อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
จุดจบของสตรีโง่งม
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาเหนือเมืองหลวงอย่างไม่หยุดหย่อน
หลังคากระเบื้องสีดำของพระราชวังถูกปกคลุมด้วยสีขาว ทางเดินหินทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด โคมไฟใต้ชายคาสั่นไหวตามแรงลม เปลวเพลิงริบหรี่เสียจนแทบไม่อาจขับไล่ความมืดออกไปได้
ภายในตำหนักเย็นที่ถูกทิ้งร้าง สตรีผู้หนึ่งนั่งพิงเสาเตียงอยู่เพียงลำพัง
เสื้อผ้าสีขาวบนร่างของนางบางเกินกว่าจะต้านความหนาว เส้นผมที่เคยดำขลับและได้รับการดูแลอย่างดี บัดนี้กลับยุ่งเหยิงอยู่รอบใบหน้าซีดเซียว ข้อมือทั้งสองมีรอยแดงช้ำจากโซ่ที่เคยพันธนาการ แม้โซ่จะถูกปลดออกไปแล้ว แต่บาดแผลเหล่านั้นยังคงอยู่
เหมือนกับต้องการย้ำเตือนว่า ต่อให้นางไม่มีสิ่งใดผูกมัด ก็ไม่มีทางหนีออกจากที่แห่งนี้ได้อยู่ดี
เซียวเยว่หลันยกมือขึ้นกอดตัวเองแน่น
ปลายนิ้วของนางเย็นจนแทบไร้ความรู้สึก ลมหายใจของนางเปลี่ยนเป็นไอสีขาวจางไปเพราะความหนาวเย็น นางเงยหน้ามองหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท เห็นเกล็ดหิมะปลิวลอดเข้ามาตามช่องว่าง ก่อนจะตกลงบนพื้นไม้
หนาวเหลือเกิน
แต่ความหนาวนี้ยังไม่เท่าความว่างเปล่าในหัวใจ
นางถูกขังอยู่ที่นี่มานานกี่วันแล้วก็ไม่อาจนับได้
สิบวัน?
หนึ่งเดือน?
หรืออาจนานกว่านั้น
ในตำหนักเย็นไม่มีใครยอมตอบคำถามของนาง ขันทีที่นำอาหารมาส่งทุกวันมีใบหน้าเฉยชาเหมือนหุ่นไม้ ส่วนสาวใช้ที่เคยติดตามนางต่างหายไปหมด ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะสบตา
คนทั้งวังรู้ดีว่าชะตาของนางกำลังจะเป็นเช่นไร
มีเพียงตัวนางที่ยังไม่ยอมเชื่อ
เซียวเยว่หลันรอคอยคนผู้หนึ่ง
รอชายที่เคยบอกว่าจะรักนางไปชั่วชีวิต
รอชายที่นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แม้กระทั่งทรยศสามีของตนเอง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก
หัวใจที่เงียบงันของนางพลันเต้นแรงขึ้น
เยว่หลันรีบลุกจากเตียง ทว่าร่างกายอ่อนแรงเพราะอดอาหารมาหลายวัน เพียงเท้าแตะพื้น หัวเข่าก็ทรุดลงจนเกือบล้ม นางต้องคว้าเสาเตียงไว้จึงพอจะประคองตัวได้
ประตูตำหนักถูกเปิดออก
ลมหนาวพัดเข้ามาพร้อมละอองหิมะ
บุรุษร่างสูงในชุดคลุมสีดำก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างช้า ๆ ลายมังกรสีทองที่ปักอยู่บนชายเสื้อสะท้อนแสงโคม ด้านหลังของเขามีขันทีสองคนติดตามมา คนหนึ่งถือโคม อีกคนถือถาดไม้สีดำ
บนถาดใบนั้นมีถ้วยกระเบื้องสีขาววางอยู่เพียงใบเดียว
เยว่หลันมิได้สนใจสิ่งใด นอกจากใบหน้าของบุรุษที่นางรอคอย
“อวี้เฉิน…”
เสียงของนางแหบพร่า
เสิ่นอวี้เฉินหยุดยืนอยู่กลางห้อง
บุรุษที่นางเคยคิดว่าอ่อนโยนที่สุดในใต้หล้าเขายังคงสง่างามเช่นเดิม คิ้วของเขาเรียวยาว ดวงตาสงบนิ่ง ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบาง ๆ หากเป็นเมื่อก่อน เพียงเขายิ้มให้นางเช่นนี้ เยว่หลันคงยอมมอบทุกสิ่งให้โดยไม่ลังเล
ทว่าวันนี้ รอยยิ้มของเขากลับทำให้นางรู้สึกหนาวยิ่งกว่าหิมะด้านนอก
“ในที่สุดเจ้าก็มาหาข้า”
เยว่หลันพยายามเดินเข้าไปหาเขา แต่ขาไร้เรี่ยวแรง นางซวนเซเดินไปได้เพียงสองก้าว
เสิ่นอวี้เฉินไม่ได้ยื่นมือมารับ
เขาเพียงถอยหลังครึ่งก้าว ปล่อยให้นางล้มลงตรงหน้า
เสียงหัวเข่ากระแทกพื้นดังขึ้นในตำหนักว่างเปล่า ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนเยว่หลันต้องขบฟันแน่น ทว่านางไม่สนใจ นางเงยหน้ามองเขาด้วยความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
“เหตุใดจึงขังข้าไว้ที่นี่” นางถาม “ข้าส่งทุกอย่างให้เจ้าแล้ว ทั้งบัญชีลับ รายชื่อขุนนางฝ่ายแม่ทัพ รวมถึงตราพยัคฆ์ เจ้าบอกว่าเมื่อเรื่องทุกอย่างจบลง เจ้าจะมารับข้าออกไปไม่ใช่หรือ”
เสิ่นอวี้เฉินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
แววตาของเขาไม่มีความสงสาร ไม่มีความรู้สึกผิด และไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรัก
“ข้าก็มารับเจ้าแล้วอย่างไรเล่า”
เยว่หลันชะงัก
“รับข้า?”
“ถูกต้อง” เขากล่าวพลางเหลือบมองถาดในมือขันที “ข้ามาส่งเจ้าด้วยตัวเอง”
หัวใจของนางหล่นวูบ
สายตาค่อย ๆ เลื่อนไปยังถ้วยสีขาวบนถาด กลิ่นขมจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นดอกเหมยลอยเข้ามาแตะจมูก
ยาพิษ
แม้นางไม่รู้ว่ายาในถ้วยคือสิ่งใด แต่ความหมายของมันชัดเจนเกินกว่าจะหลอกตัวเอง
“ไม่จริง…”
เยว่หลันส่ายหน้า
“เจ้าต้องการให้ข้าหายไปชั่วคราวเพื่อตบตาขุนนางฝ่ายอื่นใช่หรือไม่ เจ้าจึงส่งข้ามาอยู่ที่นี่ ข้าเข้าใจแล้ว อวี้เฉิน ข้าไม่โกรธเจ้า ขอเพียงเจ้าพาข้าออกไป ข้าจะไม่ถามอะไรอีก”
นางยื่นมือไปคว้าชายเสื้อของเขา แต่เสิ่นอวี้เฉินกลับปัดมือของนางออก
แรงนั้นไม่ได้มากมาย ทว่าสำหรับร่างกายที่อ่อนแรงของนาง มันมากพอจะทำให้นางล้มลงกับพื้นอีกครั้ง
“เซียวเยว่หลัน”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาจนนางแทบจำไม่ได้
“จนถึงตอนนี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ”
นางเงยหน้ามอง
เสิ่นอวี้เฉินย่อตัวลงตรงหน้า ใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น ท่าทางของเขายังคงอ่อนโยนเหมือนวันวาน แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความดูแคลน
“เจ้าไม่มีประโยชน์แล้ว”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำลายความหวังสุดท้ายจนแตกละเอียด
เยว่หลันมองเขานิ่ง ริมฝีปากสั่นระริก แต่กลับเปล่งเสียงใดไม่ออก
สิบปี
นางรักผู้ชายคนนี้มาสิบปีเต็ม
ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กสาว นางก็เฝ้ามองเขาอยู่เสมอ เขาเคยมอบปิ่นดอกหลันให้นาง เคยยืนตากฝนรอนางอยู่หลังจวน เคยสัญญาว่าเมื่อได้ครองอำนาจ เขาจะแต่งตั้งนางเป็นสตรีหนึ่งเดียวเคียงข้างกาย
เพื่อคำสัญญานั้น นางยอมขัดราชโองการ
ยอมทำร้ายชื่อเสียงตัวเอง
ยอมแต่งเข้าจวนแม่ทัพ เพื่อเป็นสายให้เขา
และในท้ายที่สุด นางยอมขโมยตราพยัคฆ์ของสามี ส่งผลให้กู้ถิงหยวนถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ
ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเป็นไปเพื่อเสิ่นอวี้เฉิน
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียง...
เจ้าไม่มีประโยชน์แล้ว
“เหตุใด…”
เสียงของเยว่หลันเบาจนแทบถูกกลืนไปกับเสียงลม
“เจ้าบอกว่ารักข้า”
เสิ่นอวี้เฉินหัวเราะเบา ๆ
ไม่มีเสียงใดในโลกโหดร้ายไปกว่าเสียงหัวเราะนั้นอีกแล้ว
“หากข้าไม่บอกว่ารัก เจ้าจะยอมทำทุกอย่างให้ข้าหรือ”
เยว่หลันตัวแข็งทื่อ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“หมายความตามที่พูด” เขาปล่อยมือจากคางนาง ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดปลายนิ้วราวกับเพิ่งสัมผัสของสกปรก “เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าจะรักสตรีที่เคยแต่งงานกับชายอื่น สตรีที่หักหลังสามีของตนได้ง่ายดายเช่นเจ้า หากวันหนึ่งเจ้าไม่พอใจข้า เจ้าจะไม่หักหลังข้าเช่นเดียวกันหรือ”
ทุกคำพูดเสมือนมีดที่ค่อย ๆ กรีดหัวใจของนาง
“แต่ข้าทำเพราะเจ้า”
“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าตัดสินใจเอง”
“เจ้าสั่งให้ข้าหาตราพยัคฆ์!”
“ข้าเพียงเอ่ยขึ้นมา ไม่ได้จับมือเจ้าขโมยเสียหน่อย”
“บัญชีลับเล่า รายชื่อขุนนางเหล่านั้นเล่า เจ้าสั่งให้ข้าหามาให้ทั้งหมด!”
“แล้วอย่างไร”
เสิ่นอวี้เฉินยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาก้มมองนางราวกับมองสิ่งที่ไร้ค่า
“มีผู้ใดบังคับเจ้าหรือไม่”
คำถามนั้นทำให้นางเงียบสนิท
ไม่มี
ไม่มีใครบังคับนาง
นางทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่ามันคือความรัก
ช่างโง่งมนัก
โง่จนไม่น่าให้อภัย
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตา เยว่หลันไม่ได้ยกมือขึ้นเช็ด นางมองใบหน้าของชายที่เคยรัก พยายามค้นหาร่องรอยของบุรุษอ่อนโยนในอดีต แต่ไม่พบแม้แต่น้อย
หรือบางที บุรุษคนนั้นอาจไม่เคยมีอยู่จริง
“แล้วหว่านโหรวเล่า”
นางถามขึ้นเมื่อนึกถึงข่าวลือที่เคยได้ยินจากขันทีเฝ้าประตู
“เซียวหว่านโหรวอยู่ที่ใด”
เสิ่นอวี้เฉินไม่ได้ตอบทันที
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็เพียงพอแล้ว
เยว่หลันรู้สึกราวกับถูกตบเข้าเต็มหน้า
“นางอยู่กับเจ้าใช่หรือไม่”
“นางกำลังตั้งครรภ์” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ “อีกไม่นานนางจะได้รับการแต่งตั้งเป็นชายารอง”
“ตั้งครรภ์…”
คำคำนั้นวนเวียนอยู่ในศีรษะของนาง
หว่านโหรวคือน้องสาวต่างมารดาที่คอยปลอบโยนนาง คอยรับฟังเรื่องราวระหว่างนางกับเสิ่นอวี้เฉิน และเป็นคนบอกนางเสมอว่า ควรเชื่อมั่นในความรัก
ชาติก่อน—ไม่สิ ชีวิตที่ผ่านมา—เยว่หลันคิดว่าหว่านโหรวคือคนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่จริงใจกับนาง
ที่แท้ทั้งสองคนร่วมมือกันหลอกนางมาตลอด
“นางเป็นคนส่งข่าวเรื่องในจวนให้เจ้าใช่หรือไม่”
เสิ่นอวี้เฉินยิ้ม
“น้องสาวของเจ้าฉลาดกว่าเจ้ามาก นางรู้ว่าควรอยู่ข้างผู้ใด และรู้ว่าควรรักษาชีวิตตนเองเช่นไร”
เยว่หลันกำมือแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามือจนมีเลือดซึม
“นางรู้เรื่องยาพิษถ้วยนี้หรือไม่”
“แน่นอน”
คำตอบรวดเร็วเสียจนไม่เหลือที่ว่างให้นางหลอกตัวเอง
เสิ่นอวี้เฉินหันไปพยักหน้าให้ขันที
ถ้วยยาพิษถูกนำมาวางตรงหน้าเยว่หลัน
ถ้วยกระเบื้องเนื้อดี สะอาดและงดงามเสียจนไม่เหมาะกับสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน ไอร้อนลอยขึ้นบาง ๆ กลิ่นดอกเหมยเจือความขมกระจายอยู่รอบตัว
“ดื่มเสีย” เขากล่าว “อย่างน้อยเจ้าจะได้จากไปอย่างสงบ”
เยว่หลันมองถ้วยใบนั้น ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“หากข้าไม่ดื่มเล่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นอวี้เฉินหายไป
“ข้าจะสั่งให้นำตัวบ่าวไพร่ทุกคนในจวนสกุลเซียวมาประหารต่อหน้าเจ้า”
“เจ้า!”
“อย่าทำให้เรื่องยุ่งยากเลย เยว่หลัน” น้ำเสียงของเขากลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง “เจ้ารักข้ามิใช่หรือ เช่นนั้นก็ช่วยข้าเป็นครั้งสุดท้ายเถิด หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ผู้คนย่อมสงสัยเรื่องตราพยัคฆ์ หากเจ้าตาย ทุกความผิดจะตกเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
ในที่สุดนางก็เข้าใจ
เขาไม่ได้เพียงต้องการให้นางตาย
เขาต้องการให้นางแบกรับความผิดทั้งหมดไปพร้อมกัน
ชื่อของเซียวเยว่หลันจะถูกจารึกในฐานะสตรีผู้สมคบคิดก่อกบฏ ส่วนเสิ่นอวี้เฉินจะเป็นบุรุษผู้ปราบคนชั่วและกอบกู้บ้านเมือง
แม้กระทั่งหลังความตาย นางก็ยังเป็นบันไดให้เขาก้าวขึ้นสู่ที่สูง
“ข้าอยากถามเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง”
เยว่หลันเอ่ยขึ้น
“ว่ามา”
“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เจ้าเคยมีใจให้ข้าบ้างหรือไม่”
ความเงียบแผ่คลุมตำหนัก
นางเฝ้ารอคำตอบ ทั้งที่ส่วนลึกในใจก็รู้ดีอยู่แล้ว
เสิ่นอวี้เฉินมองนางอย่างเฉยชา
“ไม่เคย”
สองคำสั้น ๆ กลับหนักหนายิ่งกว่าภูผาทั้งลูก
เยว่หลันหลับตาลง น้ำตาไหลผ่านแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น
ในค่ำคืนนั้น สิ่งที่ตายไปก่อนร่างกายของนาง คือหัวใจที่รักเขามานานสิบปี...