซางพลางกล่าวว่า “ลั่วซาง ขอบใจมากนะที่ช่วยดูแลลูกชายของฉันในช่วงหลายเดือนมานี้ นี่คือค่าตอบแทนของหนูจ๊ะ”

 

ลั่วซางนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้นับเงินในซอง แต่ดูจากความหนาแล้วน่าจะประมาณหลายหมื่นหยวน “คุณเหนียนคะ มันมากเกินไปค่ะ”

 

“หนูควรได้รับมันจ้ะ เชื่อฉัน” มู่หรงเฉิงตบหลังมือเธอเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม “รับไว้เถอะ หนูเหนื่อยมามากแล้ว และเงินจำนวนนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับครอบครัวเราหรอกจ้ะ”

 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แม่มาทำหน้าที่จ่ายเงินให้ผู้ดูแลของผม?” เหนียนจุนถิงขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์

 

“แม่แค่กลัวว่าลูกจะงกจนไม่ยอมจ่ายเงินให้หนูลั่วซางน่ะสิ” มู่หรงเฉิงพูดปนยิ้ม “อีกอย่าง แม่เป็นคนรับปากเองว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้เธอเป็นสองเท่า เมื่อสองสามวันก่อนแม่โทรหาเธอ เธอเล่าว่าลูกหายดีเกือบปกติแล้ว เธอเลยจะขอลาออกในอีกสองวันข้างหน้า แม่ว่าจะแนะนำงานดีๆ ให้แต่เธอก็ปฏิเสธไป”

 

“ทำไมเธอไม่เห็นบอกฉันเลยว่าจะลาออกในอีกสองวัน?” เหนียนจุนถิงหันไปถามลั่วซางด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

 

“พอดีนายหญิงเหนียนโทรมาหาฉันก่อนค่ะ ฉันก็เลยแจ้งท่านไป ตั้งใจว่าจะบอกคุณวันนี้อยู่พอดี” เธอตอบ

 

เหนียนจุนถิงวางตะเกียบลงทันที อารมณ์ดีๆ ในวันเทศกาลมลายหายไปในพริบตา “นี่ไม่ใช่การทำงานครั้งแรกของเธอนะ เธอไม่รู้หรือไงว่าต้องแจ้งนายจ้างล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนจะลาออก? จะออกในอีกสองวันเนี่ยนะ? ฉันไม่อนุมัติ”

 

ลั่วซางขมวดคิ้วแน่น

 

ทำงานต่ออีกเดือนงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะมหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมเร็วๆ นี้แล้ว

 

“คุณเหนียนคะ ในสัญญาที่เราเซ็นกันไว้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่า งานของฉันจะสิ้นสุดลงเมื่อคุณหายดี ตอนนี้คุณสามารถทานข้าวและเดินได้เองแล้ว งานที่เหลือคุณก็จัดการเองได้แล้ว”

 

“ฉันต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีถึงจะหายขาด” เหนียนจุนถิงกอดอกพลางเบ้ปาก

 

ลั่วซางเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่ “คุณเหนียนคะ หรือว่าคุณ... ไม่อยากแยกจากฉัน?” เธอถามย้อน

 

“พรืดดด!” เหนียนซีที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับเกือบสำลักบัวลอยออกมา

 

มู่หรงเฉิงเองก็นั่งอมยิ้มมองลูกชายกับลั่วซางสลับกันไปมา

 

“ไม่อยากแยกจากเธองั้นเหรอ?” เหนียนจุนถิงแค่นยิ้มหยัน “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย ฉันก็แค่ไม่ชอบพวกผู้ดูแลที่ไม่มีความรับผิดชอบแบบเธอต่างหาก”

 

ลั่วซางถอนหายใจและตอบกลับว่า “จะว่าไม่มีความรับผิดชอบก็ได้ค่ะ แต่คุณเหนียน คุณไม่จำเป็นต้องมีคนช่วยแล้วจริงๆ และเรื่องนี้เราก็เคยคุยกันไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ?”

 

เธอมองสบตาเขาตรงๆ ด้วยแววตาที่สงบนิ่งและจริงจัง

 

ทันใดนั้น เขาก็ฉุกนึกถึงสิ่งที่เธอเคยพูด (ในจินตนาการของเขา) ว่าเธอมีความรู้สึกให้เขามากเกินไป จนไม่สามารถทนอยู่ในเมืองเดียวกับเขาได้อีก (ผู้เขียน: อะไรนะ? เธอไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย นายมโนไปเองทั้งนั้น!)

 

“เออๆ จะไปก็ไป” สุดท้ายเขาก็ยอมตัดบท เพราะคิดว่าการให้เธอรีบจากไปน่าจะเป็นผลดีต่อตัวเธอที่สุด

 

แต่ทว่า... ทำไมเขาถึงรู้สึกหงุดหงิดใจขนาดนี้เมื่อรู้ว่าจะไม่มีเธอคอยดูแลอีกต่อไปแล้ว?

 

เขาอาจจะแค่เริ่มชินกับการมีเธออยู่ข้างๆ ก็ได้ ขนาดคนเราเลี้ยงสัตว์เลี้ยงยังมีความผูกพันกันเลยนี่นา

 

ตอนที่ 62: เธอจะบอกว่าที่ผ่านมานอนไม่หลับเพราะฉันงั้นเหรอ?

 

“พี่ลั่วซาง ถ้าใครหน้าไหนกล้ารังแกพี่ในเมืองเซี่ยนะ หรือถ้าพี่มีปัญหาอะไร หรือแม้แต่ต้องติดคุก พี่โทรหาฉันได้เลยนะคะ” เหนียนซีบอกพลางตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นใจ “ไม่มีอะไรในเมืองนี้ที่ฉันจัดการไม่ได้ค่ะ”

 

ลั่วซางไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี เธอคิดในใจว่าถ้าเธอต้องเจอเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นจริงๆ เธอคงเลือกที่จะไม่ติดต่อเหนียนซีไปเลยจะดีกว่า

 

“ฉันเกรงว่าเธอคงจะไม่ได้ติดต่อหาเธออีกแล้วล่ะ” เหนียนจุนถิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เธอจะกลับเมืองอัน”

 

“เมืองอันเหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นฉันอาจจะช่วยพี่ไม่ได้แล้วล่ะ” เหนียนซีพูดอย่างเสียดาย “อำนาจของฉันยังแผ่ไปไม่ถึงที่นั่นน่ะค่ะ”

 

เหนียนจุนถิงถึงกับพูดไม่ออก “ในเมืองเซี่ยนี่เธอดูมีอำนาจมากนักหรือไง? ทำงานมาตั้งนานก็ยังเป็นแค่คนรับใช้จิปาถะให้คนอื่นเขาอยู่เลย ทุกครั้งที่มีเรื่องมีราว เธอก็ยังต้องวิ่งมาให้ฉันช่วยแก้ปัญหาให้ตลอดนั่นแหละ”

 

เหนียนซีค้อนขวับใส่เขาแล้วสวนกลับ “ไปลงนรกซะเถอะพี่”

 

ลั่วซางแอบกลั้นขำ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอต้องตามล้างแค้นหรือทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง เธออาจจะอยากอยู่ที่นี่ต่อก็ได้ บ้านตระกูลเหนียนเป็นสถานที่ที่วิเศษจริงๆ ที่นี่ทำให้เธอได้รับไออุ่นที่เลือนหายไปจากชีวิตของเธอมาเนิ่นนาน

...

 

วันรุ่งขึ้น พ่อบ้านหวู่กลับมาทำงานที่วิลล่าเทียนหู่ตามปกติ

 

ลั่วซางย้ายออกจากห้องนอนของเหนียนจุนถิงไปนอนที่ห้องรับแขก ก่อนหน้านี้เธอต้องนอนในห้องเดียวกับเขาเพื่อคอยดูแลในช่วงกลางคืน แต่ตอนนี้เรื่องนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

 

ในคืนนั้น เหนียนจุนถิงนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง เขากำลังเผชิญกับอาการนอนไม่หลับ เขาเงยหน้ามองไปยังพื้นที่ริมหน้าต่าง ตรงนั้นเคยมีเตียงเสริมตั้งอยู่ แต่ตอนนี้มันถูกย้ายออกไปแล้ว แสงจันทร์สาดส่องลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ ส่งประกายหม่นๆ ออกมา

 

เขาล้มตัวลงนอนอีกครั้งด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวนัก ในที่สุดเขาก็ข่มตาหลับลงได้ด้วยความยากลำบาก ทว่ากลางดึกเขากลับตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกกระหายน้ำ เขาอยากได้น้ำสักแก้วจึงเรียกชื่อลั่วซางอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

 

เขาลุกขึ้นนั่งด้วยความหงุดหงิด แต่อึดใจต่อมาเขาก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่าลั่วซางย้ายไปนอนห้องรับแขกแล้ว และเธอกำลังจะจากไปในวันนี้

 

ในตอนเช้า เขาเดินลงมาข้างล่างพร้อมกับรอยคล้ำใต้ตา และเห็นลั่วซางทักทายเขาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส “คุณเหนียนคะ เมื่อคืนหลับสบายไหมคะ?” เธอถามพลางถือจานข้าวโพดหวานเดินมา

 

“มองหน้าฉัน แล้วบอกมาซิว่าเมื่อคืนฉันหลับสบายไหม” ดวงตาอันเย็นชาของเหนียนจุนถิงกวาดมองไปที่ใบหน้าของลั่วซาง ดูเหมือนว่าเธอจะหลับเต็มอิ่มผิดกับเขา ใบหน้าที่เคยซีดเซียวของเธอวันนี้กลับดูมีเลือดฝาดเปล่งปลั่ง ริมฝีปากดูนุ่มนวลและชุ่มชื้น เธอไม่ได้ดูเศร้าสร้อยที่จะต้องไปจากเขาเลยสักนิด ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกไม่เข้าใจ

 

“ดูเหมือนเธอจะหลับสบายดีนะ” เขาประชด

 

เธอไม่ได้สังเกตถึงน้ำเสียงประชดประชันนั้น แต่กลับตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ค่ะ ฉันหลับยาวรวดเดียวทั้งคืนเลย เพราะไม่ต้องคอยตื่นมาพยุงคุณไปเข้าห้องน้ำหรือยกน้ำให้คุณทานแล้วน่ะค่ะ”

 

ใบหน้าของเหนียนจุนถิงยิ่งบูดบึ้งหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำตอบนั้น เขาโพล่งขึ้นว่า “เธอหมายความว่ายังไง? เธอจะบอกว่าที่ผ่านมาเธอนอนไม่หลับก็เพราะฉันงั้นเหรอ?”

 

ลั่วซางถึงกับใบ้กิน ไม่รู้จะตอบคำถามนี้ยังไงดี

 

‘ก็นั่นมันไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรรู้อยู่แล้วเหรอคะ?’ เธอคิดในใจ

 

ลั่วซางไม่เข้าใจว่าทำไมเหนียนจุนถิงถึงพูดแบบนั้น แต่เมื่อนึกได้ว่าเธอกำลังจะไปในไม่ช้า เธอจึงรีบพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ การได้ดูแลคุณถือเป็นเกียรติของฉันมากเลยค่ะ คุณเหนียน”

 

“เป็นเกียรติจริงๆ นั่นแหละ เธอได้กำไรจากฉันไปตั้งเท่าไหร่แล้ว” เหนียนจุนถิงพูดพลางมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “ตั้งแต่ฉันเกิดมา ยังไม่เคยมีใครสัมผัสตรง...ตรงนั้นของฉันบ่อยเท่าเธอเลยนะ”

 

ลั่วซางรู้สึกอับอายจนทำตัวไม่ถูก แม้ว่าเธอจะเริ่มชินกับงานนั้นแล้ว แต่พอถูกพูดถึงขึ้นมาตรงๆ ใบหน้าของเธอก็ยังแดงซ่านขึ้นมาทันที

 

เมื่อเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของเธอ เหนียนจุนถิงก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันควัน ริมฝีปากของเขาหยักยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “เพราะงั้น... เธอควรจะพอใจได้แล้วนะ และจากไปแบบไม่มีอะไรต้องเสียดาย”

 

เป็นอีกครั้งที่ลั่วซางไม่รู้จะตอบโต้ยังไงดี

 

“เอ่อ... คุณเหนียนคะ เชิญทานมื้อเช้าเถอะค่ะ ทานเสร็จแล้วฉันก็จะขอตัวเลยนะคะ” เธอรู้สึกว่าถ้าบทสนทนานี้ยังดำเนินต่อไป เธอต้องบ้าตายแน่ๆ

 

“แล้วเธอจะไปยังไง?” เหนียนจุนถิงถามพลางเม้มริมฝีปาก

 

“ฉันมีของไม่เยอะค่ะ เดี๋ยวจะนั่งรถเมล์แล้วไปต่อรถไฟใต้ดินเอาค่ะ” ลั่วซางตอบ

 

ตอนที่ 63: เลิกพูดมากได้แล้ว ฉันไม่ชอบให้ใครขัดคำสั่ง

 

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” เหนียนจุนถิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ “เราจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน”

 

“แต่ทางไปที่พักของฉันกับบริษัทของคุณมันคนละทางกันเลยนะคะ อีกอย่างอาหารเช้าก็เตรียมไว้เสร็จหมดแล้วด้วย” ลั่วซางแย้ง ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้สึกปลื้มใจอยู่ลึกๆ ที่เขาเสนอตัว

 

“ไม่เป็นไร ฉันเป็นเจ้าของบริษัท จะเข้างานเมื่อไหร่ก็ได้ เลิกพูดมากได้แล้ว ฉันไม่ชอบให้ใครขัดคำสั่ง” พูดจบเหนียนจุนถิงก็เดินลงบันไดไปทันที

 

ลั่วซางไม่มีทางเปลี่ยนใจเขาได้เลย หลังจากบอกลาพี่หลานแล้ว เธอก็เก็บกระเป๋าเดินตามเหนียนจุนถิงไปที่ลานจอดรถ ตอนนั้นเป็นเวลาแปดโมงเช้า

 

ข้าวโพดหวานถูกต้มจนสุกพอดี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียของ ลั่วซางจึงหยิบข้าวโพดติดมือมาด้วยและเดินแทะไปตลอดทาง

 

เหนียนจุนถิงหันมามองที่เธอก่อนจะขึ้นรถ เขาเห็นว่ามีเศษข้าวโพดติดอยู่ที่ข้างแก้มของเธอ แสงแดดยามเช้าที่อบอุ่นทำให้เธอดูมีความน่าเอ็นดูอย่างประหลาด

 

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปหยิบเศษข้าวโพดออกให้โดยไม่ทันคิด ลั่วซางสะดุ้งแล้วเบือนหน้าหนี ทว่าจังหวะที่เธอขยับนั้นเอง ปลายนิ้วของเขาจึงลากผ่านริมฝีปากสีแดงระเรื่อของเธอไปเบาๆ เขาพรรณนาในใจว่าริมฝีปากของเธอนั้นทั้งนุ่มและชุ่มฉ่ำ เหมือนกับเยลลี่ที่เขาเคยสัมผัสตอนเด็กๆ ไม่มีผิด

 

ทั้งคู่ชะงักไปพร้อมกัน

 

เหนียนจุนถิงกะพริบตาถี่ๆ แล้วรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟช็อต “กิน กิน กิน รู้จักแต่กินจริงๆ ชาติที่แล้ว เธอต้องเกิดเป็นหมูมาแน่ๆ” เขาพูดกลบเกลื่อนด้วยใบหน้าบึ้งตึง

 

“ฉันแค่ไม่อยากทิ้งให้เสียของนี่คะ” ลั่วซางทำปากยื่นพลางทำหน้าตาไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อย

 

เหนียนจุนถิงแค่นเสียงหึแล้วหันไปขึ้นรถ เขาเชื่อว่าตัวเองต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ ที่ดันไปมองว่าผู้หญิงแก่ๆ คนนี้ดูเหมือนเด็กตอนทำท่ามุ่ยปากแบบนั้น

 

ครู่ต่อมา เหนียนจุนถิงเหลือบมองกระเป๋าใบเล็กของลั่วซางแล้วถามว่า “ข้าวของเธอมีแค่นี้เองเหรอ?”

 

“ค่ะ” เธอตอบ

 

เหนียนจุนถิงขมวดคิ้ว เขาเพิ่งนึกออกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด บางครั้งเขายังรู้สึกเบื่อแทน ที่ต้องเห็นเธอใส่ชุดเดิมๆ

 

“เธอจะใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้นะ” เขาถอนหายใจ รู้สึกว่าตัวเองกำลังกังวลเรื่องของเธอมากเกินไป “ผู้หญิงควรจะใช้เวลาแต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยๆ หน่อย จะได้ดึงดูดสายตาผู้ชายบ้าง”

 

ลั่วซางนึกถึงอี้จิ้งซีขึ้นมาทันที แววตาของเธอฉายแววดูแคลนออกมาวูบหนึ่ง เมื่อก่อนเธอไม่ได้พยายามทำให้ตัวเองดูสวยหรอกเหรอ? ใครๆ ก็ยอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในคณะ แต่สุดท้ายคู่หมั้นของเธอกลับนอกใจไปเลือกจงอีที่สวยเทียบเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

“ฉันว่า... ผู้ชายเขาสนใจเรื่องลีลาบนเตียงของผู้หญิงมากกว่านะคะ” เธอพูดประชด

 

“นี่เธอกำลังจะบอกว่าตัวเองลีลาเด็ดงั้นเหรอ?” เหนียนจุนถิงยิ้มเยาะที่มุมปากแล้วเสริมว่า “แต่ต่อให้จะเก่งแค่ไหนบนเตียง เธอก็ต้องสวยพอก่อนไหมถึงจะล่อผู้ชายขึ้นเตียงได้น่ะ?”

 

“ฉันไม่เก่งอะไรสักอย่างหรอกค่ะ” เธอพึมพำ

 

นั่นคือเหตุผลที่เธอสูญเสียทุกอย่างไป

 

เธอกดสายตาลงต่ำและเม้มริมฝีปากเข้าหากัน บรรยากาศในรถจู่ๆ ก็เงียบเหงาและเศร้าสร้อยขึ้นมา

 

เหนียนจุนถิงถูจมูกตัวเองพลางคิดว่าเขาอาจจะไปสะกิดแผลใจของเธอเข้า เขาไม่ได้ตั้งใจจะวิจารณ์เธอหรอกนะ เขาแค่ต้องการให้คำแนะนำในมุมมองของผู้ชายคนหนึ่ง เพื่อที่เธอจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า

 

เขาไอแห้งๆ ออกมาเบาๆ ก่อนจะหยิบปึกเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้เธอ “นี่คือรางวัลที่เธอช่วยชีวิตฉันไว้ที่โรงพยาบาลคราวก่อน แล้วก็ที่ช่วยชี้จุดผิดในสัญญาด้วย”

 

ลั่วซางชะงักด้วยความตกใจ เงินปึกนี้มีจำนวนมากกว่าที่มู่หรงเฉิงเพิ่งให้เธอมาเสียอีก

 

“คุณเหนียนคะ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ คุณนายเหนียนเพิ่งให้ฉันมาตั้งเยอะ มากกว่าค่าจ้างที่ฉันควรได้ด้วยซ้ำ คุณไม่ควรให้ฉันเพิ่มอีก ฉันไม่ควรได้รับมันค่ะ”

 

“ลั่วซาง เธอรู้ไหมว่าฉันเกลียดอะไรในตัวคนจีนบางคนมากที่สุด?” เหนียนจุนถิงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ดูมีอำนาจสมกับเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ “นั่นก็คือการที่ทั้งๆ ที่อยากได้ใจจะขาด แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่อยากได้นี่แหละ เธออยากให้ฉันต้องอ้อนวอนให้เธอรับเงินนี้ไปงั้นเหรอ? อย่าทำให้ฉันโมโห ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่ได้ออกจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว จะรับหรือไม่รับ?”

 

ลั่วซางถึงกับพูดไม่ออก

 

เธอรู้สึกจริงๆ ว่าเธอไม่ควรได้รับเงินพิเศษมากมายขนาดนี้

 

ทุกวัน
กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป