อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 29 โลกใบนี้บ้าไปแล้วจริงๆ
งานชุมนุมปัญญาชน บรรลุถึงจุดสูงสุดเพื่อสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วใต้หล้า บุตรหลานผู้ฝึกตนรุ่นหลังที่มาจากทั่วทั้งสี่ทวีปสามสิบกิ่งอำเภอและเกาะโพ้นทะเล ใครบ้างไม่ได้เดินทางมาเพื่อหวังจะสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเอง
ทว่างานชุมนุมยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีการคัดเลือกผู้ชนะเลิศ แต่กลับมีคนคนหนึ่งที่โด่งดังคับฟ้าไปก่อนใครเพื่อนเสียแล้ว
เขาไม่มีทั้งอำนาจวาสนาหรือทรัพย์สินเงินทอง ทว่ากลับมีศิษย์นับพันคอยภักดีปกป้อง
เขาเคยพบหน้าเมี่ยวเยียนกับตา แต่ไม่เห็นโฉมสะคราญอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้ชักอาวุธวิเศษใดๆ ทว่ากลับทำให้หกปราชญ์แห่งชิงหยาต้องหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างหมดรูป
วันนี้ ณ ทะเลสาบเหยาเยว่ เขาบุกเดี่ยวฝ่าวงล้อมค่ายกล ละทิ้งกองสมบัติวิเศษล้ำค่า ทว่ากลับหยิบเพียงดอกไม้ที่ทัดหูโฉมงามไปแค่นั้น
ช่างเป็นคดีที่สมชื่อเสียงเกริกไกร สมคำเล่าลือจริงๆ!
ในใจของทุกคนรู้สึกหลากหลายบอกไม่ถูก ต่างพากันจับจ้องซ่งเฉียนจีเขม็ง ราวกับต้องการมองทะลุร่างกายของเขา เพื่อหาคำตอบให้กระจ่างชัด
บางคนรู้สึกอิจฉาที่นิกายฮวาเว่ยมีอัจฉริยะเช่นนี้ ที่ยอมออกหน้ารักษาเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่สำนัก แต่ก็แอบดีใจที่สำนักตนไม่มีคนก่อเรื่องป่วนโลกเช่นนี้คอยทำลายความสงบของฝ่ายนอก
บางคนพอนึกขึ้นได้ว่าซ่งเฉียนจียังไม่ได้กราบใครเป็นอาจารย์ ได้ยินมาว่าเขามีความแค้นส่วนตัวกับตึกผู้ดูแลนิกายฮวาเว่ย ในงานชุมนุมย่อมสามารถเลือกย้ายไปเข้าสำนักอื่นได้ จึงเริ่มมีความคิดอยากจะดึงตัวอัจฉริยะผู้นี้เข้าสำนักตนขึ้นมาทันที หากวางไว้ในฝ่ายนอกอาจจะดูวุ่นวาย ทว่าคนเก่งระดับนี้สมควรจะได้รับการรับเข้าฝ่ายในโดยตรง และแต่งตั้งเป็นศิษย์สายตรงถึงจะถูกต้องที่สุด
ความคิดของศิษย์สายตรงย่อมแตกต่างจากศิษย์ฝ่ายนอกอย่างสิ้นเชิง ปกติพวกเขาได้รับผลประโยชน์จากสำนักอย่างเต็มที่ สำนักยิ่งใหญ่โต ทรัพยากรการบำเพ็ญที่พวกเขาจะได้รับย่อมยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นทุกเรื่องราวล้วนคิดเพื่อผลประโยชน์ของสำนักก่อนเป็นอันดับแรก
ส่วนผู้ฝึกตนจากตระกูลเซียนที่มีความสัมพันธ์กับหกปราชญ์แห่งชิงหยา ยามได้ประจักษ์ในท่วงท่าฝีมือและวิชาตัวเบาของซ่งเฉียนจีเมื่อครู่ ในใจย่อมเกิดความยำเกรงขึ้นมาทันที ต่างพากันพับแผนการหาเรื่องใส่ตัวเก็บใส่ลิ้นชักไปจนสิ้น
คิดดูสิ ทั้งหกคนนั่นก็แค่พวกอาศัยบารมีบรรพบุรุษ แท้จริงแล้วไร้น้ำยา ไม่ได้มีความสัมพันธ์สายเลือดหลักกับพวกเขา และไม่ได้มีความสัมพันธ์ร่วมเป็นร่วมตายกันมาด้วย เรื่องอะไรจะต้องเอาหัวไปชนตอไม้แข็งเพื่อออกหน้าแทนคนเหล่านั้นด้วยเล่า สู้ตอนนี้สงบเสงี่ยมแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเสียยังจะดีกว่า
เฉินหงจู้ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนขนาดนั้น นางเพียงรู้สึกว่าสองคนจากตระกูลจ้าวนี่ช่างโผล่มาได้ไม่ถูกจังหวะเวลาเอาเสียเลย
เรื่องราวในวันนี้ผ่านอุปสรรคขวากหนามมามากมาย สุดท้ายนิกายฮวาเว่ยก็เป็นฝ่ายชนะ รักษาเกียรติยศชื่อเสียงของเจ้าบ้านไว้ได้อย่างงดงาม และกำลังจะจบเรื่องลงได้อย่างราบรื่นแท้ๆ ทว่าในเวลานี้ ซ่งเฉียนจีกลับถูกคนร้องทักชื่อเสียงเรียงนามต่อหน้าฝูงชนจนได้
นางคิดมาถึงตรงนี้ อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่จ้าวจี้เหิงอย่างโกรธแค้น
ซ่งเฉียนจีได้ยินเสียงของจ้าวจี้เหิง หันกลับมายิ้มให้ “ช่างบังเอิญจริงนะ”
เก้าอี้โยกในลานบ้านของเขาเป็นจ้าวจี้เหิงส่งมาให้ มีเบาะนุ่มๆ รอง นั่งเอนหลังรับลมช่างสบายดั่งสถิตอยู่บนก้อนเมฆ
เมื่อนึกถึงเก้าอี้โยก เขาพลันหัวเราะชอบใจขึ้นมา
จ้าวจี้เหิงถูกรอยยิ้มนี้กระตุ้นโทสะลุกโชน “มีแค่เจ้ากับเมิ่งเหอเจ๋อสองคนรึ?”
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
จ้าวจี้เหิงดีใจสุดขีด
หากไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ออกคำเตือนอย่างเด็ดขาด ว่าห้ามไปหาเรื่องคนแซ่ซ่งอีก มีหรือเขาจะทนมาจนถึงวันนี้ได้
เขากวาดสายตามองรอบๆ เบื้องหน้ามีพี่มู่ยอดฝีมือผู้ครึ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำ รอบกายยังมีศิษย์จากตระกูลเซียนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลจ้าวล้อมรอบอยู่มากมาย
ส่วนซ่งเฉียนจีไร้ซึ่งพลังศิษย์ฝ่ายนอกคอยหนุนหลัง มีเพียงเมิ่งเหอเจ๋อติดตามอยู่ข้างกายเพียงคนเดียว ตกอยู่ในวงล้อมรอบทิศทาง ไม่ต่างจากลูกแกะหลงฝูงที่หลุดเข้าไปกลางฝูงหมาป่าเลยสักนิด
หรือว่าสวรรค์จะช่วยข้า? คืนนี้ข้าจะสามารถเหยียบย่ำมันไว้ใต้ฝ่าเท้าได้งั้นรึ?
เขาคิดมาถึงตรงนี้ ในใจพลันตื่นเต้นตื้นตัน แววตาเป็นประกายวาววับ
พลันได้ยินจ้าวมู่เอ่ยขึ้นว่า “แม่นางเซียนเฟิงเป็นอะไรไปหรือ เหตุใดจึงหลั่งน้ำตาออกมาได้เล่า?”
แม้เขาจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่อง ทว่าคำพูดประโยคนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยแสดงความเอ็นดูรักใคร่โฉมงามแล้ว ยังช่วยดึงดูดความสนใจของฝูงชนทั้งหมดกลับมาที่เรื่องนี้ได้ในทันทีอีกด้วย
จ้าวจี้เหิงรีบโชว์ฝีมือเสริมทันที “แม่นางเซียนเฟิง หรือว่าเจ้าเด็กฝ่ายนอกสองคนนี้ล่วงเกินหาเรื่องท่าน? วางใจได้เลย มีพวกเราพี่น้องสองคนอยู่ที่นี่ ย่อมไม่มีทางปล่อยพวกมันไปแน่นอน!”
ทุกคนหันกลับมาจับจ้องพวกเขาสองคนจริงๆ ทว่าแววตาและสีหน้าที่แสดงออกมากลับพิลึกพิลั่นสุดขีด
จ้าวมู่สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี รีบส่งปราณสื่อสารบอกจ้าวจี้เหิงให้ปิดปากเงียบทันที
เฟิงจื่ออีตกใจตัวที่เพิ่งรู้ตัวว่าร้องไห้ นางรีบปัดน้ำตาที่แก้มลวกๆ ก่อนจะถลึงตาใส่จ้าวจี้เหิงอย่างโกรธแค้น
ทว่าเมื่อหันกลับมาสบมองสีหน้าอันอ่อนโยนไร้ซึ่งการเยาะเย้ยถากถางหรือเจตนาลวนลามแฝงอยู่ของซ่งเฉียนจี ในใจพลันคลายความขุ่นเคืองลงไปมาก นางกล่าวกับซ่งเฉียนจีเพียงคนเดียวว่า
“คำถามเมื่อครู่ ข้าฟังไม่ค่อยถนัด”
“ข้าอยากจะขอรับคำชี้แนะจากสหายเต๋า ดอกไม้นี้ปลูกที่ใด และปลูกขึ้นมาอย่างไรหรือ?”
ซ่งเฉียนจีเห็นรอยน้ำตาบนใบหน้าของนาง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ยังเอ่ยอย่างมีมารยาท “หากมีส่วนใดที่ล่วงเกิน ข้าขออภัยสหายเต๋าด้วย และขอคำชี้แนะจากท่านด้วยเช่นกัน”
เฟิงจื่ออีประหลาดใจยิ่งนัก
เมื่อกี้คนผู้นี้ยังทะนงองอาจประดุจขุนศึกที่บุกเดี่ยวเข้ากลางกองทัพเพื่อเด็ดหัวจอมทัพศัตรู ทว่ายามนี้เมื่อถือดอกไม้ไว้ในมือกลับเอ่ยถามเสียงเบา มีมารยาทและรู้จักกาลเทศะดียิ่ง
น้ำเสียงของนางจึงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “สำนักต้าเหยียนของข้ามีน้ำพุวิญญาณอยู่บ่อหนึ่ง พืชผลที่ได้รับน้ำพุวิญญาณจะเติบโตงดงามเปี่ยมด้วยพลังชีวิต นกและอสูรได้ดื่มน้ำพุย่อมเกิดสติปัญญา ดอกโฉมสะคราญหยกเหล่านี้ขึ้นอยู่ริมบ่อน้ำพุวิญญาณ ได้รับการหล่อเลี้ยงทั้งวันทั้งคืน ย่อมต้องงดงามโดดเด่นเป็นธรรมดา ทว่าหลายปีมานี้ปราณวิญญาณเริ่มแห้งเหือด ผู้บำเพ็ญได้ดื่มน้ำพุแล้ว ยามนี้จึงไม่มีผลในการรักษาร่างกายอีกต่อไป...”
“ศิษย์พี่หญิง!” เพื่อนร่วมสำนักเบื้องหลังรีบเอ่ยขัดคอทันที
เฟิงจื่ออีจึงปิดปากเงียบลง
สหายร่วมสำนักลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก กลัวแทบตายว่านางจะคายความลับของสำนักออกมาจนหมดเปลือก
ซ่งเฉียนจีได้ยินคำว่า “น้ำพุวิญญาณ” ในใจสั่นไหวเล็กน้อย
น้ำพุนิรันดร์สถิตอยู่ในตำหนักม่วงของเขา หล่อเลี้ยงเส้นชีพจรวิเศษทั่วร่างอยู่ทุกวันคืน
ทว่าแรงกดดันวิญญาณของสมบัติสวรรค์ล้ำค่าช่างรุนแรงเกินไป ยามนี้เขายังแตะต้องมันไม่ได้ หากเขาสามารถตักออกมาใช้สักหยดสองหยด ผสมรดน้ำให้แก่พืชผักที่ปลูกไว้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยสินะ?
ไม่สู้ข้าคิดค้นเคล็ดวิชาใหม่ หลอมรวมการโคจรลมปราณเข้ากับลมหายใจตามธรรมชาติ คราวนี้ไม่ว่าจะกินข้าวนอนหลับ ปลูกผักหรือรดน้ำ ทุกลมหายใจย่อมเป็นการบำเพ็ญเพียรช่วยเลื่อนขั้นตบะบารมี เมื่อตบะเลื่อนขั้น ย่อมสามารถแตะต้องน้ำพุนิรันดร์ได้เองตามธรรมชาติ
ความคิดนี้ช่างพิสดารล้ำลึกยิ่งนัก หากเป็นซ่งเฉียนจีในชาติก่อนล่วงรู้เข้า คงด่าทอว่าคิดฟุ้งซ่านฝันกลางวัน การบำเพ็ญเพียรจะง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร?
ทว่าในชาตินี้ สัญชาตญาณของเขากลับบอกว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล ขอเพียงใช้จิตวิญญาณนึกตรองให้ดี
เฟิงจื่ออีเห็นเขาแสดงสีหน้ายินดีออกมาจากใจจริง คิดในใจ ข้าแค่ตอบคำถามเขาเพียงประโยคเดียว เขากลับดีใจได้ขนาดนี้เชียวรึ?
จ้าวจี้เหิงต่อให้จะโง่เพียงใด ยามนี้ก็จับจุดสังเกตได้แล้ว ในศาลาท่าน้ำมีผู้คนมากมาย ทว่ากลับไม่มีใครแสดงความเป็นศัตรูต่อซ่งเฉียนจีเลยสักคนเดียว
เขาประคองกระบอกม้วนภาพวาดเต็มอ้อมอก หันไปมองพี่มู่
ใบหน้าของจ้าวมู่เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับขาวดำ
เฟิงจื่ออีเคาะโต๊ะหินเบาๆ “มุกราชาเงือกเม็ดนี้ข้ารังเกียจที่จะเก็บกลับคืน หากเรื่องแพร่พรายออกไป คนอื่นอาจจะคิดว่าพวกเจ้าเองที่ไม่ต้องการ หรือแย่กว่านั้นคือนึกด่าข้าเฟิงจื่ออีว่าพูดคำไหนไม่เป็นคำ! พวกเจ้ารับไปเถอะ ถือเป็นการขอโทษที่คนของสำนักข้าละเมิดกฎนำของวิเศษออกมาใช้สู้ศึกเมื่อครู่ก็แล้วกัน”
จ้าวจี้เหิงไม่อยากจะเชื่อหู สติสตังค์แทบพังทลาย พวกเจ้าไม่ได้สู้รบกัน ทว่ากลับมาร่วมมือกันขอโทษกันและกันเนี่ยนะ?
เขาเบิกตากว้าง ทว่ากลับต้องจำนนต่อเหตุการณ์ตรงหน้า ยามเห็นคนจากสำนักอื่นเริ่มพากันเอ่ยปาก ขอให้ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อรับสมบัติวิเศษไป
โลกใบนี้มันบ้าไปแล้วจริงๆ!
“พวกเราเลื่อมใสจากใจจริง ย่อมต้องเคารพกฎกติกา”
“ในเมื่อลั่นวาจาไว้ก่อนหน้า สำนักข้าไม่มีทางกลับคำแน่นอน”
“หวังว่าสหายเต๋าทั้งสองท่านจะให้เกียรติ ยอมละทิ้งความบาดหมางในอดีตไปนะ!”
บางคนปรารถนาจะผูกมิตรกับซ่งเฉียนจีและเมิ่งเหอเจ๋อ เพื่อดึงตัวมาร่วมสำนักตน บางคนก็ไม่อยากแสดงความใจแคบหรือความงกเงินให้ขายหน้ากว่าคนของสำนักต้าเหยียน
ศิษย์พี่ซ่งหันมามองสีหน้าท่าทางของเมิ่งเหอเจ๋อ พลางยิ้มกล่าว “ไปรับมาสิ”
เมิ่งเหอเจ๋อยินดียิ่ง เบื้องหน้าพยายามทำสีหน้าเรียบเฉย ล้วงถุงเก็บของออกมาจัดแจงเก็บสมบัติวิเศษเข้าถุงทีละชิ้น
ซ่งเฉียนจีเอ่ยคำขอบคุณ ประสานมือขอตัวลา แล้วพาเมิ่งเหอเจ๋อเดินจากไป
เฉินหงจู้ถาม “คืนนี้ทุกคนสนุกสนานกันเต็มที่แล้วกระมัง?”
ทุกคนมองดูแผ่นหลังของซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อที่เดินจากไป พากันเอ่ยว่าสนุกสนานยิ่ง
เฟิงจื่ออีลูบไล้ข้างหูที่ว่างเปล่าพลางยืนขึ้น “ข้าเหนื่อยแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะ”
เพียงครู่เดียว ศาลาท่าน้ำพลันว่างเปล่าไร้ผู้คน
เหลือเพียงจันทร์เสี้ยวที่ส่องสะท้อนผิวน้ำ และกิ่งหลิวริมตลิ่งที่ปลิวไสวตามลม
จ้าวมู่กำพัดในมือแน่น เอ่ยเสียงรอดไรฟัน “ไปกันเถอะ”
จ้าวจี้เหิงตกใจหน้าถอดสี “แล้วภาพวาดพวกนี้ของพวกเรา คราวหน้าค่อยส่งไปใหม่หรือขอรับ?”
พี่มู่ทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดภาพอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ใช่เพื่อจะเอามาอวดแสดงต่อหน้าฝูงชนในคืนนี้หรอกรึ? เพื่อสร้างชื่อเสียงเป็นจอมยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญการวาดโฉมงาม และโดดเด่นเหนือผู้อื่น!
จ้าวมู่สีหน้ามืดมน ถลึงตาใส่เขาอย่างเย็นชา “เอาไปเผาทิ้งซะ!”
“เอ๊ะ?” จ้าวจี้เหิงรู้สึกเสียดายยิ่ง
จ้าวมู่จ้องมองไปที่ริมทะเลสาบ เงาร่างสองสายนั้นหลอมรวมเข้ากับราตรีและขุนเขาในแดนไกลจนมองไม่เห็นอีกแล้ว
เขากัดฟันกล่าวว่า “ห้ามถามมากความ แผนการนี้เสียของแล้ว มีแต่ต้องใช้แผนสำรองในการประลองอักษรและภาพวาดแทน!”
...
เมิ่งเหอเจ๋อเดินอยู่บนเส้นทางเดินเขา
รู้สึกราวกับว่าใต้ฝ่าเท้าไม่ใช่หินแข็ง ทว่ากลับเป็นปุยเมฆขาวสะอาด ตัวเขากำลังลอยละลิ่วอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า
รวยฟ้าผ่าชั่วข้ามคืน มันเป็นเช่นนี้เองสินะ?
เดินมาถึงบริเวณที่พักฝ่ายนอก เขาถึงเพิ่งจะได้สติกลับมาบ้าง “ศิษย์พี่ซ่ง ท่านช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน พวกเรารวยแล้วขอรับ!”
ซ่งเฉียนจีงงงวย “พวกเรา? ข้าจะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้ ของพวกนี้ยกให้เจ้าหมดเลย”
“ให้ข้า?”
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า “ยามนี้ไม่โกรธแล้วใช่ไหม?”
เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไป พลันรู้สึกละอายใจ
ที่แท้ศิษย์พี่ซ่งก็เพราะเห็นว่าข้าใกล้จะทะลวงขั้น ห้ามระเบิดโทสะโมโหคนอื่น จึงได้ยอมไปแย่งชิงสมบัติมาเพื่อช่วยให้ข้าหายโกรธนี่เอง ทำไมข้าถึงชอบหาเรื่องสร้างความลำบากให้ศิษย์พี่คอยเป็นห่วงอยู่เรื่อยนะ
เขารีบส่ายหน้าปัด “ไม่หรอกขอรับ ศิษย์พี่ชิงมาได้ ย่อมต้องเป็นของศิษย์พี่สิขอรับ!”
“เจ้าเคยเห็นข้าใช้ของวิเศษเมื่อไหร่กัน?” ซ่งเฉียนจียิ้มกล่าว “ของวิเศษเหล่านี้วันนี้มีคนรู้เห็นทั่วกันแล้ว วันหน้าเจ้ากราบใครเป็นอาจารย์ดีๆ ไม่ทำตัวเป็นผู้ฝึกตนสันโดษ ย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครกล้ามาแย่งชิง รอให้เจ้าก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ ยามที่ผู้อื่นยอมมอบของให้ด้วยความเต็มใจ เจ้าสามารถรับไว้ได้ ทว่าหากผู้อื่นไม่ให้ เจ้าห้ามอาศัยตบะบำเพ็ญไปแย่งชิงมาเด็ดขาด มิเช่นนั้นต่อให้จะชนะได้ผลประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคราว ทว่าสุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนสาหัส ย่อมยากที่จะบรรลุเต๋าขั้นสูงสุดได้...”
จู่ๆ เขาก็หุบปากเงียบ ชาตินี้เมิ่งเหอเจ๋อไม่มีทางไปเป็นเจ้าลัทธิมารพุทธะอยู่แล้ว จิตใจดั้งเดิมของเขาเที่ยงธรรมและรักดี เรื่องอะไรจะต้องเอาบทเรียนนองเลือดในชาติก่อนมาพร่ำสอนเขาอีกเล่า
เพียงแต่พอคิดว่าไม่ช้าก็เร็วทั้งสองก็ต้องแยกย้ายจากกัน จึงอดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นเพิ่มไปอีกสองประโยค
เอาเถอะ ก่อนลาจาก เขาค่อยเอ่ยปากเตือนเรื่องภัยฆ่าล้างตระกูลในอีกสองปีข้างหน้า ถือเป็นการทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างเต็มที่แล้วกัน
ชาติก่อนผลักเจ้าตกหน้าผา ชาตินี้ถือว่าไม่ได้ทำร้ายเจ้า!
ส่วนในใจของเมิ่งเหอเจ๋อคิดว่า หากไม่ได้กราบอาจารย์คนเดียวกันกับศิษย์พี่ซ่ง ข้ายินยอมไม่ไปจะดีกว่า
มิเช่นนั้นใครจะคอยมาปรนนิบัติพัดวี ต้มแกงต้มบะหมี่ให้ศิษย์พี่ทานกันล่ะ
ในตอนนี้ ซ่งเฉียนจีพลันนึกถึงม้วนกระดาษภาพวาดในอ้อมอกของจ้าวจี้เหิง
ช่วงนี้มีคนวาดภาพเขียนอักษรมากเกินไปแล้วจริงๆ คดีเรื่อง “กระดาษฮวาเว่ยแพงลิบลิ่ว” เขาก็พอได้ยินมาบ้าง เพราะปราชญ์อักษรกำลังจะเดินทางมาถึง ผู้ฝึกตนสายยันต์ถึงได้มารวมตัวกันที่เมืองฮวาเว่ย
ชาติก่อนไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลย หรือว่าหลังจากตนเองเกิดใหม่ คลื่นน้ำสั่นสะเทือนไปทั่ว เป็นเพราะเว่ยเจินอวี้ปรากฏตัวล่วงหน้า ปราชญ์อักษรจึงได้ถ่อมารับศิษย์ถึงที่นี่สินะ?
เว่ยเจินอวี้ในช่วงแรกปิดบังชื่อเสียงเรียงนาม สถานที่มั่วสุมรื่นเริงและหาเพื่อนฝูงเช่นที่ศาลาท่าน้ำในคืนนี้ เขาย่อมไม่มีทางปรากฏตัวแน่นอน
ซ่งเฉียนจีมองฟ้า จันทร์เสี้ยวทอสว่างเจิดจ้า
ดาราจักรถอดยาวพาดผ่านฟากฟ้า ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ ทิ้งตัวร่วงหล่นลงหลังเขา
ทว่าผู้กอบกู้รุ่นเยาว์คนนั้นจะเป็นดวงดาวดวงไหนกันนะ คืนนี้เขาจะสถิตอยู่ที่ใดกันแน่?
ยามครุ่นคิด เดินมาถึงเรือนซ่งพอดี ดอกท้อหน้ารั้วโรยรา กลีบดอกร่วงหล่นเต็มพื้น
ดอกเทียนกิ่งและต้นถั่วฝักยาวอาบแสงจันทร์เย็นสบาย สั่นไหวตามลมพริ้วไหว
ในใจของซ่งเฉียนจีพลันบังเกิดความปิติยินดีทันที โยนเรื่องราวไร้สาระของโลกมนุษย์ทิ้งไปข้างหลังจนสิ้น
---