Your Wishlist

จอมยุทธ์เจ้ายุทธจักร (ละครลวงในอารามร้าง)

Author: หยกเหินลม

เมื่อยุทธภพแบ่งออกเป็นสอง มารยึดครองยุทธจักร คัมภีร์ยุทธ์ที่สาบสูญกลับคืนสู่บู๊ลิ้ม บุญคุณความแค้นรอการสะสาง หนี้เลือดต้องล้างด้วยเลือด เด็กน้อยผู้หนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้ายุทธจักรได้เช่นไร หนึ่งคัมภีร์สยบกระบวนท่า หนึ่งเคล็ดวิชาดรรชนี สุริยันจันทราปรากฏในปถพี สยบไปหมื่นลี้ร้อยมณฑล

จำนวนตอน :

ละครลวงในอารามร้าง

  • 13/08/2565

ตอนที่ 76

ละครลวงในอารามร้าง

 ดังนั้นดาบสันหนากับค้อนเหล็ก จึงแยกย้ายขนาบซ้ายขวาเข้าใส่เฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ เฒ่าประหลาดเพียงขยับเท้าไม่กี่ครา พาร่างหลบพ้นอาวุธของคนทั้งสองโดยง่ายดาย อีกทั้งใช้ส่วนที่โหนกนูนบริเวณกลางแผ่นหลัง ชนกระแทกเข้าใส่ยอดฝีมือทั้งสองอีกด้วย  เสิ่นซื่อสูอวี้กับเล่อต้าเต๋อ ประสานท่าร่างกันอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่เฒ่าประหลาดหมายจะสังหารภายในสิบกระบวนท่านี้

เฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่สาดประกายสายตาเจิดจ้าดั่งอินทรี แล้วสองฝ่ามือแผ่พุงออกด้วยความรวดเร็ว จนมิมีผู้ใดดูออกว่าเป็นวิชาฝ่ามือใด? ภาพที่เห็นตรงหน้าสองฝ่ามือซ้ายขวาของเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ ประทับวางแน่นิ่งมิไหวติง อยู่บนกระหม่อมของเสิ่นซื่อสูอวี้กับ เล่อต้าเต๋อ ด้านละหนึ่งฝ่ามือ พร้อมกับแค่นเสียงเอ่ยกล่าวดังว่า

“หากพวกท่านทั้งสอง ยังต้องการมีลมหายใจสืบต่อไป อย่าได้โอหังลำพองเกินไปนัก โบราณว่ากล่าวไว้ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เพียงฝีมือธรรมดายังกล้าอวดโอ่ฝีมือต่อหน้าข้าพเจ้า ครั้งนี้ถือว่าข้าพเจ้ายังมิต้องการสร้างบาปให้กับตัวเอง จะปล่อยปล่อยพวกท่านไปสักครั้ง หากครั้งหน้าอย่าได้กล่าวหาว่าข้าพเจ้าอำมหิต”

ทุกคนต่างเห็นชัดถนัดตา ว่าจุดที่ฝ่ามือของเฒ่าประหลาดประทับวางอยู่นั้น เป็นจุดแป๊ะห่วย อันเป็นจุดมรณะของผู้คนนั้นเอง ร่างของเสิ่นซื่อสูอวี้ กับเล๋อต้าเต๋อค่อย ซึ่งนั่งทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตาของทั้งคู่ยังคงแสดงอาการสงสัย ว่าเฒ่าประหลาดผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่? ริมฝีปากพยายามขยับขึ้นลงอย่างยากเย็น พอจับใจความได้ว่า

"ท่าน ..ท่านเป็นผู้ใดกันแน่?"

เฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ เมื่อปล่อยสองฝ่ามือจากศีรษะคนทั้งสองแล้ว ส่งเสียงขึ้นว่า

"ข้าพเจ้ามีฉายาว่าเฒ่าประหลาด นามเซียวเจียนซู่ ท่านทั้งสองจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจเถิด ภายหน้าหากพวกท่านลงสู่ปรโลกแล้ว จะได้บอกกล่าวต่อยมบาลได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ใด? สองฝ่ามือนี้ของข้าพเจ้า เป็นการสั่งสอนพวกท่านทั้งสอง ที่พวกท่านกล้ารังแกสหายของบุตรบุญธรรมข้าพเจ้า"

มันทั้งสองส่งเสียงร้องพร้อมเพรียงกันว่า

"เฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่...?"

เมื่อเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ ปลดปล่อยพวกมันทั้งสองเป็นอิสระ มันทั้งคู่รีบผลุนผลันลุกขึ้นยืนอย่างหมดท่าน เกียรติภูมิที่สั่งสมมาช้านาน ทำพวกมันอับอายขายหน้าในวันนี้ จากนั้นรีบวิ่งมารวมกับพรรคพวกของมัน  พวกมันทั้งหมดยามตกตะลึงทำสิ่งใดไม่ถูก คาดคิดมิถึงว่าเฒ่ารูปร่างประหลาดผู้นี้ จะลงมือรวดเร็วและร้ายกาจปานนี้ ก่อนที่จะกระทำเช่นไรต่อไปดี เสียงหนึ่งพลันดังสอดขึ้นก่อนว่า

"พวกท่านยังไม่รีบไปอีก"

สิ้นเสียงปรากฏคลื่นลมของพลังฝ่ามือ แผ่พุ่งเข้ามาจนก่อเกิดเป็นกลุ่มฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เมื่อฝุ่นควันเหล่านั้นจางลง ก็ไม่เหลือร่องรอยของเหล่าคนชั่วนั้นแล้ว

เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปทุกคนปลอดภัย จึงพากันเดินทางมุ่งหน้าตรงสู่สำนักตำหนักหมื่นเทพเขาหมื่นเซียน เมื่อทุกคนจากไปจากบริเวณนั้นหมดสิ้นแล้ว ยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วปรากฏร่างออกมาเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแอบซุ่มชมดูตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นกล่าวพึมพำขึ้นกับตนเองว่า

"ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการ โชคดีที่เมื่อคืนเรากับคนชุดดำ ทราบว่าเด็กน้อยเหล่านี้ แอบหลบซ่อนตัวอยู่ในอารามร้าง จึงได้แสแสร้งแกล้งกล่าวสัญญาณลับปลอมออกมา หวังว่าต่อไปเด็กน้อยเหล่านี้จะนำออกมาใช้ ในการเสาะหาตัวคนชุดดำลึกลับ ทางหนึ่งเท่ากับว่ามีคนช่วยเปิดเผยโฉมหน้าของคนชุดดำอีกหลายแรง เราเองจะได้มิต้องระวังป้องกันภัยหลายด้าน” จากกล่าวต่อว่า

“แผนการดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วจะผิดพลาดมิได้ คนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าช่างไม่เอาไหน เราอุตส่าห์ชักนำพวกมันมาจัดการกับเด็กกลุ่มนั้น หวังว่าจะฆ่าศิษย์ของสำนักใดไปได้บ้าง เพื่อที่เราจะได้นำข่าว ไปแจ้งกับอาจารย์พวกมัน เพื่อให้พวกมันเข่นฆ่ากันเอง กลับคิดมิถึงว่าจะมีเฒ่าประหลาดโผล่มาอีกผู้หนึ่ง แถมฝีมือร้ายกาจมิอาจดูแคลน และไม่เคยพบเห็นมาก่อน เรายายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วจะต้องเพิ่มเรื่องราวให้กระทำอีกเรื่องหนึ่งแล้ว"

กล่าวจบยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้ว พลิ้วร่างจากไปอย่างเงียบ ๆ ที่แท้คนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้า มาพบกับเหล่าศิษย์ฝ่ายธัมมะ มิใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นแผนการที่นางได้วางเอาไว้ หลังจากนางได้ไปกระทำเรื่องราวบางประการ และนัดพบกับชายชุดดำยังสถานที่ ซึ่งเคยใช้พบกันเป็นประจำ นั่นคืออารามร้างสถานที่ซึ่งศิษย์ของสี่สำนัก ใช้เป็นที่หลับนอนนั้นเอง

แต่เมื่อเดินทางไปถึง ด้วยระดับพลังฝีมือของยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้ว กับชายชุดดำ มีหรือจะไม่ทราบว่ามีคนอาศัยอยู่ในอารามร้าง ดังนั้นจึงแกล้งแสดงละครฉากหนึ่ง ทำเป็นพูดคุยกันกับชายชุดดำ อีกทั้งยังกล่าวสัญญาณปลอม ที่ใช้ติดต่อกันเพื่อให้ศิษย์ของสี่สำนักนำออกมาสืบสาวหาตัวชายชุดดำ

ส่วนชายชุดดำเอง ที่ยอมร่วมแผนการนี้กับยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้ว ทั้ง ๆที่ทราบจุดประสงค์ของนาง เหตุผลที่ยอมร่วมมือด้วย ก็เพราะนางรับปากว่าจะชักนำคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้า มาจัดการกับเหล่าศิษย์ของสี่สำนัก โดยจะให้เหลือชีวิตรอดเพียงคนสองคนจากนั้น จะทำทีเป็นช่วยเหลือแล้วส่งข่าวต่อสำนักเหล่านั้นว่า หมู่ตึกกระเรียนฟ้าเป็นผู้ลงมือ พอทุกสำนักพากันไปคิดบัญชีกับหมู่ตึกกระเรียนฟ้า เท่ากับตัดกำลังคู่ต่อสู่ไปได้อีกหลายคน

แน่นอนศิษย์สองคนที่เหลือรอดชีวิต ในความคิดของยายเฒ่าเจ้าเล่ห์ พวกเขาจะต้องรีบแจ้งสัญญาณลับปลอม ที่ได้ยินออกไปแก่ผู้เป็นอาจารย์  เมื่อถึงตอนนั้นเรื่องนี้ก็จะถูกถ่ายทอดออกไป ในหมู่ของสำนักฝ่ายธัมมะ และสำนักเหล่านั้นจะต้องอาศัยสัญญาณลับนี้ ออกสืบหาตัวคนชุดดำ เท่ากับเป็นการช่วยเหลือนาง ในการเปิดเผยโฉมหน้าคนชุดดำออกมา นับว่าเป็นแผนการที่ร้ายกาจนัก ส่วนคนชุดดำเองก็มีแผนการอื่นซ่อนเร้น โดยที่ยายเฒ่าหมื่นพิษมิอาจทราบเช่นกัน

ก่อนค่ำขบวนของจ่านจือ จึงบรรลุถึงเขาหมื่นเซียน พอก้าวเข้าบริเวณสำนักตำหนักหมื่นเทพ พบว่าภายในสำนัก ชุมนุมอยู่ด้วยผู้คนมากมาย เมื่อสอบถามเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ทราบว่าเจ้าสำนักฝ่ายธัมมะ ต่างมารวมตัวกันยังสำนักตำหนักหมื่นเทพ ที่ขาดไปก็มีเพียงแต่วัดเส้าหลิน กับอารามอเทวตาเท่านั้น

จ่านจือหลังทำความเคารพเหล่าเจ้าสำนักทั้งหลายแล้ว รีบติดตามเทียนจิ้งเข้าไปเยี่ยมดูอาการของประมุขพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กง ที่นอนพักรักษาตัวอยู่ในห้อง ซึ่งสำนักตำหนักหมื่นเทพจัดเตรียมเอาไว้ให้ ส่วนศิษย์ของสำนักต่าง ๆ พากันทยอยแยกย้ายสนทนากับอาจารย์ของตน ส่วนเยี่ยนผิงกับเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ ทั้งสองปลีกตัวออกมาคอยจ่านจืออยู่อีกห้องหนึ่ง

จ่านจือหลังจากได้สนทนากับประมุขพรรคไผ่หลิวเฉิงปู้กง ทราบว่าอาการของท่านค่อยดีขึ้นตามลำดับ จึงคลายใจลง ดังนั้นจึงปล่อยให้ศิษย์ทั้งสามของท่าน ได้สนทนากันโดยลำพัง ส่วนเขาปลีกตัวออกมายังห้อง ซึ่งเยี่ยนผิงกับเฒ่าประหลาดรอคอยอยู่ เยี่ยนผิงเมื่อเห็นเขาก้าวเท้าเข้าห้องมา รีบถลันลุกขึ้นแล้วส่งเสียงต่อเขาว่า

“จ่านจือท่านเสร็จธุระแล้ว ข้าพเจ้ากับอาวุโสเซียวรอคอยท่านอยู่ อีกครึ่งชั่วยามอาจารย์ของท่านเชื้อเชิญทุกท่านรับประทานอาหารค่ำพร้อมเพรียงกัน ตอนนี้ยังพอมีเวลาเหลือ ท่านก็รีบพาอาวุโสเซียวไปพบกับมารดาบุญธรรมท่านสิ ท่านทั้งสองจะได้พบหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง นางคงดีใจไม่น้อย ส่วนข้าพเจ้าจะเข้าครัวไปช่วยแม่นางไป่ชิง กับแม่นางกุ้ย และพี่สาวทั้งสองของท่านทำอาหาร”

เยี่ยนผิงเมื่อกล่าวกับจ่านจือจบ หันมาทางด้านเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ แล้วกล่าวต่อท่านว่า 

“ข้าพเจ้าเยี่ยนผิง ขออวยพรต่ออาวุโส ให้ปรับความเข้าใจต่ออาวุโสเซียวให้ได้โดยไร้อุปสรรค หวังว่าบนโต๊ะอาหาร ข้าพเจ้ากับทุกคนคงได้รับทราบข่าวดีของท่าน”  เฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ส่งยิ้มต่อเยี่ยนผิง ก่อนจะกล่าววาจาโต้ตอบกลับมาว่า

“เราย่อมต้องการให้คำอวยพรของเจ้าเป็นจริงเช่นกัน เราเองแก่ชราป่านนี้แล้ว คงมิมีสิ่งใดจะวิเศษไปกว่าได้พบหน้ากับคนที่เรารักอีกแล้ว ถึงเช่นไรเราก็พยายามจนสุดความสามารถ ที่จะให้นางอภัย ยกโทษทั้งหมดต่อเรา เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา เช่นนั้นอีกครึ่งชั่วยาม เราเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ จะมาชิมฝีมือปรุงอาหารของเจ้า พร้อมกับนำข่าวดีมาแจ้งต่อเจ้าด้วย” จากนั้นหันมาทางด้านจ่านจือ แล้วกล่าวกับเขาว่า

“เซี่ยวจือนำทางบิดาไปเร็วเข้า”

จากนั้นจ่านจือ กับเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ จึงพากันก้าวออกจากห้องไป ส่วนเยี่ยนผิงมิรอช้าออกจากห้องไป มุ่งตรงสู่ห้องครัว ช่วยศิษย์สตรีเตรียมอาหารค่ำสำหรับค่ำคืนนี้ เมื่อบรรลุถึงห้องครัวเห็นทุกคนต่างขะมักเขม้น ช่วยกันล้างผักหั่นเนื้อคนละไม้คนละมือ จึงรีบตรงเข้าไปช่วยเหลืออีกแรงหนึ่งในทันที 

จ่านจือกับเฒ่าประหลาด ติดตามหาอัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิง ทั่วทุกมุมภายในสำนักก็ไม่พบเจอร่องรอยแต่อย่างใด ดังนั้นจึงคาดเดามิถูกว่านางไปยังสถานที่ใด? เมื่อจ่านจือกับเฒ่าประหลาดหานางอยู่อีกครู่ใหญ่ ก็ไม่เจอวี่แวว เฒ่าประหลาดจึงได้แต่กล่าวกับเขาว่า

“เซี่ยวจือ หรือว่านางจะไม่ต้องการพบหน้าเรา?” จ่านจือรีบกล่าวตอบไปว่า

“คงมิใช่อย่างที่ท่านกล่าวดอก นางยังไม่เคยพบหน้าท่าน ถึงแม้จะพบหน้าท่านจริง นางก็คงจดจำท่านมิได้อยู่ดี ดังนั้นท่านอย่าได้หมดกำลังใจเช่นนั้น ลองพยายามนึกดูว่า ตอนที่นางอาศัยอยู่สถานที่แห่งนี้นางชอบไปยังสถานที่ใด? บางทีนางอาจจะไปยังที่แห่งนั้นก็ได้”

เฒ่าประหลาดพยายามนึกดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งเสียงร้องออกมาอย่างดีใจ ส่งเสียงกล่าวกับจ่านจือว่า 

“เรานึกได้แล้ว ยามนางมีเรื่องไม่สบายใจ มักไปยังสถานที่หนึ่งเร็วเข้าติดตามบิดามา” 

เฒ่าประหลาดเร่งฝีเท้านำหน้าจ่านจือ ออกมายังด้านหลังสำนัก หลังจากวิ่งผ่านพื้นลานกว้างมาได้ราวร้อยกว่าวา เบื้องหน้าเป็นหน้าผาสูงชันบนแผ่นหินสลักอักษร “ผาเทพนิรันดร์” ถัดไปไม่ไกลนัก เป็นศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนสายธารน้ำตกที่ใสสะอาดไหลลงสู่เบื้องล่าง ตำแหน่งที่สลักอักษรผาเทพนิรันดร์ ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกมองไม่เห็นเบื้องล่าง อีกทั้งยังได้ยินเสียงสายลมเบื้องล่างพัดดังอื้ออึง

เมื่อจ่านจือกับเฒ่าประหลาด มาถึงศาลากลับไม่พบกับอัปลักษณ์อาภรณ์แดง ยิ่งสร้างความผิดหวังแก่เฒ่าประหลาดยิ่งนัก จ่านจือเห็นเช่นนั้นส่งเสียงปลอบบิดาบุญธรรมไปว่า

“บิดาท่านอย่าเพิ่งแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาเช่นนั้น บางทีนางอาจจะกลับเข้าไปยังสำนักแล้วก็ได้ ข้าพเจ้าขอเรียนถามท่านเรื่องหนึ่ง มิทราบว่าท่านจะว่ากระไรหรือไม่?” เฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“เซี่ยวจือเจ้ามีเรื่องใด?คิดสอบถามบิดาก็จงรีบกล่าวออกมา” จ่านจือรีบส่งเสียงกล่าวว่า 

“มิทราบว่าสถานที่แห่งนี้ใช่หรือไม่? ที่ท่านปรมาจารย์ลวี้ยู่เฉียนใช้ฝังสังขารของท่าน และต่อมาท่านเจ้าอาวาสแห่งวัดเส้าหลิน ท่านเกี้ยบฉิกไต้ซือสหายรักของท่าน กระโดดลงไปทิ้งสังขาร ติดตามปรมาจารย์ท่านนั้น”

เฒ่าประหลาดก้าวเท้าเข้ามาหาจ่านจือ แล้วทอดถอนใจก่อนจะกล่าวตอบออกมาว่า 

“ถูกต้องแล้วเซี่ยวจือ เจ้าเข้าใจมิผิด สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ใช้สำหรับทำลายคัมภีร์ยุทธ์ และใช้สำหรับฝังสังขาร ของท่านปรมาจารย์ลี้ยู่เฉียน เวลาต่อมาเจ้าอาวาสเกี้ยบฉิกไต้ซือ ได้ทิ้งสังขารลงใต้หุบผาเทพนิรันดร์แห่งนี้ เพื่อไปอยู่เป็นเพื่อนกับสหายรักของท่าน”

จ่านจือเมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้น รีบคุกเข่าลงหันหน้าสู่ผาเทพนิรันดร์ สองมือประสานทำความเคารพ ต่อปรมาจารย์ทั้งสองที่จากไป ณ สถานที่แห่งนี้ พร้อมกับส่งเสียงกล่าวว่า

“ผู้เยาว์จ่านจือ เป็นชนรุ่นหลัง เกิดมาไม่ทันในยุคของท่านทั้งสอง แต่ได้รับทราบประวัติของพวกท่าน อีกทั้งยังมีวาสนา ได้ร่ำเรียนวิชาของท่านปรมาจารย์ที่คิดค้นขึ้น วันนี้ข้าน้อยมีโอกาสมายังสถานที่แห่งนี้ จึงขอคารวะแก่ดวงวิญญาณของท่านทั้งสอง วีรกรรมของพวกท่านน่ายกย่องเลื่อมใส ผู้เยาว์จะจดจำไว้เป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนเรื่องราวความบาดหมางในอดีตของท่านกับศิษย์ และชาวยุทธ์ ผู้เยาว์จ่านจือขอบังอาจคิดคลี่คลายความบาดหมางนี้ให้แก่ท่านให้จงได้ ดังนั้นขอดวงวิญญาณของท่านทั้งสอง จงช่วยดลบันดาลให้ปณิธานของผู้เยาว์สำเร็จด้วยเถิด”

หลังจากนั้นจ่านจือ กับเฒ่าประหลาดคิดจะเดินทางกลับเข้าไปยังสำนัก แต่แล้วจู่ ๆวูบหนึ่งในความคิด เฒ่าประหลาดพลันเปลี่ยนใจกะทันหัน ออกปากชักชวนเขาว่า

“เซี่ยวจือ ก่อนที่จะกลับเข้าไป บิดาต้องการไปยังหน้าผาอีกด้านหนึ่งก่อน ซึ่งในตอนนั้นบิดาเข้าใจว่านาง ถูกทำร้ายตกลงไปเสียชีวิตยังหน้าผาแห่งนั้น เจ้าก็ไปเป็นเพื่อนบิดาด้วยก็แล้วกัน”

แล้วเฒ่าประหลาด ก็ก้าวเท้ารวดเร็ว เดินนำหน้าจ่านจือมายังริมผาอีกด้านหนึ่ง ตลอดทางเฒ่าประหลาดมิส่งเสียงพูดคุย เขาเองจึงมิกล้าส่งเสียงซักถามเช่นกัน จ่านจือแม้ผ่านโลกมาน้อย แต่เข้าใจความรู้สึกของบิดาบุญธรรมว่าเป็นเช่นไร? ไม่นานนักทั้งสองก็เดินทางมาถึงริมหน้าผา ที่เฒ่าประหลาดกล่าวถึงเมื่อครู่

คนทั้งสองก้าวมายังริมผาด้วยความเงียบกริบ สายตาของเฒ่าประหลาดบ่งบอกว่ามีความในใจ และคิดถึงนางอันเป็นที่รักยิ่งนัก ยิ่งพบเห็นหน้าผาซึ่งคนรักตกลงไป และไม่เคยพบหน้าคนรักอีกเลย จวบจนยี่สิบกว่าปีผ่านไป ยิ่งสร้างความหม่นหมองโศกเศร้าแก่เฒ่าประหลาดยิ่งนัก แต่ในขณะที่ก้าวเดินเข้าหาหน้าผา ริมโสตของจ่านจือกับเฒ่าประหลาด แว่วได้ยินเสียงหนึ่งดังอยู่ริมผาเบา ๆว่า

“ท่านพี่ หน้าผาแห่งนี้ คือสถานที่ซึ่งทำให้เราทั้งสองพลัดพรากจากกันถึงยี่สิบกว่าปี ข้าพเจ้าถูกฝ่ามือของคนชั่ว จนผลัดตกหน้าผาไป ในตอนนั้นคิดเพียงอย่างเดียวว่า หากข้าพเจ้าตาย ขอท่านพี่ติดตามสืบหาลูกของเรา ที่ถูกลักพาตัวไป แต่นับว่าโชคดี ข้าพเจ้าตกลงไปเบื้องล่างร่างเกี่ยวกับเถาวัลย์ ร่างกายจึงไม่กระแทกพื้น แต่ในเวลานั้นข้าพเจ้าเอง ร่างกายอ่อนแอและได้รับบาดเจ็บ จึงไร้เรี่ยวแรงปีนป่ายกลับขึ้นไป จึงได้แต่พาร่างบาดเจ็บลงไปยังเบื้องล่างมืดมิด พอถึงก้นหุบเหวก็หมดสติไป ในเวลานั้นข้าพเจ้าต้องการพบหน้าท่านพี่ยิ่งนัก ได้แต่ภาวนาว่าท่านพี่จะลงมาช่วยเหลือข้าพเจ้าขึ้นไป แต่พอข้าพเจ้าฟื้นคืนสติ กลับพบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้หุบเหวมืดมิดไร้แสงสว่าง ไม่มีหนทางปีนป่ายกลับขึ้นไปยังด้านบนได้” 

กล่าวถึงตอนนี้เสียงนั้นเว้นช่วงลงเล็กน้อย น้ำเสียงที่เอ่ยสั่นเครือเจือปนเสียงสะอื้นร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ หลังจากนั้นกล่าววาจาต่ออีกว่า

“หลังจากนั้นข้าพเจ้าต้องทนทุกข์ทรมาน อาศัยอยู่กับความมืดเพียงลำพังใต้ก้นหุบเหว อาศัยผลไม้และสัตว์ป่าที่พอหาได้ประทังชีวิต ได้แต่ปลงอนิจจัง ว่าท่านพี่คงเข้าใจว่าข้าพเจ้าตกลงมาเสียชีวิตแล้ว สภาพใต้หุบเหวช่างแสนลำบากสุดทรมานแสนสาหัส จวบจนเวลาผ่านไปราวห้าปี ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ก้นหุบเหว ทราบว่าตนเองไม่ตาย ทำให้ความหวังที่จะพบหน้าลูกกับท่านพี่บังเกิดขึ้น จึงทุ่มเวลาทั้งหมดคิดค้นวรยุทธ์ขึ้นมาสองชุด นั่นคือวิชากระสวยฟ้าตาข่ายด้ายแดง กับฝ่ามือมัจฉาท่องชล วิชาฝ่ามือชุดหลัง ข้าพเจ้าคิดค้นดัดแปลงมาจากการจับปลาในลำธาร ส่วนวิชาชุดแรก ข้าพเจ้าได้ดัดแปลงเพิ่มเติมในภายหลัง เมื่อวิชาตัวเบาของข้าพเจ้ารุดหน้าเพิ่มพูน”

จ่านจือลอบมองบิดาบุญธรรม ซึ่งยืนแน่นิ่งรับฟังวาจานั้น แววตาของท่านที่แสดงออกมาเหมือนกับพบเจอสิ่งของที่สูญหายไปเนิ่นนานได้กลับคืนมา เขาจดจำได้แม่นยำว่าผู้ที่กล่าววาจาเป็นมารดาบุญธรรมของเขานั้นเอง จึงได้ประคองบิดาบุญธรรมก้าวเดินเข้าไปอีกสามก้าว เห็นริมผานั่งอยู่ด้วยสตรีสวมชุดยาวสีแดงสดใสผู้หนึ่ง หันหน้าสู่ริมผา ดังนั้นเขากับเฒ่าประหลาด จึงเห็นเพียงด้านหลังเท่านั้น สตรีชุดแดงส่งเสียงรำพึงรำพันต่อว่า

“จวบจนเวลาผ่านไปอีกห้าปี รวมแล้วเป็นสิบปี ที่ข้าพเจ้าทนลำบากอยู่เบื้องล่าง แต่มีเรื่องราวประหลาด ที่ข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ ว่าเป็นเรื่องราวใดเกิดขึ้น? แต่นั่นได้ส่งผลให้พลังลมปราณของข้าพเจ้าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนประหลาดใจ เรื่องนี้ข้าพเจ้ายังมิเคยบอกเล่าต่อผู้ใดมาก่อน เมื่อข้าพเจ้าสำเร็จวิชา คิดว่าวิชาตัวเบาของข้าพเจ้า คงมิลำบากที่จะกลับขึ้นมายังด้านบน แต่เมื่อข้าพเจ้ากลับขึ้นมา กลับพบว่าสำนักตำหนักหมื่นเทพ ไม่มีผู้คนหลงเหลือแม้แต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า เป็นที่อยู่อาศัยของนกกาและเถาวัลย์ คราแรกที่ข้าพเจ้าได้พบกับแสงสว่างเบื้องบน พอส่องดูใบหน้าและสารรูปของตนเองกลับพบว่ามีแต่ร่องรอยบาดแผล อัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว ตอนแรกข้าพเจ้าก็รู้สึกเสียใจ แต่พอนึกอีกทีคิดว่าหากข้าพเจ้า จะสืบข่าวเกี่ยวกับลูกของเราที่ถูกลักพาตัวไป สารรูปเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ผู้คนจะได้จดจำข้าพเจ้ามิได้ ตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าจึงถูกชาวยุทธ์เรียกหา เป็นอัปลักษณ์อาภรณ์แดง แต่ข้าพเจ้า ก็มิลืมที่จะใช้แซ่ของท่านพี่มาจวบจนกระทั่งถึงบัดเดี๋ยวนี้”

จ่านจือได้ฟังมารดาบุญธรรม รำพันรู้สึกรันทดหดหู่อย่างบอกมิถูก แต่ยังมิกล้าส่งเสียงกล่าววาจาใดออกไป ได้ยินนางส่งเสียงกล่าวต่อว่า

“หลังจากนั้นข้าพเจ้า ก็ออกสืบหาท่านพี่กับลูกของเรา แต่เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง ข้าพเจ้าไม่พบเบาะแสใดทั้งท่านพี่และลูกของเรา จวบจนข้าพเจ้าเข้าใจว่า ลูกและท่านพี่คงเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเดินทางท่องเที่ยวลงใต้แดนกังหนำหลายปี กระทั่งได้ข่าวเกี่ยวกับงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลิน ข้าพเจ้าจึงได้เดินทางกลับจงหยวนอีกครั้ง ตอนอยู่แดนกังหนำได้พบกับเจ้าโอสถสายรุ้ง แต่มิทราบว่าแท้จริงท่านเป็นศิษย์คนโต ของสำนักตำหนักหมื่นเทพ เพราะทุกครั้งท่านไม่เปิดเผยโฉมหน้า เมื่อท่านเห็นสภาพของข้าพเจ้าจึงได้ช่วยรักษาจนกลับมามีสภาพเหมือนดั่งเดิมอีกครั้ง แต่ข้าพเจ้าก็ชาชินกับสภาพของคนอัปลักษณ์ ดังนั้นจึงได้ปลอมแปลงโฉมเป็นคนอัปลักษณ์เรื่อยมา นอกจากท่านจะรักษาข้าพเจ้าแล้ว เจ้าโอสถสายรุ้งยังได้ชี้แนะวิชากระสวยฟ้าตาข่ายด้ายแดง ให้ก้าวหน้าอีกหลายขั้น”

จ่านจือได้ยินว่ามารดาบุญธรรม แท้จริงปลอมแปลงโฉมอดที่จะยินดีมิได้ หากเป็นเช่นนั้นบิดาบุญธรรม คงมิต้องเห็นคนรักมีสภาพอัปลักษณ์อีกแล้ว แต่มิทราบว่ามารดาบุญธรรมจะรับได้หรือไม่? หากเห็นสภาพของบิดาบุญธรรม ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เฒ่าประหลาดก้าวเท้าหมายจะตรงเข้าไปหา เขารีบยกมือห้ามปรามเอาไว้ บอกต่อบิดาบุญธรรมว่า รอฟังว่านางจะกล่าววาจาใดต่อไป เฒ่าประหลาดจึงได้หยุดเท้าและฟังนางกล่าววาจาต่อว่า

“นี่ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่พบเบาะแสของลูกเรา อีกทั้งไม่อาจสืบหาข่าวคราวของท่านพี่ จนกระทั่งข้าพเจ้าได้พบเซี่ยวจือ เด็กน้อยน่ารักผู้หนึ่ง ซึ่งมีจิตใจงดงามมีคุณธรรม อีกทั้งไม่รังเกียจข้าพเจ้า ที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ เด็กน้อยยอมเรียกหาข้าพเจ้าเป็นมารดา แม้นว่าติดตามหาลูกของเราไม่พบ อย่างน้อยข้าพเจ้าก็มีเขาเป็นลูกของข้าพเจ้า และหากท่านพี่ยังมีชีวิตเมื่อพบกับเขา ท่านเองก็คงไม่รังเกียจ ที่จะรับเซี่ยวจือเป็นลูกของเราอย่างแน่นอน หลังจากคิดบัญชีแค้นต่อฝ่ายมารอธรรมกลับมา ข้าพเจ้าคิดว่าวันนี้ เป็นวันที่รวบรวมศิษย์ของแต่ละสำนัก และผู้ที่เป็นอาจารย์ เพื่อให้เซี่ยวจือได้เห็นหน้าตาที่แท้จริงของมารดา ดังนั้นวันนี้ข้าพเจ้าจึงได้เปลี่ยนโฉมกลับมาเหมือนเช่นเดิมอีกครั้ง และมายังสถานที่แห่งนี้ เพื่อรำลึกถึงท่านพี่ ต่อจากนี้ไปหากไม่พบลูกของเราจริง ๆ ข้าพเจ้าก็จะดูแลเซี่ยวจือดั่งลูกแท้ ๆ ของเราทั้งสองขอท่านพี่จงรับรู้ และคอยช่วยเหลือข้าพเจ้ากับเขาด้วย”

สตรีชุดแดงที่นั่งอยู่ กล่าววาจาจบทำท่าลุกขึ้น เฒ่าประหลาดรีบฉุดลากแขนจ่านจือกลับถอยออกมาและพาวิ่งตะบึงกลับมายังห้องพักอย่างรวดเร็ว จนเขาอดแปลกประหลาดใจมิได้ แต่เก็บความสงสัยเอาไว้เร่งฝีเท้าวิ่งติดตามบิดาบุญธรรมกลับเข้าห้องมา  เมื่อมาถึงห้องพัก เฒ่าประหลาดรีบรื้อห่อผ้าออกมา แล้วหยิบฉวยเอาชุดใหม่ออกมาชุดหนึ่ง ส่งเสียงกล่าวกับเขาว่า

“เซี่ยวจือ เร็วเข้าหลังจากบิดาอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เจ้ามาช่วยแต่งตัวให้บิดาใหม่ บิดามิต้องการให้นางเห็นเราในสภาพประหลาดเช่นนี้ เจ้าเองอยากทราบหรือไม่? ว่าบนแผ่นหลังของบิดาเก็บสิ่งของใดเอาไว้? จึงทำให้บนแผ่นหลังโหนกนูนออกมาคล้ายคนพิการเช่นนี้ ความจริงแล้วบิดามิได้มีสภาพดั่งเช่นที่เจ้าเห็น เร็วเข้ามาช่วยบิดานำมันออกจากแผ่นหลังเร็วเข้า”

จ่านจือรู้สึกแปลกประหลาดใจ ต่อคำพูดของบิดาบุญธรรม เห็นท่านถอดชุดคลุมออกมาวางลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง จากนั้นถอดเสื้ออีกชั้นออก เผยให้เห็นบนแผ่นหลังของท่านมีห่อผ้าผูกติดไว้กับแผ่นหลังห่อหนึ่ง จึงรีบช่วยท่านแก้ห้อผ้านั้นออกมา จากนั้นจึงเห็นว่าแท้จริงบนแผ่นหลังของบิดาราบเรียบปกติ หาได้พิการดั่งที่เห็นก่อนหน้านั้นไม่ อีกทั้งเมื่อท่านยืดตัวตรงกลับทำให้ท่านดูสูงกว่าที่เห็นอีกหลายนิ้วเลยทีเดียวแต่เขายังมิกล้าเอ่ยถามออกไปว่าในห่อผ้าบรรจุสิ่งใดเอาไว้

หยกเหินลม/ชล ชโลทร

 

17 เมษายน 2564
กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป