Your Wishlist

พลิกลิขิตฟ้าคว้าใจเธอ (บทที่ 68 : คณะกรรมการนักเรียน)

Author: อักษรเงิน

เมื่อถูกใส่ร้าย! อดีตนักแสดงสาวก็ตกหลุมพลางและถูกฆ่าตายในที่สุด ทว่าสวรรค์ยังมีตาให้เธอกลับมาเกิดใหม่ และคราวนี้เธอต้องการแก้แค้นและเพื่อค้นหาความจริง! คราวนี้เธอตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ตกหลุมพรางของความรักอีก แต่! ใครบอกเธอได้ว่าทำไมอดีตสามีที่น่ารำคาญถึงตามหลอกหลอนเธอทั้งวันทั้งคืนแบบนี้!

จำนวนตอน :

บทที่ 68 : คณะกรรมการนักเรียน

  • 22/07/2565

ผู้ชายคนนั้นยังคงไม่เชื่อใจเธอเหมือนเดิม ต่อให้ผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้ว เจียงจื่อเฉิงก็ยังร้ายกาจกับเธออยู่ดี

 

เธอไม่เข้าใจเลย ผู้ชายคนนี้จงเกลียดจงชังเธอขนาดนี้เลยหรือ?

 

คิดมาถึงตรงนี้ เด็กสาวก็รู้สึกถึงความขมขื่นที่พลันก่อตัวขึ้นมาในใจอย่างควบคุมไม่ได้ ช่วงเวลาแห่งชีวิตใหม่นี้ เธอพบว่าตัวเองยังไม่สามารถลบเลือนเรื่องราวในอดีตออกไปได้เลย

 

เมื่อเจอเจียงจื่อเฉิง เธอไม่อาจวางท่าเฉยเมยขณะที่เผชิญหน้ากับเขาได้ เธอเคยหลงรักเขา จะให้ลืมง่าย ๆ แบบนั้นได้อย่างไรกัน แม้ทุกวันนี้จะหลงเหลือไว้เพียงความเกลียดชัง เพียงแต่ความหลังในอดีตเหล่านั้นยังคงฉายเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลา

 

นี่เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เธอเคยรักเขา หากแต่ตอนนี้เกลียดเขาไปแล้ว ความเกลียดชังประเภทนี้ต่างจากความเกลียดชังประเภทอื่น เหมือนกับไม่ใช่ความเกลียดล้วน ๆ แต่มีสิ่งอื่นปะปนอยู่ด้วย และมักจะรู้สึกอ่อนไหวเพราะสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ บางครั้ง คำพูดและการกระทำของเขามักทำให้เธอเสียการควบคุมตัวอยู่บ่อย ๆ คล้ายกับว่าความฉุนเฉียวทั้งหมดของเธอมีสาเหตุมาจากเขา

 

เจียงจื่อเฉิงบอกว่าไม่ใช่คนที่ฆ่าเธอ ตามสัญชาตญาณเธอไม่ยอมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง เธอต้องการยกความผิดทั้งหมดไปให้เจียงจื่อเฉิง และต้องการเค้นคอเอาความจากเขาว่าทำไม แต่...ทำไมล่ะ?

 

ก็แค่ความรักที่มันไปไม่รอดเท่านั้นเอง

 

เธอไม่ใช่คนโง่ เธอสามารถมองทะลุถึงความปรารถนาของผู้ชายและไฟริษยาของผู้หญิงมีต่อตนเองได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่ยอมอ่านความในใจที่แท้จริงของเขา

 

ความรู้สึกแบบนี้ มีแต่จะทำให้อึดอัดมากขึ้น มนุษย์นั้นช่างแปลกประหลาด สิ่งที่ไม่อาจไขว่คว้ามักทำให้จดจำไม่ลืมอยู่เสมอ

 

สวี่เฉียวหลีได้แต่ถอนหายใจเฮือก บังคับตัวเองไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องนี้อีก ก่อนจะหมุนตัวเดินไปอาบน้ำ เมื่อออกจากห้องน้ำ บนหน้าจอโทรศัพท์ก็มีสองข้อความส่งเข้ามา ข้อความแรกส่งมาจากเจียงเสี่ยวอี้ ถ้อยคำละมุนละม่อม ใจความก็คือหากสวี่เฉียวหลียินดีจะพูด อีกฝ่ายก็จะรับฟัง หากไม่ยินดี เธอก็จะไม่บังคับ

 

สวี่เฉียวหลีไม่ได้ตอบกลับ อีกข้อความถูกส่งมาจากซูหว่านถิง ไม่รู้ว่าหล่อนไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของเธอมาจากไหน สิ่งที่ถามก็ยังคงเป็นเรื่องที่ว่าเธออยากจะเป็นคณะกรรมการนักเรียนหรือเปล่า

 

การถามย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ บวกกับอาการเร่งเร้า จะไม่ให้เกิดดความสงสัยก็คงยาก

 

สวี่เฉียวหลีพิจารณาชั่วครู่ แล้วตอบกลับไปว่า ‘ก็ได้’ พร้อมกับส่งอีโมจิหน้ายิ้มต่อท้ายไปรูปหนึ่ง

 

ซูหว่านถิงตอบกลับมาอย่างไว : งั้นพรุ่งนี้เธอไปแจ้งคุณครูที่ห้องปกครอง 307 แล้ว ห้าโมงเย็นมาที่ห้องประชุม 305 พวกเราจะได้มาประชุมย่อยกัน

 

เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น สวี่เฉียวหลีเพิ่งกลับมาจากออกกำลังกาย สวี่สี่ชิงก็รีบฉุดกระชากลากถูเธอไปที่สวนดอกไม้หลังบ้านอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าวิตกกังวล "ช่วงนี้เธอได้ติดต่อกับเหยียนหนานเซิงหรือเปล่า?"

"เปล่าค่ะ" สวี่เฉียวหลีตอบ "มีอะไรหรือเปล่าคะ?"

 

"เธออย่าได้ติดต่อกับเหยียนหนานเซิงเป็นอันขาดเลยนะ!" สวี่สี่ชิงเอ่ยเตือน แววตาเคร่งเครียด "แล้วก็อย่าไปข้องเกี่ยวกับคนตระกูลเหยียน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม"

 

เด็กสาวเงียบไปชั่วครู่ แล้วเอ่ยว่า "อืม ได้ค่ะ"

 

หากใช้วิธีกระตุ้นอาจจะทำให้สวี่สี่ชิงพูดความจริงออกมาได้ ว่าทำไมถึงไม่ให้เข้าใกล้เหยียนหนานเซิง แต่เธอก็ไม่ได้ถามออกไป ท้ายที่สุดแล้วสวี่สี่ชิงก็เป็นพี่สาวของเจ้าของร่างนี้ ซ้ำยังเป็นห่วงเจ้าของร่างมากด้วย

 

เธอดูออกว่าพี่สาวคนนี้จะต้องมีความรู้สึกผิดต่อเจ้าของร่างเป็นแน่ ความรู้สึกแบบนี้อาจมีต้นตอมาจากเรื่องนั้น

 

"พี่คะ พี่จะบอกเรื่องเหยียนหนานเซิงกับฉันได้เมื่อไหร่?" สี่เฉียวหลีเอ่ย

 

สวี่สี่ชิงชะงักงัน สวี่เฉียวหลีไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เธอหลุบตาต่ำเล็กน้อย สุดท้ายจึงพูดเพียงว่า "พี่กลัวเธอจะรับไม่ได้ เธออาจจะลืมไปแล้ว สภาพของเธอตอนนั้น...ย่ำแย่มาก ทำเอาพ่อแม่กับพี่ตกใจกันหมด ต่อมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ พอช่วงที่สูญเสียความทรงจำไป อาการของเธอก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นพี่จะไม่บอกเธอ ไม่อยากให้เธอเปลี่ยนไปเป็นเหมือนตอนนั้นอีก"

 

เด็กสาวครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะดึงมือผู้เป็นพี่มากุมไว้เบา ๆ มุมปากคลี่รอยยิ้มปลอบโยน "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะไม่ถามอีกแล้ว"

 

"ดีแล้ว ใส่ใจเรื่องเรียนให้มากหน่อยแล้วกัน อีกไม่นานก็จะสอบแอดมิดชั่นแล้ว ถึงตอนนั้นก็เลือกมหาวิทยาลัยที่ชอบดี ๆ"

 

เรื่องที่เด็กสาวครุ่นคิดมาตลอดทางคือ ทำไมจู่ ๆ สวี่สี่ชิงถึงได้เคร่งเครียดขึ้นมา มีทางเดียวที่เป็นไปได้คือต้องมีคนมาพูดอะไรกับเธอ จึงทำให้เธอกลายเป็นแบบนี้

 

หนำซ้ำเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับเธอและเหยียนหนานเซิง…

 

คณะกรรมการนักเรียนเหรอ ? หรือจะเป็นการเอาคืนเหตุจากภาพยนตร์เรื่องจากลา หากเป็นเรื่องคณะกรรมการนักเรียนนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าเหยียนหนานเซิงกับซูหว่านถิงรู้จักกัน และเรื่องเหล่านี้ก็เกี่ยวข้องกับเหยียนหนานเซิงด้วย ทว่าเบาะแสกับข้อมูลที่ไม่แน่นอนมีน้อยมาก สวี่เฉียวหลีไม่อาจฟันธงได้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร

 

เธอยังจำได้ ตอนที่เจอเหยียนหนานเซิงครั้งแรกหลังจากได้ชีวิตใหม่ อีกฝ่ายพูดเหมือนกับรู้จักกันมานานแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้มากว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะต้องเป็นคนที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน

 

และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน.... เช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงว่าคนที่ชื่อ ALICE ก็คือเหยียนหนานเซิง และเป็นคนที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเว็บกระทู้นี้ แต่เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้น สวี่เฉียวหลียังไม่สามารถปะติดปะต่อกันได้ ทำได้แค่อาศัยข้อมูลเพียงน้อยนิดมาตั้งสมมติฐานอย่างง่ายๆ ก็เท่านั้น

 

เวลาที่เหลือระหว่างคาบ สวี่เฉียวหลีไปที่ฝ่ายปกครอง กรอกแบบฟอร์ม เมื่อได้เอกสารยืนยัน ก็ถือเป็นการเข้าร่วมคณะกรรมการนักเรียนโดยสมบูรณ์

 

ส่วนเจียงเสี่ยวอี้ก็ทำเหมือนว่าเมื่อวานไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่เอ่ยถึงเลยแม้แต่คำเดียว เมื่อได้เวลาทานอาหารกลางวัน สวี่เฉียวหลีถึงได้พูดขึ้นว่า "ฉันรู้ว่าเธอมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่ตอนนี้ฉันยังตอบอะไรเธอไม่ได้ ถ้าเกิดวันนั้นมีจริง เมื่อถึงเวลา ฉันจะบอกเธอเอง"

เจียงเสี่ยวอี้นิ่งอึ้ง ก่อนจะพูดว่า "ฉันเข้าใจแล้ว ไม่เป็นไรนะ ฉันก็แค่สงสัยนิดหน่อยเท่านั้นเอง ฉันมักจะรู้สึกว่าเธอมีความลับที่ปกปิดเอาไว้มากมาย บางครั้งก็รู้สึกว่าฉันห่างกับเธอไกลแสนไกล"

 

ทันทีที่เด็กน้อยพูดจบก็หัวเราะคิกคิก "แบบนี้เหมือนกับสารภาพรักเลยอ่ะ"

 

"พูดออกมาเถอะ ฉันไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรทั้งนั้นแหละ" สวี่เฉียวพูดด้วยรอยยิ้ม

 

สิ้นเสียงนั้น ก็มีใครคนหนึ่งมานั่งข้าง ๆ เธอ เฉินฉือวางจานข้าวลงแล้วเอ่ยว่า "ไง กำลังคุยเรื่องของพวกผู้หญิงกันอยู่เหรอ?”

 

"ก็ใช่น่ะสิ นายรีบไปเลยนะ จะเข้ามาสอดทำไม!" เจียงเสี่ยวอี้พูดอย่างนึกรังเกียจ

 

"ไม่ได้พูดกับเธอสักหน่อย ยัยขาสั้น" เด็กหนุ่มสวนกลับ

 

เจียงเสี่ยวอี้เอ่ยด้วยความฉุน "ขานายยาวมากงั้นแหละ"

 

เฉินฉือยิ้ม ไม่พูดอะไร แล้วหันไปหาสวี่เฉียวหลี  "เธอเป็นสมาชิกคณะกรรมการนักเรียนแล้วเหรอ?"

"ข่าวไปไวขนาดนี้เชียว?" เด็กสาวถาม

"คนในกลุ่มต้องรู้อยู่แล้ว ก็เลยมาถามเธอดู เธอยอมเข้าร่วมเองอย่างนั้นเหรอ?" เด็กหนุ่มถาม

สวี่เฉียวหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย "จะยังมีใครบังคับฉันได้อีกล่ะ?"

 

"ครับ ๆ ๆ เจ๊หลีของเราเจ๋งสุดยอดเลย กระผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกครับ ก็แค่ถามดู แต่เธอระวังผู้หญิงที่ชื่อซูหว่านถิงคนนั้นเอาไว้หน่อยนะ"

 

มือที่กำลังจับตะเกียบของเด็กสาวชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า "ทำไมล่ะ? มีเหตุผลหรือเปล่า?"

 

"ไม่มี ฉันพูดคุยกับหล่อนไม่มาก แต่เท่าที่ฉันเคยเจอผู้หญิงมา ซูหว่านถิงคนนี้ไม่ใช่ไก่อ่อนเลย”

 

เด็กสาวหันมาพูดว่า "ซูหว่านถิงน่าจะสนใจในตัวนายมากเลยนะ"

 

"ว่าไงนะ? คนแบบนายยังมีคนมาสนใจด้วยเหรอ" เจียงเสี่ยวอี้กระแหนะกระแหน

 

"ก็ดีกว่าเธอแล้วกัน ยัยขาสั้น" เมื่อเด็กหนุ่มทานอาหารคำสุดท้ายจนหมดก็หันหลังเดินจากไป

 

เจียงเสี่ยวอี้ยังไม่ทันจะได้ด่ากลับ เฉินฉือก็เดินตัวปลิวจากไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ เธอก็สะบัดหน้าไปหาสวี่เฉียวหลี "ขาฉันสั้นมากจริง ๆ เหรอหลีหลี?"

"ไม่สั้นนะ ทั้งยาวแล้วก็สมส่วน ดูดีสุด ๆ เลยล่ะ" เด็กสาวกล่าว

 

เจียงเสี่ยวอี้ฉีกยิ้มออกมาทันใด นิ่งไปครู่หนึ่ง เธอก็ถามต่อว่า "จริงสิ เธอคิดดีแล้วเหรอที่จะเป็นคณะกรรมการนักเรียน? ฉันเองก็รู้สึกว่ายัยซูหว่านถิงนั่นไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน"

 

"เอาเป็นว่าฉันจะไม่เข้าใกล้ซูหว่านถิงมากจนเกินไปแล้วกัน วางใจเถอะ"

 

ตอนเย็น สวี่เฉียวหลีตามหาห้อง 305 จนพบ ซูหว่านถิงและเฉินฉือรออยู่ในห้องเรียนเรียบร้อยแล้ว แต่คนอื่น ๆ ยังมาไม่ถึง

 

ซูหว่านถิงยิ้มตาหยีเดินเข้ามาหา ดึงมือสวี่เฉียวหลีขึ้นมาจับไว้เบา ๆ แล้วเอ่ยว่า "สวี่เฉียวหลี ดีใจมาก ๆ เลยที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา"

 

สวี่เฉียวหลีดึงมือออกอย่างแนบเนียน จากนั้นก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วตอบกลับเบา ๆ "อืม"

 

ซูหว่านถิงพูดอย่างยิ้มแย้มคล้ายกับไม่ถือสาเลยสักนิด "เธอนั่งก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวพวกเขาก็มาแล้ว"

 

เวลาล่วงเลยไปสักพัก กู้เหลียงกับเหล่าคุณชายอีกสองสามคนก็เดินเข้ามา คนเหล่านั้นล้วนเป็นสมาชิกของคณะกรรมการนักเรียน สีหน้ากู้เหลียงเมื่อเห็นสวี่เฉียวหลีแปลกประหลาดไปเล็กน้อย เหลือบมองสองสามครั้งก็เบือนสายตาไปทางอื่น

 

ตระกูลกู้ถือเป็นตระกูลที่ร่ำรวยขึ้นมาได้เป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาแปดตระกูล บารมี อำนาจและความมั่งคั่งก็มีมากกว่าใครอื่น แต่คุณชายคนนี้กลับกลายเป็นคนปัญญาเขลา ถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือในโรงเรียน

 

หากคนในตระกูลกู้รู้เข้าล่ะก็…

 

สวี่เฉียวหลีมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ เธอปรายตามองไปยังเฉินฉือที่อยู่ด้านข้าง ปรากฎว่าอีกฝ่ายก็กำลังจับจ้องเธออยู่ พอทั้งสองสบตากัน เฉินฉือก็เสมองไปทางอื่น

 

ซูหว่านถิงเห็นว่าทุกคนมากันพร้อมเพรียงแล้ว จึงได้กระแอมพูดขึ้นว่า "การประชุมในวันนี้มีด้วยกันสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือการต้อนรับสมาชิกใหม่ของพวกเรา สวี่เฉียวหลี"

 

เสียงปรบมือดังเปาะแปะ นอกจากเฉินฉือแล้ว คนอื่น ๆ ดูจะไม่ต้อนรับเธออย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าอย่างไรสวี่เฉียวหลีก็เคยเป็นแค่สวะระดับ D มาก่อน ทว่าตอนนี้กลับไต่ขึ้นมาอยู่ระดับ A ไปแล้ว

 

ตั้งแต่เรื่องอันดับนี้ถูกเปิดโปงออกสู่สาธารณชน ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นทั้งหมดก็เริ่มหายไปจากโรงเรียน มีเพียงคนที่เคยอยู่ระดับสูง ๆ เท่านั้นที่ยากจะทำใจยอมรับคนที่อยู่ระดับต่ำให้ขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับตัวเองได้

 

ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต่างก็เป็นเด็กกันทั้งนั้น ในช่วงที่ยังไม่ได้ถูกป้อนค่านิยมอย่างถูกต้อง ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะหลงผิด

 

“เรื่องที่สอง ฉันคิดว่าจำเป็นต้องยกเลิกระบบชนชั้นของโรงเรียน” ซูหว่านถิงกล่าว

 

สวี่เฉียวหลีเริ่มแปลกใจ ทั้งที่ประธานคณะกรรมการนักเรียนคือคนที่ชื่อกู้เหลียง ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่ถือสิทธิในการตัดสินใจในเรื่องราวต่าง ๆ กลับเป็นซูหว่านถิง

 

เฉินฉือและกู้เหลียงไม่ปริปาก กลับเป็นสมาชิกคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคนที่ประท้วงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

 

ซูหว่านถิงจึงพูดขึ้นอีกว่า "พวกเรามาเริ่มโหวตกันตอนนี้เลย"

 

แต่ไม่มีใครขยับเขยื้อนเลย ผ่านไปครู่หนึ่งกู้เหลียงจึงพูดตัดรำคาญ "ฉันไม่คัดค้าน"

 

เฉินฉือถึงได้พูดตามขึ้นมาว่า "ไม่คัดค้าน"

 

แต่ละคนจึงค่อยๆ  พากันเอ่ยปาก เสียงข้างมากบอกว่าไม่คัดค้าน ขณะโหวตคะแนน ทุกคะแนนเสียงออกมาว่าเห็นด้วย ขอเพียงเฉินฉือและกู้เหลียงเลือกแล้ว พวกเขาถึงจะแสดงเจตจำนงของตัวเอง พูดตามตรงก็คือขอแค่กู้เหลียงกับเฉินฉือออกคำสั่ง ทุกคนก็จะเชื่อฟัง ทว่าคนที่ออกคำสั่งกลับเป็นซูหว่านถิง

 

"สวี่เฉียวลหลีล่ะ? เธอมีความเห็นยังไง?" ซูหว่านถิงหันไปถามสวี่เฉียวหลีพลางยิ้มอ่อนหวาน

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า