เช่นเดียวกับที่ทีมถูกส่งไปจัดการกับไอเลียน่า เหล่านักฆ่าในตำหนักของดาฟเน่เป็นกลุ่มนางกำนัลและขันทีที่ผสมปนเปกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานให้พระสนมเอกโดยตรง หรือเป็นคนในขั้วอำนาจของนางก็ตาม
ประกอบด้วยอัศวินแท้จริงระดับสูง สิบคน และนางกำนัลระดับมหาอัศวินอีกสองคน เหตุผลที่ฝ่ายนั้นส่งยอดฝีมือชุดใหญ่ขนาดนี้มา ก็เพราะผู้ติดตามรอบกายของดาฟนีนั้นไม่ใช่กระจอก
พระสนมของจักรพรรดิจะได้รับอนุญาตให้มีผู้ติดตามส่วนตัวได้หกคน ซึ่งสามารถเลือกสรรมาจากตระกูลของตนเองได้ ดังนั้น ตระกูลคราคท์จึงได้เลือกหญิงสาวที่เป็นอัศวินแท้จริงขั้นที่เก้าผู้จงรักภักดีจำนวนหกคนมาเพื่อปกป้องนาง หญิงสาวเหล่านั้นล้วนมาจากตระกูลสาขาที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตระกูลคราคท์ ทว่าโชคร้ายที่พวกนางไม่สามารถตรวจพบการลอบโจมตีอย่างลับๆ ที่นำโดยนักบวชของเอลเซ่ได้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกนางก็ทำหน้าที่ดูแลดาฟนีที่นอนหมดสติอยู่เป็นอย่างดี ใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากผ่านพ้นปีอันเงียบสงบมาอย่างยาวนาน พวกนางจะต้องมาเผชิญกับการลอบสังหารอย่างเต็มรูปแบบเช่นนี้
คนทั้งสิบสองคนโผล่ออกมาจากเงามืดโดยไม่มีการเตือนใดๆ และพุ่งเข้าใส่พวกนางทันที แม้เหล่าผู้ติดตามจะต่อสู้สุดชีวิตเพื่อขับไล่ผู้บุกรุก แต่พวกนางก็ถูกกดดันและตีโต้กลับอย่างรวดเร็วโดยมหาอัศวินสองคนที่นำทัพมา
“ทำไมกัน?! คุณหนูของพวกเรานอนหมดสติมานานกว่าสิบปีแล้ว และไม่เคยทำอะไรล่วงเกินพระสนมเอกเลย ทำไมพวกเจ้าต้องโหดเหี้ยมกับนางถึงขนาดนี้ด้วย?!"
ผู้ติดตามคนหนึ่งแผดเสียงร้องด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอดีตนั้น ความสัมพันธ์ของนางกับดาฟนีดีที่สุด และนางมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอที่ไม่สามารถปกป้องคุณหนูเอาไว้ได้
แต่ที่ทำให้นางต้องโกรธแค้นจนตัวสั่น ก็คือคู่หูมหาอัศวินฝ่ายศัตรูกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ถ้าเจ้าอยากจะโทษใคร ก็ไปโทษเคานต์โวล์ฟกังที่ทำตัวไม่รู้จักฟ้ารู้จักดินโน่นเถอะ! เขาถึงกับตอนลูกชายตัวเองเพื่อตัดสิทธิ์ในการสืบทอดบัลลังก์ และยังอุตส่าห์ไปขอราชโองการจากจักรพรรดิเพื่อรับรองนังลูกเมียน้อยนั่นไม่พอ แต่ยังตั้งให้มันเป็นผู้สืบทอดทรัพย์สินทั้งหมดอีกด้วย! ในเมื่อเขาไม่สนใจชีวิตของพวกเรา แล้วทำไมพวกเราต้องสนด้วยล่ะ?"
เคานต์โวล์ฟกังมีบุตรเพียงสองคนเท่านั้น คนโตคืออเล็กซ์ที่เกิดจากภรรยาแต่งถูกต้องตามกฎหมาย และลูกสาวคือไอเลียนาที่เกิดจากอนุภรรยาอันเป็นที่รัก แม้ว่าผู้ชายจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีภรรยามากกว่าหนึ่งคน แต่พวกขุนนางก็มีสิทธิ์ที่จะมีอนุภรรยาได้หากต้องการ ยิ่งบรรดาศักดิ์สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอนุภรรยาได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้อยคนนักที่จะทำเช่นนั้น
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก... เพราะภรรยาหลวงของพวกเขานั้นไม่ใช่คนที่ใครจะมาเคี้ยวได้ง่ายๆ เพื่อรักษาความสูงส่งของสายเลือดขุนนางและสร้างพันธมิตร ขุนนางชายจึงแต่งงานกับหญิงสาวผู้สูงศักดิ์เท่านั้น ซึ่งหญิงสาวเหล่านั้นมักมาจากตระกูลที่มีระดับพอกันและมีเบื้องหลังที่ทรงอิทธิพล
การรับอนุภรรยาเข้ามาจึงไม่เพียงแต่เป็นการหยามเกียรติพวกนาง แต่ยังเป็นการหยามเกียรติตระกูลของพวกนางด้วย ขุนนางหลายคนเคยถูกขู่หย่าเพียงแค่คิดจะมีอนุภรรยา ดังนั้น มีเพียงลอร์ดผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริงเท่านั้นที่กล้าทำเช่นนี้ ด้วยการที่เป็นผู้อยู่บนจุดสูงสุดของระดับอัศวินเหนือมนุษย์ โวล์ฟกัง คราคท์ จึงเป็นวันที่เขาพาแม่ของไอเลียนาเข้าบ้าน ก็คือวันที่ภรรยาของเขาหนีจากเขาไปเพื่อเข้าร่วมกับคริสตจักรไฟสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ในฐานะนักบวชหญิง
นับตั้งแต่นั้นมา อเล็กซ์ก็เคียดแค้นบิดาของตนเองเสมอมาและหาทางต่อต้านเขาทุกวิถีทาง ดังนั้น เมื่อสายสืบของเอลเซ่เข้ามาติดต่อพร้อมข้อเสนอที่จะช่วยให้เขาฮุบตระกูลของบิดาก่อนเวลาอันควร เขาจึงเข้าร่วมฝ่ายของนางอย่างไม่ลังเล โดยไม่รู้เลยว่าบิดาของตนได้เฝ้าจับตาดูเขาทุกฝีเก้าและบันทึกความผิดทั้งหมดของเขาเอาไว้แล้ว
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อสามวันก่อน เคาท์โวล์ฟกังจะเดินเข้าไปในท้องพระโรง คุกเข่าต่อหน้าจักรพรรดิแล้วพูดว่า
"ข้ารับใช้ โวล์ฟกัง คราคท์ มีบุตรสาวเพียงคนเดียวที่ข้ารับใช้รักสุดหัวใจ แต่เป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้วที่นางอยู่ภายใต้การดูแลของฝ่าบาท และข้ารับใช้ก็ไม่ได้พบหน้านางเลยตั้งแต่นั้น ตอนนี้ความปรารถนาเดียวของข้ารับใช้คือ ขอให้ฝ่าบาททรงประทานสิทธิ์ในการรับรองนางเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อที่ข้ารับใช้จะได้ใส่ชื่อนางลงในทะเบียนตระกูล ด้วยเห็นแก่ความดีความชอบทั้งหมดของข้ารับใช้ในสมรภูมิ ข้ารับใช้หวังว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นชอบด้วย!"
เขาไม่เพียงแต่เป็นขุนนางผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่ยังเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ด้วยผลงานมากมาย และมีข่าวลือว่าอีกไม่นานเขาจะฝ่าระดับกึ่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์และได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นมาร์เกรฟ!
เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่เคยขอสิ่งใด องค์จักรพรรดิจึงยอมให้ตามคำขอของเขา ซึ่งเรื่องนี้ทำให้อเล็กซ์โกรธจัดจนฟิวส์ขาด และเอ่ยปากด่าทอบิดาของตนอย่างรุนแรงต่อหน้าธารกำนัล!
เพื่อเป็นการตอบโต้ เคานต์โวล์ฟกังจึงทุบตีเขาจนน่วมเป็นก้อนเนื้อโชกเลือด และขยี้ลูกอัณฑะของเขาจนแหลกละเอียด ท่ามกลางความตกตะลึงของขุนนางทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์! จากนั้นเขาก็ประกาศว่าลูกสาวของเขาจะเป็นผู้สืบทอด และเดินกลับคฤหาสน์ของตนไป
และดูเหมือนว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเองที่ทำให้พระสนมเอกผู้โกรธเกรี้ยวออกคำสั่งให้ประหารไอเลียนาและดาฟนี
“เป็นไปได้ยังไง…?”
ผู้ติดตามไม่อยากจะเชื่อว่าเคานต์โวล์ฟกังจะยอมทำถึงขนาดทำลายทายาทชายเพียงคนเดียวของตนเอง การทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการประกาศเจตนารมณ์ที่จะท้าทายเอลเซ่จนถึงที่สุดไม่ใช่หรือ?
“ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ด้วยการกระทำนั้น เขาได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้ดูแลชีวิตของพวกเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าก็ตายซะเถอะ!”
นางกำนัลวังตะโกนก้องและพุ่งเข้าหาหญิงรับใช้พร้อมกับดาบที่ฟาดฟันลงมา แต่ทว่าในตอนนั้นเอง..…
"หยุด!"
…เสียงหนึ่งดังกึกก้องมาจากด้านหลัง ทำให้ดาบของนางหยุดชะงักลงทันควัน
"ใคร?"
นางหันไปตามเสียงพร้อมกับคนอื่นๆ และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าไอเลียนา ซึ่งตามหลักแล้วควรจะตายไปแล้ว กำลังยืนอยู่ตรงนั้น โดยมีเด็กหนุ่มผมดำที่หล่อเหลาจนแทบหยุดหายใจยืนอยู่ข้างกาย
"โย่ เจ้านี่มันโง่จริงๆ เลยนะ มีคนบอกให้ 'หยุด' ตอนกำลังโจมตีอยู่ แล้วเจ้าก็หยุดจริงๆ เนี่ยนะ?"
คอนราดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเด็ก
และทันใดนั้น เส้นสีดำก็คืบคลานบนหน้าผากของทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ตรงนั้น
"ฆ่าพวกมันซะ!"
“ท่านหญิงไอเลียน่า ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เหล่าผู้ติดตามไม่ได้รู้สึกโล่งใจเลย ในทางกลับกัน หัวใจของพวกนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ด้วยกำลังของฝ่ายศัตรูในตอนนี้ ลำพังแค่ไอเลียนาคนเดียวไม่มีทางเปลี่ยนสถานการณ์ได้เลย นางมีแต่จะตามพวกนางไปยังปรโลกเท่านั้น ส่วนไอ้หนุ่มหน้ามนคนนั้น... ดูทรงแล้วคงจะเป็นพวกประเภท 'หล่อเกินกว่าจะพึ่งพาได้' ซะมากกว่า"
อัศวินแท้จริงระดับสูงสิบคนพุ่งเข้าใส่คนทั้งคู่ด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเร็วเสียง แต่เมื่อเห็นร่างที่พุ่งเข้ามา คอนราดกลับไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาเหยียดมือขวาออกไปและพึมพำว่า
"เมฆาเคลิ้มสุข"
เมฆสีชมพูลอยขึ้นจากปลายนิ้วของเขาและพุ่งเข้าหาผู้โจมตี เหล่าขันทีในกลุ่มนั้นไม่รู้สึกอะไรเลย แต่หญิงสาวที่เหลืออีกห้าคนกลับล้มพับลงไปกองกับพื้นทันทีพร้อมกับนัยน์ตาที่เบิกกว้าง
จากนั้นกลุ่มเมฆก็แพร่กระจายไปยังนางกำนัลระดับมหาอัศวิน และพวกนางก็ทรุดฮวบลงในลักษณะเดียวกันในเวลาต่อมา
"นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?"
เมื่อเห็นสหายและผู้นำของพวกตนล้มลงโดยไม่มีร่องรอยบาดแผลหรือการขัดขืนใดๆ เหล่าขันทีก็ตกใจจนไม่กล้าโจมตีต่อ ในขณะเดียวกัน เหล่าผู้ติดตามของดาฟเน่ก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ!"
จากนั้นหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้นเริ่มส่งเสียงหัวเราะคิกคักและบิดตัวไปมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขสมอันล้นพ้น ยิ่งสร้างความสับสนให้แก่ผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนั้นมากขึ้นไปอีก
“ปราชญ์เคยกล่าวไว้ว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความโกรธของสตรี แต่ข้าขอค้าน.....ถ้าจะมีสิ่งใดในโลกนี้ที่ข้าจะไม่มีวันกลัว มันก็คือความโกรธเกรี้ยวของสตรีนี่แหละ"
คอนราดพูดอย่างพึงพอใจและทำให้หน้าผากของไอเลียน่าขมวดมุ่นขึ้นไปอีก
จากนั้นเขาก็กระโจนเข้าหาขันทีด้วยความเร็วเกือบสองเท่าของเสียง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
และซัดพวกมันจนปลิวไปกระแทกกับกำแพงฝั่งตรงข้ามด้วยหมัดที่หนักหน่วงชุดใหญ่
บทที่ 16 หมอกหนาทึบ
หน้าอกของเหล่าขันทีถูกตีตราด้วยรอยหมัดอันหนักหน่วงของคอนราด เลือดหลั่งรินจากมุมปาก ร่างที่หมดสติแต่ยังคงหายใจอยู่ของพวกมันฝังแน่นอยู่ในกำแพง
ยามนี้ กลุ่มผู้บุกรุกที่ยังมีปฏิกิริยาอยู่ มีเพียงเหล่านางกำนัลที่ยังคงหัวเราะคิกคักอย่างโง่เขลาอยู่บนพื้น คอนราดเข้าไปในระบบเพื่อตรวจสอบแต้มประสบการณ์ (EXP) ของเขา ซึ่งพุ่งทะยานจาก 3,515 ไปจนถึง 124,015 แต้ม โดยเฟรย่า ในฐานะมหาอัศวินขั้นที่สองผู้มีความงามเป็นเลิศ นำแต้มมาให้ถึง 80,000 EXP ขณะที่นักบวชหญิงพรหมจรรย์ทั้งสามคนเพิ่มแต้มให้อีกรวม 4,0500 EXP
คอนราดใช้ 9,000 EXP แลกเปลี่ยนเป็น ถุงมิติแท้จริงระดับสูง แบบตั้งโปรแกรมได้ ซึ่งมีพื้นที่ขนาดหนึ่งหมื่นตารางเมตร และเขาได้จัดวางมันให้กลายเป็นคฤหาสน์หรูสีขาวสไตล์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สูงห้าชั้น กินพื้นที่หนึ่งพันตารางเมตร พร้อมสวนหย่อมและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่
จากนั้นเขาได้สร้างห้องใต้ดินที่จัดเป็นห้องขังนักโทษ ก่อนจะออกจากระบบด้วยจำนวนแต้ม EXP ที่เหลืออยู่ 115,015 แต้ม
คอนราดโยนถุงมิติลอยขึ้นไปบนอากาศ มันบินเหนือร่างของผู้บุกรุกที่พ่ายแพ้ กลืนกินพวกมันเข้าไปข้างใน และแยกย้ายพวกมันไปขังไว้ในห้องใต้ดิน
ในขณะเดียวกัน เหล่าผู้ติดตามส่วนตัวของดาฟนีต่างอ้าปากค้างพลางสงสัยว่าท่านหญิงของพวกนางไปพบเจอมนุษย์สายพันธุ์ที่ดุร้ายเช่นนี้มาจากที่ใด
"เขาเป็นชู้รักลับๆ ของท่านหญิงไอเลียนาหรือเปล่านะ?"
"ต้องใช่แน่ๆ!"
"มีเพียงบุรุษที่หล่อเหลาและโดดเด่นเช่นนี้เท่านั้นที่คู่ควรกับท่านหญิง"
พวกนางสรุปออกมาเสียงดัง ทำให้คอนราดยิ่งรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ส่วนไอเลียนาถึงกับสูญเสียการทรงตัว
'เอาเลย อย่าอายสิ ชมข้าต่อเลย มันถูกต้องแล้วที่คนโดดเด่นควรได้รับการยกย่อง เอาอีก เอาอีก เอาอีก...'
เขาคิดในใจพลางวางท่าทางราวกับยอดฝีมือผู้สันโดษ
"ใครเป็นชู้รักของใครกัน?! ไอ้คนสารเลวนี่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าทั้งนั้น!"
ไอเลียนาแผดเสียงร้องพลางชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่ใบหน้าอันภาคภูมิใจของคอนราด
"หืม... เจ้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร? พวกเราทำ 'เรื่องพรรค์นั้น' ร่วมกันมาตั้งมากมายจนจะเรียกว่าเจ้าเป็นภรรยาของข้าก็คงไม่เกินไปนักหรอก"
คำพูดอันไร้ยางอายนั้นทำให้เหล่าผู้ติดตามของดาฟนีถึงกับผงะ
"ทำเรื่องพรรค์นั้นกันแล้วงั้นรึ? ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...?"
"ข้าไม่คิดเลยว่าท่านหญิงไอเลียนาจะใจกล้าถึงเพียงนี้"
"ข้าเกรงว่าเคานต์โวล์ฟกังจะไม่พอใจกับเรื่องนี้นะ"
"เขาจะทำอะไรได้ล่ะ? อีกอย่าง ในเมื่อไม่มีลูกชายแล้ว ไม่ช้าก็เร็วท่านหญิงไอเลียนาก็ต้องสืบทอดสายเลือดอยู่ดี เริ่มตอนนี้เลยก็ไม่เสียหาย"
ไอเลียนาเหมือนถูกหมัดที่มองไม่เห็นกระหน่ำชกจนโซเซแทบจะล้มลงกับพื้น
คอนราดบันทึกความดีความชอบของเหล่าผู้ติดตามเหล่านี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ขอบคุณพวกนางอย่างเหมาะสมในอนาคต
แต่ตอนนี้ถึงเวลาต้องกลับมาจริงจังแล้ว
ไอเลียนาเดินเข้าไปหาเหล่าผู้ติดตามเพื่อถามถึงอาการของดาฟนี และรู้สึกโล่งใจเมื่อรู้ว่าพวกนักฆ่าอันตรายยังเข้าไม่ถึงตัวนาง
"ตอนนี้เจ้ายังคิดว่าพระสนมเอกไม่ได้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อีกไหม?"
ไอเลียนาถามขณะนำทางไปยังห้องนอนของดาฟนี ข่าวเรื่องการกระทำล่าสุดของบิดาทำให้นางตกใจไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ แม้ความสัมพันธ์ของนางกับพี่ชายต่างมารดาคนนั้นจะไม่สู้ดีนัก แต่นางก็ยังคงรู้สึกเห็นใจเขา ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วเขาก็เพียงต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของมารดาตนเองเท่านั้น
บิดาของนางทำเกินไปจริงๆ
"ในทางตรงกันข้าม ตอนนี้ข้ามั่นใจเต็มร้อยว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระสนมเอกเลยสักนิด"
"หืม?"
พวกเขายังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู คอนราดก็เอ่ยคำพูดที่ทำให้ไอเลียนาจ้องมองเขาด้วยความงุนงง
"การเคลื่อนไหวของบิดาเจ้าอาจดูเหมือนมุทะลุ แต่แท้จริงแล้วมันมีความคมกริบที่น่ากลัวมาก เขาไม่เพียงแต่กำจัดหมากตัวสำคัญที่พระสนมเอกเตรียมไว้ในบ้านของเขา ซึ่งเป็นการตัดภัยเงียบออกไป แต่ยังช่วยเพิ่มสถานะและคุณค่าของเจ้าในสายตาของพระสนมเอกอย่างมหาศาลอีกด้วย"
แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง แต่ไอเลียนาก็เป็นสตรีที่ฉลาดหลักแหลม นางจึงเข้าใจความหมายของเขาอย่างรวดเร็ว
"ก่อนหน้านี้ข้าเป็นเพียงลูกนอกสมรสของโวล์ฟกัง คราคท์ แม้สถานะนั้นจะไม่ได้ต่ำต้อย แต่ก็ไม่มีความสำคัญหรือส่งผลกระทบอะไรในเชิงการเมือง แต่ตอนนี้ข้าคือผู้สืบทอดตระกูลคราคท์ หากเกิดอะไรขึ้นกับข้า..."
"ใช่ มันจะเป็นการล่วงเกินต่อตระกูลสายเลือดโบราณคราคท์และพันธมิตรทั้งหมด ดังนั้น หากพระสนมเอกเป็นสตรีที่มีสติปัญญาและวิสัยทัศน์จริง ข้าไม่สงสัยเลยว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับนาง"
คอนราดสรุปแทนความหมายของนาง
"แต่... คนที่ถูกส่งมาล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางทั้งนั้น"
"นั่นแหละคือส่วนที่น่าสับสน มันหมายความได้เพียงสองอย่างเท่านั้น คือมีใครบางคนในกลุ่มผู้ติดตามของพระสนมเอกที่มีตำแหน่งสูงพอจะตัดสินใจในนามของนางได้ ซึ่งคนผู้นั้นอาจจะพยายามยกระดับความขัดแย้งระหว่างเอลเซ่กับเคานต์โวล์ฟกัง หรือไม่ก็เกิดความโกรธแค้นจริงๆ จนต้องการจะโต้กลับเขาอย่างหูหนวกตาบอด"
"พวกเราสามารถเค้นข้อมูลเพิ่มได้จากการสอบปากคำเฟรย่าและคนอื่นๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สมเหตุสมผล นางกำนัลพวกนั้นก่อนหน้านี้ดูมั่นใจในความโกรธเกรี้ยวของพระสนมเอกมาก ราวกับว่าพวกนางได้เห็นมันด้วยตาตัวเอง..."
"นั่นเป็นไปไม่ได้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้ แต่ยกเว้นองค์จักรพรรดิและญาติสนิทแล้ว ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพระสนมเอกเลย และตั้งแต่คราวนั้นที่นางทะลวงผ่านระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เมื่อหลายสิบปีก่อน นางก็เก็บตัวฝึกฝนมาโดยตลอด คำสั่งทั้งหมดของนางถูกส่งผ่านตัวแทนทั้งสิ้น" ไอเลียนาตอบกลับข้อสงสัยของเขา
"อะไรนะ? ถ้าเป็นอย่างนั้น เจ้าติดต่อรู้ได้อย่างไรว่านางเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของจักรวรรดิ?"
"เพราะไม่ว่าชายหรือหญิง ทุกคนที่เคยอยู่ต่อหน้านางต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'ความงามอันเหนือล้ำที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ภายใต้ผืนฟ้าสีครามนี้!'"
"..."
ระบบพูดถูก เจ้าของร่างเดิมไม่เคยอยู่ต่อหน้าพระสนมเอกเลย สตรีที่สั่งให้โบยเขาจนตายต้องเป็นตัวแทนของนางอย่างแน่นอน
ไฟดรา และอลิกิ ถูกหลอกเข้าให้แล้ว และด้วยเหตุผลบางอย่าง คอนราดเริ่มคิดว่าเรื่องราวนี้มีอะไรมากกว่าแค่เรื่องตัณหาธรรมดาๆ เสียแล้ว
...
ในขณะเดียวกัน ภายในตำหนักของพระสนมเอก สตรีผมสีน้ำเงินกำลังเดินวนเวียนไปมา หากคอนราดอยู่ที่นี่ เขาจะจำนางได้ทันทีว่าคือนางผู้ที่สั่งโบยร่างเดิมของเขาจนตาย
"ทำไมพวกมันยังไม่กลับมาอีก? ป่านนี้พวกมันควรจะเสร็จงานได้แล้ว หรือเกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน? แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?"
ทว่าในขณะที่นางกำลังไตร่ตรองถึงเหตุผลของความล่าช้า แสงสีทองก็วาบขึ้นภายในห้อง พร้อมกับการปรากฏกายของเงาร่างอันน่าหลงใหลของสตรีสวมหน้ากากต่อหน้านาง
เมื่อเห็นสตรีผู้นั้น สตรีผมสีน้ำเงินก็ทรุดเข่าลงทันที
"ถวายบังคมเพคะ พระสนมเอก!"
สายตาของพระสนมเอกจับจ้องไปที่สตรีที่คุกเข่าอยู่ ทำให้นางถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัว
"อีกแล้วงั้นรึ? นี่มันอะไรกัน เป็นครั้งที่สองแล้วใช่ไหม?"
หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของหญิงสาว ขณะที่ร่างกายของนางสั่นเทาไปทั้งร่าง
"พระสนมเอกทรงมอบอำนาจเต็มให้หม่อมฉันจัดการเรื่องทางการเมือง ในขณะที่พระองค์ทรงมุ่งเน้นไปที่การทะลวงผ่านขั้นต่อไป ดังนั้น หม่อมฉันจึง..."
"ดังนั้น เจ้าจึงส่งคนไปลอบสังหารสายเลือดเพียงคนเดียวของโวล์ฟกัง คราคท์ เด็กสาวที่มูลค่าเพิ่งจะพุ่งสูงขึ้นอย่างนั้นรึ?"
น้ำเสียงอันสงบนิ่งของพระสนมเอกกลับยิ่งสร้างความหวาดกลัวภายในใจที่ไม่มั่นคงของสตรีผมสีน้ำเงิน
"หม่อมฉันรู้ว่านี่อาจดูมุทะลุ แต่หากโวล์ฟกัง คราคท์ กล้าทำลายลูกชายของตนเองเพื่อต่อต้านพระองค์ เช่นนั้นก็เป็นไปได้มากว่าเขาจะไม่รังเกียจที่จะละทิ้งลูกสาวหากจำเป็น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมไม่บีบให้เขาเป็นฝ่ายลงมือก่อนล่ะเพคะ? เขาไม่รู้ถึงความลึกซึ้งของกองกำลังของเรา และคิดว่าขั้วอำนาจของเขาสามารถต่อกรกับเราได้ ทั้งที่เรามีทรัพยากรมากเกินพอที่จะบดขยี้เขา"
"โง่เขลา... ภัยคุกคามของโวล์ฟกังไม่ได้มาจากตัวเขาเอง แต่มาจากตระกูลควาสที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก พวกมันจ้องหาโอกาสที่จะผลักดันให้เขาทำสงครามเต็มรูปแบบกับข้าอยู่เสมอ และเจ้าเกือบจะมอบโอกาสนั้นให้พวกมันแล้ว ข้านึกภาพออกเลยว่าทอร์วัลด์ ควาส จะเยาะเย้ยข้าอย่างไร... หากเจ้าทำสำเร็จ"
ตระกูลควาสคือหนึ่งในสามตระกูลเจ้าผู้ครองนครของจักรวรรดิเพลิงศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่างจากอีกสองตระกูล เพราะพวกมันคือตระกูลสาขาของราชวงศ์ฟอน ยูเกน ซึ่งเป็นราชวงศ์ของจักรพรรดิ! และผู้นำของพวกมัน เจ้าผู้ครองนครทอร์วัลด์ ควาส ไม่เพียงแต่เป็นนักบุญ แต่ยังเป็นบิดาขององค์จักรพรรดินีอีกด้วย!
"พระสนมเอก หม่อมฉัน..."
"เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงยังมีลมหายใจอยู่?"
"เพราะพระสนมเอกทรง..."
"เพราะข้ายังจำการเสียสละของตระกูลเจ้าเพื่อช่วยชีวิตข้าได้ ข้ายังจำเลือดอุ่นๆ ของบิดาเจ้าที่สาดกระเซ็นบนใบหน้าของข้าได้ นั่นคือเหตุผลที่ข้าเคยให้อภัยเจ้ามาก่อน และนั่นคือเหตุผลที่ข้าให้อภัยเจ้าในตอนนี้เช่นกัน แต่... จะไม่มีครั้งที่สาม"
แม้พระองค์จะตรัสด้วยความสงบนิ่ง แต่สุ้มเสียงกลับเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าเกรงขามที่สั่งให้ทุกคนต้องเชื่อฟังและเคารพยำเกรง
"หม่อมฉัน... เข้าใจแล้วเพคะ"
หลังจากความล้มเหลวครั้งก่อน นางเพิ่งจะรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดและกระตือรือร้นที่จะสร้างผลงานเพื่อไถ่โทษ ใครจะไปคิดว่าด้วยความเร่งรีบ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของนางแย่ลงไปอีก
ลงเรื่อยๆ