Your Wishlist

ป่วนหัวใจนายหัว (ตอนที่ 5 ถอดใจยอมแพ้)

Author: ปักกาดแก้ว

ว่าด้วยเรื่องของ'ไฟฟ้า'ผู้ชายหน้าใสที่นำพาความวุ่ยวายมาให้'ภูผา'นายหัวที่มีนิสัยขี้รำคาญ แถมยังไปท้าทายด้วยการตามตื้อจนอีกฝ่ายไล่ก็ยังไม่ไป จนกว่าเขาจะพิชิตใจนายหัวคนเย็นชามาได้

จำนวนตอน : 11

ตอนที่ 5 ถอดใจยอมแพ้

  • 31/10/2565

ตอนที่ 5 ถอดใจยอมแพ้

“โอ้โห บ้านโคตรใหญ่! พวกมันจับคุณมาทำไมเหรอ หรือว่าคุณทำธุรกิจขัดขาพวกมัน? พวกมันเลยแค้น?” ไฟฟ้ากระซิบถามภูผา หลังจากที่เมื่อเช้าโจรสี่คนยอมปล่อยไฟฟ้าและกำลังจะพาภูผาข้ามฝั่งเพื่อพามาพบเจ้านายของพวกมัน แต่ไฟฟ้าก็ยังเข้าขัดขวางไม่ยอมให้พวกมันเอาตัวภูผาไปได้ง่ายๆ เพื่อตัดปัญหาชายสี่คนจึงจับไฟฟ้ามาด้วย ทำให้ภูผาได้แต่มองแล้วอยากจะเอามือกุมขมับ

“ดูละครมากไปหรือเปล่า?”

“บอดี้การ์ดเต็มบ้านแต่คุณดูชิลมากเลยเนอะ โดนลักพาตัวบ่อยเหรอ?”

“ได้ยินแว่วๆ ว่าใครลักพาตัวใครไม่ทราบ” อยู่ๆ ก็มีเสียงทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับลุงแก่ๆ แต่งตัวภูมิฐานค่อยๆ เดินลงบันไดมาจากชั้นสองของบ้าน บอดี้การ์ดต่างพากันโค้งคำนับให้ก่อนจะพากันออกไปจากห้องรับแขกเงียบๆ อย่างรู้หน้าที่

“นี่คนของฉันรุนแรงจนแกได้เลือดเลยเหรอ!”

“ก็ใช่น่ะสิลุง ไปลักพาตัวกันมาแบบนี้มันผิดกฎหมายรู้รึเปล่า! ถ้าผมรอดไปได้ผมจะแจ้งตำรวจมาจับให้หมดเลย!” ไฟฟ้าได้โอกาสจจึงขู่กลับไปหวังให้เขากลัว แต่กลับต้องใจหายหนีมายืนหลบและเบียดอยู่หลังภูผาจนแทบจะเข้าไปสิงร่าง เมื่อโดนเจ้าของบ้านตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ความเจ้าเล่ห์และขบขัน

“หึหึหึ งั้นแบบนี้ฉันยิ่งปล่อยให้รอดออกไปไม่ได้เลยน่ะสิ จริงไหม”

“เข้าเรื่องสักทีเถอะ ผมจะได้กลับ” ภูผาเอ่ยขึ้นด้วยหน้าจริงจัง แสดงให้รู้ว่าเขาไม่มีอารมณ์เล่นด้วย

“นั่งก่อนสิ ยืนนานๆ จะเมื่อยเอา” ไฟฟ้าตามขึ้นไปนั่งข้างภูผาบนโซฟาและเบียดกายแนบชิดจนเจ้าของบ้านมองไม่ละสายตา แม้แต่ตอนที่ลุงเจ้าของบ้านเรียกแม่บ้านมาทำแผลให้ภูผาใหม่ ถึงจะแปลกใจในความเมตตาของเจ้าของบ้านที่มีต่อภูผาแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ไฟฟ้าหายกลัว เขายังไม่ไว้ใจเจ้าของบ้านอยู่ดี

“จะขึ้นไปนั่งบนตักลูกชายให้ได้เลยรึไง ไอ้หนุ่ม”

“หือ...หะ? ลูกชาย?”

“รีบพูดธุระสักที ไม่งั้นผมจะกลับ” ภูผายังคงเร่งเร้าพ่อตัวเอง

“ใจเย็นๆ น่า แกจะไม่แนะนำไอ้หนุ่มคนนี้ให้ฉันรู้จักบ้างเหรอ …หน้าตาดีไม่เบา”

“ถ้าพ่อไม่พูดงั้นผมกลับ” ภูผาเอ่ยแล้วจับมือไฟฟ้าลุกขึ้นขณะที่กำลังเดินออกจากห้องรับแขก คำพูดของพ่อก็ทำให้ขาเขาต้องหยุดและหันกลับไปที่เดิม

“พ่อแม่ของพีทเขาเร่งให้เราจัดงานหมั้นลูกชายเขา”

“ผมไม่หมั้น”

“ถ้าแกไม่หมั้น บ้านเรากับบ้านเขามีปัญหาแน่”

“ผมไม่กลัว ผมจะไปคุยกับพีทเอง”

“แต่ว่าแก...”

“ธุระของพ่อมีแค่นี้ใช่ไหม ผมจะได้กลับ”

“คุณ...คุยกันดีดีก็ได้ นี่พ่อคุณนะ” รู้สึกเห็นใจลุงขึ้นมานิดนึงเมื่อลูกชายทำเย็นชาใส่

“เอาล่ะ แกอยากกลับก็กลับไปเถอะ”

“…”

“แต่ถ้าคิดถึงบ้านเมื่อไรก็กลับมาได้ตลอดเวลา ที่นี่ยังเป็นบ้านของแกเสมอ”

……….

“นายหัวไปไหนกันครับเนี่ยหายไปทั้งสองคนเลย” มิ้งเอ่ยออกมาทันทีที่เห็นภูผาและไฟฟ้าก้าวเข้ามาในบ้าน

“ไปบ้านมา” ภูผาตอบสั้นๆ

“ไปเองเหรอครับ”

“เปล่า”

ถ้าไม่ได้ไปเองงั้นก็แสดงว่า...

“แล้วคุณไฟไปด้วยแบบนี้ไม่ตกใจกลัวแย่เหรอครับ”

“มึงก็ลองถามเขาดูเองสิ”

“จริงๆ ก็ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร” ไฟฟ้าเอ่ยเสียงแผ่วแล้วเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ทำให้ทรงตัวไม่อยู่เป็นลมหมดสติ มิ้งกับภูผารับเข้าไปคว้าแล้วพาไปพักที่เตียงของภูผา

ที่จริงแล้วนายมิ้งรอเจอภูผาเมื่อรายงานว่าคืนที่ไฟดับไม่ได้เป็นเพราะพายุเข้าแต่เป็นเพราะฝีมือคน มีใครบางคนที่ไม่หวังดีอยู่ที่นี่ เพียงแต่ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าพวกนั้นต้องการอะไรกันแน่

ภูผาให้มิ้งเพิ่มรปภ. อีกทั้งสั่งโซล่าเซลล์เข้ามาติดตั้งไว้เพิ่มแสงสว่างหลายจุดอีก เมื่อไม่รู้ว่าเป็นใคร มันจึงยากที่เขาจะรับมือกับปัญหาที่บางคนตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้น

ไฟฟ้าตื่นขึ้นมาด้วยความหิว จมูกได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาเสียงประท้องจากกระเพาะก็ดังขึ้น ไฟฟ้าเดินตามกลิ่นไปจนพบกับภูผาใส่ผ้ากันเปื้อนกำลังต้มอะไรสักอย่างตั้งใจ จนไม่ได้สังเกตเห็นอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ข้างๆ ยังมีผัดหมูและอาหารอีกสองสามอย่างที่ทำเสร็จแล้ววางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน

“ตื่นแล้วก็ไปนั่งสิ ผมใกล้เสร็จแล้ว” ภูผาเอ่ยขึ้นหลังหันมาเห็นไฟฟ้ายืนทำหน้าเหมือนน้ำลายจะไหล

“คุณใส่ผ้ากันเปื้อนแบบนี้แล้วน่ารักดีนะ แต่ไม่เหมาะกับหน้านิ่งๆ ของคุณเลย” ไฟฟ้าเอ่ยแล้วยกอาหารที่ทำเสร็จมาวางบนโต๊ะทานอาหาร ก่อนที่ภูผาจะตามมานั่งและตักข้าวให้คนละจาน

“ผมจะถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน”

“…”

“คุณรู้สึกดีขึ้นแล้วเหรอถึงลุกมาได้”

“สงสัยผมคงเพลียน่ะ ได้นอนไปเมื่อกี้ก็ดีขึ้นแล้วแล้วยิ่งได้กินอาหารอร่อยๆ แบบนี้นะ...ผมหายทันที” ภูผาได้แต่ฟังแล้วก็ส่ายหัวให้เบาๆ

“ที่สำคัญกินแล้วไม่ท้องเสียแน่นอน”

“เอ้าคุณ!... ผมทำ กินก็ไม่ท้องเสียนะ!... แล้วอย่ามาติดใจฝีมือทำอาหารของผมละกัน”

“ไว้ผมจะลองกินอาหารที่คุณทำบ้างละกัน”

“คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน...เอ๊ะ! เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ? ... คุณจะยอมกินกับข้าวที่ผมทำแล้วเหรอ?!”

“หูตึงเหรอ” ไฟฟ้ากำลังจะยิ้มดีใจแต่ก็ต้องเปลี่ยนตวัดตามองค้อนแทน ปากคุณนี่มัน...

หลังจากทั้งคู่ทานเสร็จไฟฟ้าอาสาล้างจานตอบแทนที่ภูผาทำอาหารให้กิน แต่ก็ยังไม่วายก่อเรื่องให้ภูผาอีกแล้ว...

“อย่าทำจานผมแตกละ” เสียงกระซิบดังชิดใบหูเล็กของไฟฟ้าจนสะดุ้งตกใจปล่อยจานหลุดมือ

เฮ้ย!

เพล้ง…

โอ๊ย...

“คุณ! เจ็บมากไหม...ผมขอโทษ คุณมาเงียบๆ ข้างหลังผมก็ตกใจหมดสิ” เมื่อหายตกใจไฟฟ้าก็รีบพยุงภูผาไปนั่งและสำรวจความบาดเจ็บของภูผา

“คุณก็เลยเหยียบเท้าผมคืน?”

“ผมไม่ได้ตั้งใจ......ผมแค่สะดุ้งแรงไปหน่อยไม่ทันระวังเลยถอยไปเหยียบคุณ...แต่ผมตัวไม่หนักนะ...” ไฟฟ้าอธิบายความจริงให้ฟัง ขณะที่กำลังนวดยาให้คนเจ็บที่กำลังเอาเรื่องเขาอยู่

“คุณกระโดดแล้วกระทืบเท้าลงมาที่เท้าผมเต็มๆ คุณคิดว่ามันเกี่ยวไหมที่คุณตัวหนักตัวเบา”

“...” ภูผามองใบหน้าขาวของไฟฟ้าที่กำลังซีดลงเรื่อยๆ ริมฝีปากเม้มเข้ากันแน่น ในดวงตาสั่นไหวคล้ายกำลังกลั้นน้ำตา ถ้าเป็นเมื่อก่อนอะไรที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองไฟฟ้าจะเถียงจนกว่าตัวเองจะชนะ แต่มาตอนนี้กลับนั่งนิ่งให้เขาดุยังกับเป็นความผิดของตัวเองทั้งที่ตัวเองต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกเขาแกล้ง

..........

สำนักงาน

ภูผาไม่อยู่อีกแล้วและไฟฟ้าก็ชินแล้วที่เวลาทำงานจะมีมิ้งคอยติดตามไปด้วยเสมอๆ

“ไฟดับ? พายุอีกแล้วเหรอมิ้ง ” ไฟฟ้าเอ่ยถามขณะที่กำลังจะเลิกงาน

“ไม่น่าใช่นะครับ กรมอุตุไม่เห็นมีแจ้ง พ่อกับนายหัวก็ไม่แจ้ง”

“เราลองไปดูเครื่องปั่นไฟไหม มันอาจจะเสียเองก็ได้”

“ไปครับ” เป็นครั้งแรกที่ไฟฟ้ารู้ว่าเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่สำหรับใช้ทั้งเกาะ มันอยู่ห่างไกลพอสมควร มิ้งบอกว่าภูผากังวลแทนชาวบ้านเกรงจะได้รับผลกระทบจากเสียงและถ้ามันขัดข้องหรือระเบิดขึ้นมาจะได้ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จึงต้องตั้งให้ห่างไกลไปหน่อย

“เป็นไงบ้าง”

“เครื่องปั่นไฟเสียจริงครับ แต่ว่าไม่ได้เสียเอง มีคนจงใจทำให้มันเสีย” เอ่ยจบมิ้งก็ลงมือซ่อมเครื่องต่อปั่นไฟต่อเงียบๆ

“แล้วใครทำให้มันเสีย ... ทำไปทำไม แปลกคน”

“…”

“ผมชักเป็นห่วงงานในไซต์แล้วสิ... ขอขึ้นไปดูให้วางใจสักหน่อยไม่ได้เหรอ...”

“…” มิ้งคิดตามอย่างกังวล

“นี่ก็พึ่งจะเลิกงานเองไม่ได้จะอยู่ดึกสักหน่อย”

“ก็ได้ครับ...งั้นผมไปตามชาวบ้านมาซ่อมเครื่องปั่นก่อน คุณไฟอย่าอยู่ห่างจากผมนะครับ”

“มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ผมก็ไม่แน่ใจ แต่นายหัวให้ผมดูแลคุณไฟให้ดี นายหัวเป็นห่วงคุณไฟนะครับ”

“ห่วงว่าผมจะก่อเรื่องให้เขาเดือดร้อนสิไม่ว่า คนอย่างเจ้านายมิ้งนี่นะ...”

ไฟฟ้าเอ่ยพลางนึกถึงใบหน้าคมดวงตาโฉบเฉี่ยวดุดันที่ชอบไล่เขาไปไกลๆ ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่แสนเย็นชา ไม่รู้ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ ไหนลุงแสงเคยบอกว่าภูผาชอบที่นี่มาก แต่ครั้งนี้ไปนานเกินไปแล้ว หรือไม่ภูผาคงจะไม่กลับมาแล้ว หรือที่จริงแล้วตั้งใจหลบหน้าเขา

บรรยากาศตอนหัวค่ำที่มืดมนบนเกาะที่เงียบสงบ มีลมทะเลพัดโชยมาเบาๆ เสียงคลื่นกระทบเข้าฝั่งเป็นระลอก แสงไฟฉายจากแคมป์คนงานที่ห่างออกไปสาดส่องออกมาเป็นดวงๆ

"มาช้าจังนายมิ้ง" ไฟฟ้าเอ่ยขึ้นหลังจากรอนายมิ้งมาประมาณครึ่งชั่วโมง

"ขอโทษครับคุณไฟ ว่าแต่เราจะเริ่มจากตรงไหนดีครับ" นายมิ้งเอ่ยขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินเข้าไซต์ ที่มีเพียงแสงไฟที่ได้จากโซลาร์เซลล์ของภูผาให้ความสว่างเป็นจุดจุด

"ยังไม่ได้คิดเหมือนกัน" อ้าว...

"เอ่อ...งั้นตามผมมาดีกว่าครับ"

นายมิ้งพาไฟฟ้าในส่วนที่เป็นลิฟต์ขนของสำหรับใช้ชั่วคราวสำรวจบริเวรรอบก่อนจะค่อยๆไล่ไปตามพื้นแต่ละส่วนเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงคนคุยกัน พวกเขาจึงแอบตามเสียงนั้นไปเงียบๆ พบคนร้ายสามคนรูปร่างกำยำสวมไอ้โม่งปกปิดหน้าตา คนหนึ่งกำลังใช้มีดตัดสายไฟในตู้ควบคุมไฟฟ้า ส่วนอีกสองคนใช้ซากไก่หลายสิบตัวจุ่มเลือดสดๆ ที่พวกมันเตรียมมา จากนั้นเขวี้ยงไปทั่วรอบๆ บริเวณ ไฟฟ้าและมิ้งมองการกระทำนั้นอย่างสงสัย ขณะที่คนร้ายอีกคนกำลังนำเลือดที่เหลือทั้งหมดสาดใส่ตู้ไฟและผนังบริเวณทั้งหมด พวกมันตั้งใจก่อกวนชัดๆ อยู่ๆไฟฟ้าพุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว เขากระชากหัวผู้ร้ายที่เร่งตัดสายไฟหันกลับมาและต่อยมันออกไปหนึ่งมัด อีกสองคนชะงักและมองมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพากันมารุมจัดการไฟฟ้าเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทีมของตัวเอง มิ้งเห็นดังนั้นจึงเข้าไปช่วยไฟฟ้า เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย มิ้งไม่คิดว่าไฟฟ้าจะใจร้อนแบบนี้ อย่างน้อยก็ควรหาโอกาสจัดการทีละคน เพราะฝั่งเราคนน้อยกว่าย่อมเสียเปรียบ ทว่าเขาไม่มีเวลาคิดมากขนาดนั้น ทั้งไฟฟ้าและมิ้งต่างสะบักสะบอมและเจ็บตัวไปตามๆ กัน จากนั้นพวกมันก็ใช้โอกาสนี้แทงมีดเข้าไปที่ท้องของมิ้งอย่างจัง

“มิ้ง!!!!!” ไฟฟ้าร้องออกมาสุดเสียง ทั้งโกรธทั้งเสียใจได้แต่มองมิ้งทรุดตัวล้มลงด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลออกมาท่วมจนมองไม่เห็นแผล เมื่อมิ้งถูกจัดการไปแล้วหนึ่งคน พวกมันจึงหันมาจัดการกับไฟฟ้าต่อ

ขณะที่หนึ่งในคนร้ายกำลังถือมีดด้ามคมที่ใช้สำหรับตัดสายไฟย่างเข้าหาไฟฟ้าที่ถูกคนร้ายอีกคนจับตัวเอาไว้จากด้านหลังอย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดการเกาะกุมเท่าไหร่ก็ดิ้นไม่หลุด ในใจเริ่มตระหนักถึงความกลัว พาลให้นึกนายหัวเจ้าของเกาะอีกแล้ว แต่อย่างน้อยคราวนี้คนที่จะเจ็บตัวก็ไม่ใช่ภูผา แต่เป็นเขาเอง ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ หยาดน้ำตาไหลเอ่อมาขอบตาคลอเบ้าได้ยินแต่เสียงแหบแห้งแผ่วเบาของมิ้งร้องห้ามอย่างร้อนรน

ทว่าจู่ๆ ภูผาก็โผล่มาแล้วกระโดดถีบไฟฟ้าจากด้านข้าง ทำให้ไฟฟ้าและคนร้ายที่จับไฟฟ้าไว้ทั้งคู่ต่างก็กลิ้งกันไปคนละทาง จริงๆ มึงควรถีบไอ้คนถือมีดที่จะเข้ามาแทงกูไม่ใช่เหรอวะ แต่ช่างเถอะนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะตอนนี้เขาหลุดจากการเกาะกุมแล้ว ไฟฟ้ารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปกระทืบไอ้คนที่มันจับตัวเขาไว้ในขณะที่มันยังตั้งตัวไม่ได้ จนนอนแน่นิ่งและสลบไป ก่อนจะหันไปเห็นคนร้ายอีกคนที่ถูกภูผาจัดการจนราบคาบ

ภูผาให้รอนพาตำรวจเข้ามาจับกุมคนร้ายไปโรงพัก ส่วนคนที่เจ็บหนักที่สุดคือมิ้ง ภาพที่มิ้งเจ็บปวดทำให้ความรู้สึกผิดมันเกาะกินอยู่ในหัวใจเขาไม่ไปไหน ภูผาพูดถูกเขามันตัวปัญหาชอบก่อเรื่อง ทำให้คนรอบตัวเขาเดือดร้อนทุกคน ไฟฟ้าคิดแล้วก็ได้แต่ทิ้งตัวนอนลงบนชายหาด ปล่อยร่างกายส่วนที่พ้นชายผ้าให้สัมผัสกับพื้นทรายละเอียด เงยหน้าลืมตามองดวงดาวบนท้องฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของเกาะ วันนี้ทะเลเรียบจึงมีเพียงเสียงคลื่นเล็กๆ เท่านั้นที่ซัดกระทบหาดทรายเป็นจังหวะ สูดลมหายใจเข้าลึกสุดเพียงหวังว่ามันจะช่วยขจัดความหม่นหมองออกจากใจเขาได้

จุ๊บ..

ซี้ด..

ริมฝีปากหยักของภูผาประทับลงมาที่รอยฟกช้ำบนใบหน้ามนเบาๆ หนึ่งที ส่งผลไฟฟ้าให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเผลอยกมือเรียวแตะลงบนรอยสัมผัสและผลักใบหน้าเข้มออกห่างอย่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของอีกคนอยู่ใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจ แสงจันทร์สว่างสาดส่องลงมากระทบใบหน้าภูผาจนเห็นไรหนวด พลันหัวใจเจ้ากรรมก็เต้นแรงสูบฉีดเลือดขึ้นมาบนใบหน้ามนจากสีขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ แล้วพยายามเอ่ยเสียงเข้มออกไป

"ค… คุณทำอะไรเนี่ย"

"คุณเคยทำแบบนี้เพื่อให้แผลผมหายไวไวไม่ใช่เหรอ ผมก็แค่ทำให้คุณบ้าง"

"ไม่ต้องอะ ผมไม่ได้เป็นอะไร คุณจะไปไหนก็ไปเถอะ ผมอยากอยู่คนเดียว"

"โอเค...งั้นผมอยู่ตรงนี้แหละ"

"นี่คุณ! คุณพูดเองไม่ใช่เหรอว่าผมเป็นตัวปัญหาแล้วจะมาอยู่ใกล้ผมทำไม! ชอบเจ็บตัวนักหรือหะ! " ไฟฟ้าตะเบ็งเสียงเอ่ยออกมาตามอารมณ์ แผ่นอกสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่รุนแรง เขาทั้งโกรธทั้งเจ็บใจและเสียใจ... เข้าใจแล้วที่ภูผาเกลียดเขาและมักจะไล่ให้อยู่ไกลห่าง ตอนนี้เขาเองก็เกลียดตัวเองเหมือนกันเกลียดนิสัยที่ชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะตัวเอง เขาต้องทำอย่างไร ต้องแก้ไขตัวเองอย่างไรดี

"..."

"คุณพูดถูก ผมตัวซวยชอบก่อเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อนตลอดเวลา แล้วเรื่องวุ่นวายวันนี้มันก็เป็นเพราะผม ผมเกือบพามิ้งไปตาย..."

เสียงหวานของไฟฟ้าเอ่ยขึ้นด้วยความเศร้า ร่างบางสันทัดลุกขึ้นนั่งชันเข่า ดวงตาหมองหม่นทอดมองไปยังผิวน้ำทะเลที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยิบยับอยู่ตรงหน้า

"..."

" ต่อไปนี้ผมจะไม่ยุ่งวุ่นวายให้คุณต้องลำบากใจอีก เหลืออีกสองเดือนงานตกแต่งก็จะเสร็จ ผมจะเร่งผู้รับเหมาให้เร็วที่สุด ผมจะตั้งใจทำงานของผมแล้วจะรีบไป ทุกคนที่นี่จะได้ไม่ต้องมีใครมาเดือดร้อนเพราะผมอีก"

"แค่นี้คุณก็ถอดใจแล้วเหรอ...หึ...ง่ายดีนะ" เสียงเข้มของภูผากล่าวออกมาเพียงเท่านั้นทั้งที่ในใจมีอะไรบางอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน รู้แต่เพียงมันอึดอัดอยู่ข้างในยิ่งได้ฟังประโยคสุดท้ายนี้จากอีกคนหัวใจก็บีบรัดเหมือนจะหายไม่ออก บรรยากาศรอบตัวพลันมืดหม่นและเงียบเหงาจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแผ่วเบา ห้วงลมหายใจสะดุดจนต้องสูดหายใจเข้าปอดแรงๆ

อยากจับไหล่ไฟฟ้าทั้งสองข้างแล้วเขย่าแรงๆ ให้กลับมาเป็นคนเดิมที่สดใสและมั่นใจแต่บางทีก็เกินเลยไปเข้าขั้นหลงตัวเองก็ว่าได้

เมื่อก่อนโดนด่าเขาไปตั้งเท่าไหร่ ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายจะเก็บมาใส่ใจ เขาเหลือบมองไฟฟ้าจากด้านข้าง ใบหน้าเศร้าสลดกำลังเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่รู้ว่าชีวิตของไฟฟ้าเคยพบเจออะไรมาบ้าง แต่ชีวิตเขามีประสบการณ์มาไม่น้อยการหักหลังและทำร้ายกันเพื่อผลประโยชน์ถือเป็นเรื่องปกติของวงการธุรกิจ ต่อให้ต้องฆ่าแกงกันก็มีไม่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยทำแต่ใช่ว่าเขาจะไม่เจอ นายหัวที่มีธุรกิจและร่ำรวยเช่นเขาย่อมถูกมองเป็นเหยื่อชิ้นใหญ่ที่จะมีส่วนส่งเสริมธุรกิจตัวเองให้เติบโต หลายคนจึงยอมทุกทำอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะปั้นหน้าสวยหน้าหล่อพูดจาดีไพเราะแต่ปราศจากความจริงใจ แต่มีหรือที่คนอย่างเขาจะดูไม่ออก เขาเกลียดที่สุดพวกใส่กากหน้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดี แล้วสุดท้ายก็หักหลังกันอย่างเลือดเย็น เขาจึงเลือกปลีกตัวมาใช้ชีวิตเงียบสงบตามธรรมมชาติอยู่ที่เกาะ

ไฟฟ้าไม่ใช่ตัวสร้างปัญหาอย่างที่เจ้าตัวยอมรับกับเขา แต่ที่เขาคอยว่าคอยด่าอีกคนเป็นเพียงเพราะนิสัยสันโดษของตัวเองเท่านั้น บวกกับประสบการณ์การเจอกันครั้งแรกที่แสนวุ่นวายแล้ว มันก็คงไม่แปลกเลยที่เขาจะอยากไล่ไฟฟ้าให้ออกไปให้พ้นจากชีวิตเขา

"ผมยอมแพ้แล้ว คุณได้ยินไหมว่าผมแพ้แล้ว!" ไฟฟ้ายอมรับความพ่ายแพ้ในโชคชะตาที่กำหนดให้เขาเป็นตัวซวยของที่นี่

"เพียงเพราะเรื่องวันนี้น่ะหรือที่ทำให้คุณยอมถอยง่ายๆ"

"นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง..." ภูผายังคงนั่งมองริมฝีบางกระจับบนใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำเงียบๆ เพื่อให้ไฟฟ้าพูดต่อ

"แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือคุณ ในขณะที่ผมพยายามงัดทุกวิธีเพื่อเอาชนะใจคุณให้ได้ แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นหัวใจของผมเองที่แพ้ให้คุณซะเอง" เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไฟฟ้าก็พึ่งยอมรับกับตัวเองเช่นกัน

"..." ภูผายังคงฟังไฟฟ้าพูดต่อไปเงียบๆ ด้วยหัวใจเต้นถี่จนสั่นไหว ดวงตาคมเปล่งประกายจ้องมองริมฝีปากอีกคนที่ขยับพูดไปมาอย่างใจจดใจจ่อ

"แต่ก่อนที่ความรู้สึกจะถลำลึกผมว่าควรรีบถอนตัวตั้งแต่ตอนที่ยังโอกาสก่อนที่หัวใจผมมันจะเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะยังไงคุณก็ไม่มีวันชอบผมที่สำคัญมีแต่ผมที่จะสร้างแต่ความวุ่นวายให้คุณเกลียดผมมากกว่าเดิม"

"..."

"คุณ! ฟังผมอยู่หรือเปล่า?" ไฟฟ้าหันกลับมาสบตากับดวงตาคมดุดันที่กำลังเปล่งประกาย ทว่าเจ้าของมันกลับเอาแต่นิ่งและเงียบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก

"อืม... จริงๆ ผมกำลังคิดว่าจะลองเปิดใจกับคุณดูสักหน่อย" ไฟฟ้าพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่ได้คือสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงได้แต่อ้าปากค้าง ดวงตาหวานฉ่ำเบิกกว้าง รอยยิ้มเริ่มปรากฏออกมาแต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นใบหน้าบู้บี้เหยเกเพราะเจ็บรวดร้าวตามรอยฟกช้ำบนใบหน้า

"แต่ถ้าคุณตัดสินใจแล้ว ผมก็คงต้องแล้วแต่คุณ" ภูผาเอ่ยพร้อมเหลือบมองสีหน้าอันน่าเอ็นดูปนขำของอีกคน

..........

 

 

ทุกวัน
กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า