Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 20 ฟางเส้นสุดท้าย)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 20 ฟางเส้นสุดท้าย

  • 24/08/2569

บทที่ 20 ฟางเส้นสุดท้าย


“ไป! พวกเรารีบไปกันเถอะ!”


ไม่รู้ว่าใครในหกคนนั้นเป็นคนเริ่มหันหลังวิ่งหนีคนแรก อีกห้าคนที่เหลือก็รีบวิ่งตามไปติดๆ ทันที


เหอชิงชิงแม้จะลืมตาขึ้นมองเห็นเด็กหนุ่มที่ช่วยประคองนางไว้ ทว่าเพียงแวบเดียว นางก็รีบก้มหน้าลงราวกับถูกแสงแดดแผดเผา


นางกลัวว่าจะทำให้เขาตกใจ จึงใช้แขนเสื้อบังใบหน้าไว้ แล้วหมุนตัวไปหาผ้าคลุมหน้า


เมื่อครู่ยามฝูงชนแตกตื่น ผ้าคลุมหน้าถูกหลิวเทียนฮั่นโยนทิ้งไปส่งเดช ทั้งยังถูกผู้คนเหยียบย่ำจนขาดรุ่งริ่ง เต็มไปด้วยรอยเท้าและคราบโคลน


ทว่านางกลับรีบนำมาสวมไว้บนศีรษะอย่างลนลาน ราวกับคนจมน้ำที่พยายามคว้าขอนไม้ไว้แน่น


“ช้าก่อน” เหอชิงชิงได้ยินเด็กหนุ่มผู้นั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง นางถึงกับยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ร่างกายเย็นวาบไปทั้งตัว


แต่คำพูดนั้นไม่ได้บอกกับนาง


ต้นหอมทั้งหกต้นหันขวับมามองพร้อมกัน ยามนี้พวกเขามองซ่งเฉียนจีราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ


“เจ้ายังต้องการอะไรอีก?!” หลิวเทียนฮั่นตะโกนถามเสียงสั่น


“ข้าแค่อยากจะถามว่า พวกเจ้าทำเรื่องแบบนี้ ท่านเจ้าสำนักศึกษารู้เรื่องไหม? ท่านไม่สั่งสอนพวกเจ้าบ้างรึ?”


น้ำเสียงของคนผู้นี้ยังคงเย็นชา ทว่าความอ่อนโยนได้มลายหายไปแล้ว


เหอชิงชิงลอบมองผ่านผ้าคลุมหน้าที่เปรอะเปื้อน ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ นางพลันรู้สึกขอบตาพองผ่าวขึ้นมา


ช่างน่าแปลกนัก ทั้งที่นางไม่ได้ร้องไห้มานานมากแล้วแท้ๆ


“ต่อให้ท่านเจ้าสำนักไม่ว่างสั่งสอน แล้วปราชญ์จื่อเยี่ยไม่อยู่หรือไง? ท่านก็ไม่จัดการพวกเจ้าด้วยรึ?”


มันก็เหมือนลูกสมุนบ้านข้างๆ เล่นเตะตะกร้อจนทำกำแพงบ้านเจ้าเปื้อน เจ้าคงไม่เดินไปตบเด็กตรงๆ หรอก แต่มักจะถามว่า: ผู้ใหญ่บ้านเจ้าไปไหนหมด? พ่อแม่ไม่สั่งสอนรึไง?


ชาติก่อนซ่งเฉียนจีมองคนพวกนี้เป็นเหมือนตัวตลกที่คอยสร้างเสียงหัวเราะ ทว่าตอนนี้เขามองพวกนี้เป็นเหมือนเด็กเกเรที่ไม่รู้จักโต


แต่ทั้งหกคนกลับรู้สึกเหมือนถูกลบหลู่เกียรติอย่างรุนแรง ต่างพากันชี้นิ้วสั่นระริกใส่เขา


“บังอาจนัก! เจ้ากล้าเอ่ยนามของศิษย์พี่ผู้ดูแลสำนักออกมาตรงๆ เชียวรึ!”


“ด้วยฐานะอย่างเจ้า ไม่มีวันได้พบศิษย์พี่ผู้ดูแลหรอก อย่าคิดว่าจะมาขู่พวกเราได้นะ!”


ซ่งเฉียนจี “เอาล่ะ ไสหัวกลับไปให้หมดได้แล้ว”


ทั้งหกคนราวกับได้รับอภัยโทษ รีบวิ่งหนีกันป่าราบจนหายลับไปที่ปลายเส้นทางสายบุปผา


“เจ้าเรียนรู้หรือยัง?” ซ่งเฉียนจีหันมาถาม


“เรียน... เรียนรู้อะไรเจ้าคะ?” เหอชิงชิงตอบเสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน


นางไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงยังไม่ไป และไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะยอมคุยกับนางด้วย


ทั้งทำตัวไม่ถูก และทั้งรู้สึกละอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี


“คราวหน้าถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีก งั้นก็ให้ทำแบบที่ข้าทำเมื่อกี้ ถามคำถามสองข้อนี้ไป”


ซ่งเฉียนจีพูดจบ ก็เดินกลับเข้าบ้านไปทันที


ทิ้งให้เหอชิงชิงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง


เขา... กำลังออกหน้าแทนข้างั้นรึ?


เมิ่งเหอเจ๋ออดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหา


แม้จะเป็นเรื่องของสำนักอื่น เป็นเรื่องของคนอื่นที่เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ทว่าในฐานะเด็กหนุ่มผู้เที่ยงธรรม เห็นเรื่องไม่เป็นธรรมย่อมมิอาจเพิกเฉยได้


เขาถามว่า “เจ้าถูกพวกนั้นรังแกแบบนี้มาตลอดเลยรึ?”


เหอชิงชิงไม่ตอบ


“พวกนั้นสั่งให้มา เจ้าก็มาเนี้ยนะ? เจ้าไม่คิดจะขัดขืนบ้างเลยเหรอไง?”


เหอชิงชิงถูกบารมีของเขาข่มจนต้องถอยหลังไปสองก้าว ทว่ายังคงปิดปากเงียบ


หากวันนี้นางไม่มา ชีวิตความเป็นอยู่ของนางย่อมต้องลำบากกว่านี้อีกหลายเท่า


“ข้าเคยได้ยินมาว่า สำนักศึกษาชิงหยามีกฎระเบียบเคร่งครัด พวกเขารังแกศิษย์ร่วมสำนักแบบนี้ เจ้าไม่คิดจะไปฟ้องอาจารย์บ้างรึ?”


เหอชิงชิงส่ายหน้า นางไม่เคยคิดจะไป “ฟ้อง” อาจารย์หรือศิษย์พี่คนไหนทั้งนั้น


ต่อโชคชะตาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามา สิ่งเดียวที่นางเชี่ยวชาญคือการอดทน


ตั้งแต่ถูกช่วยออกมาจากซ่องโจรหมื่นมาร ก่อนจะถูกส่งเข้าสำนักศึกษาชิงหยา นางก็เคยชินกับการอดทนมาโดยตลอด นี่คือประสบการณ์การเอาตัวรอดที่นางเชื่อมั่นและยึดถือเพื่อให้มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้


เมิ่งเหอเจ๋อถามไปสามคำถามทว่าไม่ได้คำตอบแม้แต่คำเดียว จึงรู้สึกหงุดหงิดที่นางไม่รักดี สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าบ้านไป


แสงอัสดงค่อยๆ ลับหายไปที่อีกฟากของขุนเขา


ดวงดาวเริ่มปรากฏขึ้นทีละดวงสองดวง


ซ่งเฉียนจีถือบัวรดน้ำ อาศัยแสงสุดท้ายของวันรดน้ำให้ผักและดอกไม้ทุกต้นอย่างทั่วถึง


เขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของพวกมัน เช่นว่าพวกมันต้องการน้ำมากแค่ไหน หรือสารอาหารเพียงพอหรือไม่


เมิ่งเหอเจ๋อยืนฝึกท่ากระบี่ด้วยมือเดียวอยู่ใต้ค้างดอกไม้ ทว่ากลับไม่กล้าโคจรลมปราณเพราะกลัวจะไปทำร้ายต้นกล้าผักเข้า


“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านว่าข้าจะชนะการประลองฝีมือไหมขอรับ?”


“ชนะไม่สำคัญ”


“แล้วอะไรที่สำคัญล่ะขอรับ?”


“ความสวยงาม” ซ่งเฉียนจีกล่าว “สู้ให้สวยงามก็พอแล้ว”


“สวยงามยังไงหรือขอรับ?”


“ท่วงท่าต้องไหลรื่น ออกกระบวนท่าต้องแม่นยำ บาดแผลต้องเล็กแต่ลึก อย่าฟันจนเลือดสาดกระจายไปทั่ว ต้องทำให้คนดูรู้สึกสบายตา และห้ามใช้ท่าสกปรกเด็ดขาด อ่อ เจ้าไม่ต้องกังวลนะ หน้าตาเจ้าถือว่าได้เปรียบกว่าคนอื่นอยู่แล้ว”


เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจ ที่แท้ศิษย์พี่ก็ไม่ได้แยกแยะความงามไม่ออกจริงๆ เพียงแต่ท่านไม่อยากตัดสินผู้ฝึกตนหญิงเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกแค่นั้นเอง


รุ่นเยาว์คนไหนบ้างจะไม่ชอบคนสวยคนงาม ข้าต้องบำเพ็ญอีกนานแค่ไหนถึงจะบรรลุระดับจิตใจแบบศิษย์พี่ซ่งได้นะ?


“ศิษย์พี่ซ่ง เมล็ดพันธุ์ของวันนี้มาแล้วเจ้าค่ะ” โจวเสี่ยวอวิ๋นเคาะประตูเดินเข้ามา แล้ววางถุงเก็บของสามถุงลงบนโต๊ะหิน


เมล็ดพันธุ์ในมือซ่งเฉียนจีตอนนี้มีเยอะมาก มากพอจะให้เขาไปบุกเบิกภูเขารกร้างได้ทั้งลูกหลังจากลงเขาไปแล้ว ทว่าเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกก็ยังคงขยันขันแข็งรวบรวมมาให้เขาไม่ขาดสาย


โจวเสี่ยวอวิ๋นส่งของเสร็จแต่ยังไม่ไป นางอึกอักอยู่นาน ในที่สุดก็ถามขึ้นว่า “ศิษย์น้องจากสำนักศึกษาชิงหยาคนเมื่อกี้ นางป่วยเป็นโรคอะไรร้ายแรงหรือไม่เจ้าคะ?”


นางรู้สึกว่าเมื่อกี้ตนเองแสดงกิริยาเกินไปหน่อย ทว่าก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรดี


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “วิชาบางอย่างของพวกสายมาร ใช้เลือดเนื้อคนเป็นๆ มาเพาะเลี้ยงหนอนกู่ พอนานวันเข้า ร่างกายของผู้ถูกเลี้ยงกู่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ต่อให้กำจัดกู่ออกไปเพื่อรักษาชีวิตได้ ทว่าใบหน้าก็ยากจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”


โจวเสี่ยวอวิ๋นสูดหายใจลึก “เช่นนั้นนางก็น่าสงสารมากเลยนะเจ้าคะ”


เมิ่งเหอเจ๋อแค่นเสียงเย็นชา “เหอะ! หกปราชญ์แห่งชิงหยา ปราชญ์บ้านป้ามันสิ!”


พอพูดจบ เขาก็พบว่าตนเองสามารถพูดคำว่า “...บ้านป้าเจ้าสิ” ตามแบบศิษย์พี่ซ่งได้แล้ว จึงรู้สึกภูมิใจในตัวเองนิดๆ


“นั่นมันชื่อที่พวกเขาตั้งกันเองต่างหาก” ซ่งเฉียนจียิ้มถาม “เจ้าเคยเห็นเทพกระบี่แทนตัวเองว่าเทพกระบี่ หรือปราชญ์อักษรประกาศตัวว่าเป็นปราชญ์อักษรเวลาออกไปข้างนอกไหมล่ะ?”


ทั้งสองคนส่ายหน้าจนหัวสั่นหัวคลอน


โจวเสี่ยวอวิ๋น “ข้าเข้าใจแล้วg0hkค่ะ! ฉายามันต้องให้คนอื่นยกย่องถึงจะขลัง พวกที่ตั้งเองแล้วเอามาป่าวประกาศปาวๆ ส่วนใหญ่ก็พวกไร้น้ำยานั่นแหละเจ้าค่ะ!”


ซ่งเฉียนจี “ตัดคำว่า ‘ส่วนใหญ่’ ออกก็ได้นะ”


สำนักศึกษาชิงหยามีปราชญ์เมธีรวมตัวกันมากมาย ยอดคนนับไม่ถ้วน ทว่าไม่มีใครกล้าบังอาจใช้คำว่า “ปราชญ์” กับตัวเองเลยสักคน มีเพียงพวกทายาทรุ่นสองที่ครอบครัวจ่ายเงินยัดไส้ส่งเข้ามาหาประสบการณ์เท่านั้นแหละ ที่ไม่กลัวคนจะนินทาลับหลัง พากันตั้งกลุ่มมั่วสุมยกยอพวกเดียวกันเองว่า “หกปราชญ์”


หากเป็นบุคคลสำคัญจริงๆ ต่อให้เบื้องบนนิกายฮวาเว่ยจะยุ่งจนไม่ได้นอน ก็คงไม่ส่งเพียงผู้ดูแลไปต้อนรับอยู่แล้ว


“กลับกันไปได้แล้ว ข้าจะดูดาว” ซ่งเฉียนจีกล่าว


เขารู้ดีว่าเมิ่งเหอเจ๋อนั่นแหละที่ยุ่งจนไม่ได้นอนจริงๆ ทุกวันนอกจากทำงานแล้ว ยังต้องมาทำข้าวต้มน้ำชาให้เขาอีก


เพื่อการประลองฝีมือ จึงต้องบำเพ็ญเพียรทั้งวันทั้งคืน ทว่าหากบอกให้เขาไม่ต้องมาต้มบะหมี่เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน เขาก็จะทำท่าทางเหมือนถูกรังแกอย่างแสนสาหัสทันที


ทั้งสองคนขอตัวลา ลานบ้านกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ซ่งเฉียนจีนอนเอกเขนกบนเก้าอี้เอน แหงนมองท้องฟ้ายามราตรี


นอกจากเรื่องต้นหอมหกต้นที่มาหาเรื่อง วันนี้ก็นับว่าสมบูรณ์แบบมาก: ตั้งใจปลูกผัก ตั้งใจกินข้าว ตั้งใจดูดาว


ลมราตรีพัดโชยมา นำพากลิ่นหอมของมวลบุปผา กลิ่นต้นหญ้า และกลิ่นดินโคลนอบอวลไปทั่วลาน


ซ่งเฉียนจีรู้สึกพอใจ


จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงร้องไห้


เสียงร้องไห้นั้นเศร้าสร้อยและโหยหวน แว่วมาตามลมราตรีลอดผ่านกำแพงลานเข้ามา


ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้วเล็กน้อย ขยับหูฟัง


เป็นผู้ฝึกตนหญิงคนเมื่อตอนพลบค่ำนั่นเอง นางกลับมาอีกแล้วรึ?


ซ่งเฉียนจีหลับตาลง เสียงร้องไห้ข้างหูยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู


หากเป็นพวกอันธพาลมาหาเรื่องอาละวาด ซ่งเฉียนจีมีวิธีเป็นหมื่นวิธีที่จะทำให้พวกมันหายไปจากโลกนี้


ทว่าเหอชิงชิงกลับเพียงแค่นั่งยองๆ อยู่ที่หน้าประตู แล้วก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น


ดอกเทียนกิ่งสามกอของเขาถูกเสียงร้องไห้ทำเอาเหี่ยวเฉา กลีบดอกสั่นระริกหลบหนีลมราตรีอย่างหวาดกลัว


ต้นถั่วฝักยาวยังคอตก ใบไม้เหี่ยวแห้งอาบแสงจันทร์อย่างหมดอาลัยตายอยาก


พวกมันเองก็มีอารมณ์ความรู้สึกนะ เคยเจอเรื่องสะเทือนใจแบบนี้ที่ไหนกัน? ซ่งเฉียนจีเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจแทนต้นไม้ใบหญ้าเหลือเกิน


“เจ้าจะร้องไห้ไปทำไม?” เขาถามขึ้น


เหอชิงชิงตกใจเสียงเปิดประตูจนหงายหลังล้มลง


ซ่งเฉียนจีรีบคว้าตัวนางไว้ทันที “ระวัง!”


ดอกไม้ผักหญ้าพวกนี้ผิดอะไร ระวังอย่าไปเหยียบพวกมันเข้าล่ะ!


เหอชิงชิงนึกไม่ถึงว่าเขาจะยื่นมือมาช่วยพยุง นางจึงกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น


กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกวิสทีเรียยังคงโชยเข้าจมูก อบอวลไปทั่วร่างกาย


นางรู้สึกหน้ามืดตาลาย จนกระทั่งซ่งเฉียนจีปล่อยมือ นางถึงได้สติกลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง


“ขะ... ขอโทษเจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวเสียงเบา


นางเปลี่ยนผ้าคลุมหน้าผืนใหม่ แม้จะเป็นยามดึกที่มืดมิด ทว่านางก็ยังคงปกปิดใบหน้าไว้อย่างมิดชิด


“ทำไมเจ้าต้องมาร้องไห้ตรงนี้ด้วย?”


ซ่งเฉียนจีถาม ความหมายของเขาคือเจ้าจะไปร้องที่อื่นก็ได้


เหอชิงชิงชะงักไป ทว่านางกลับเข้าใจว่าเขาถามถึงสาเหตุ


ไม่เคยมีใครถามนางแบบนี้ และไม่เคยมีใครสนใจนางเลยสักคนเดียว


สายฉินที่เคยตึงเครียดมาตลอดพลันขาดสะบั้น อารมณ์ที่กดทับไว้เนิ่นนานพังทลายลงทันที


หญิงสาวระบายความอัดอั้นออกมาจนหมดเปลือกโดยไม่สนอะไรอีกแล้ว


“ฉินของข้าพังแล้ว พวกเขาทำมันพังหมดเลย ถ้าไม่มีฉิน ข้าก็ไปร่วมการประลองกู่ฉินในงานชุมนุมไม่ได้ ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้วจริงๆ...”


นางไม่เคยระบายความอัดอั้นให้ใครฟังมาก่อน จึงพูดจาวกวนไปมาสับสนอลหม่าน


ซ่งเฉียนจีตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เข้าใจ


นางถือเอาการประลองกู่ฉินในงานชุมนุมปัญญาชนเป็นความหวังสุดท้าย ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต


ทว่ายามนี้ นางไม่มีฉินเสียแล้ว


ไม่ว่าอูฐในทะเลทรายจะดิ้นรนเพียงใด ทว่าฟางเส้นสุดท้ายของโชคชะตา ก็ยังคงกดทับลงมาจนได้


“งั้นเจ้าก็ซื้อใหม่สักหลังสิ”


“เป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ฉินหลังนั้น ข้าต้องเอาของทุกอย่างที่มีไปแลกมาถึงจะได้มันมา”


ซ่งเฉียนจีอยากจะบอกว่า ก็แค่ไม่มีเงินมิใช่หรือ? ข้าให้เงินเจ้า แล้วรีบไปซื้อมันซะ!


ข้ากับเจ้าแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญพบกัน ไร้ความแค้นต่อกัน อย่ามาร้องไห้ในสวนผักข้าเลย มันจะขัดขวางเส้นทางการปลูกผักของข้า


เขาลองคลำกระเป๋าดู... บัดซบ! กระเป๋าข้าสะอาดกว่าหน้าเจ้าอีก!


เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่เกิดใหม่มา เขาไม่เคยทำมาหากินเลย เอาแต่กินข้าวฟรีไปวันๆ ชั่วขณะนี้จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง


“ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ซ่งเฉียนจีรีบเอ่ยแก้เขิน


เมื่อเขาเดินกลับออกมาอีกครั้ง ในมือกลับถือกระบี่เล่มหนึ่งมาด้วย


ตัวกระบี่ดูเก่าคร่ำคร่า ทว่าหากวางไว้ในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอกนิกายฮวาเว่ย ก็นับว่าเป็นกระบี่ดีที่หาได้ยากยิ่งเล่มหนึ่ง


“ท่าน... ท่าน!” เหอชิงชิงตกใจสุดขีด ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว


ทว่านางกลับกัดฟัน แล้วพูดประโยคที่ชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุดในคืนนี้ออกมา


“จะฆ่าก็ฆ่าเถอะ! ข้าทนมาพอแล้ว โลกบัดซบแบบนี้ใครจะอยากอยู่! ข้าควรจะตายไปตั้งนานแล้ว ข้ายอมตายด้วยน้ำมือคนอย่างท่านดีกว่า!”


เพราะความสิ้นหวัง น้ำเสียงจึงดูโหยหวนและน่าสยดสยองสุดขีด


ซ่งเฉียนจี: “...เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่”


เหอชิงชิงอึ้งไป


เขาเดินออกไปได้สองก้าว แล้วจึงหันมากำชับว่า “ห้ามขยับเขยื้อนส่งเดชนะ”


เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งยองๆ อยู่ที่ธรณีประตู กอดเข่าขดตัวเป็นก้อนกลม และรักษาระยะห่างจากรั้วไม้ไผ่อย่างดี เขาจึงเดินจากไปอย่างพอใจ


ก็แค่ซื้อฉินสินะ?


คนเป็นๆ ทั้งคน จะยอมให้หินปราณไม่กี่ก้อนมาบีบจนตายได้ยังไงกัน?


เหอชิงชิงกอดเข่านั่งอยู่ท่ามกลางลมราตรี จ้องมองแผ่นหลังอันซูบผอมทว่าเหยียดตรงของเด็กหนุ่ม


จนกระทั่งคนผู้นั้นเดินพ้นเส้นทางเล็กๆ ไป หลอมรวมเข้ากับม่านราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆและดวงดาวจนมองไม่เห็นอีก


นางคิดในใจ นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม?


ราวกับกำลังฝันไปเลยจริงๆ
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป