อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
คนทรยศที่ร่ำไห้
ห้าปีต่อมา
เสียงระฆังยามเช้ายังไม่ทันดังครบสามครั้ง ประตูวังบูรพาก็ถูกทหารรักษาพระองค์พังเข้าไป
เหล่าขุนนางคุกเข่าเรียงรายอยู่หน้าท้องพระโรง ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง แม้แต่ลมหายใจยังถูกกดไว้จนแผ่วเบา
เหนือบันไดหยก ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยพระพักตร์มืดครึ้ม
บนพื้นเบื้องหน้าพระองค์มีสิ่งของสามอย่างวางอยู่
บัญชีรายนามทหารสามหมื่นนาย
คำสั่งเคลื่อนพลซึ่งประทับตราองค์รัชทายาท
และตราพยัคฆ์ทองแดงครึ่งหนึ่ง
ตรานั้นถูกสร้างเป็นรูปพยัคฆ์หมอบ ด้านหลังสลักอักษรว่า
'กองทัพพิทักษ์อุดร—แม่ทัพใหญ่กู้ถิงหยวน'
ตามกฎแล้วตราพยัคฆ์หนึ่งชุดแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนขวาเก็บไว้ในวังหลวง ส่วนซ้ายพระราชทานแก่แม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพนั้นโดยเฉพาะ ตราแต่ละชุดมีเดือย ร่อง และอักษรลับไม่เหมือนกัน ใช้แทนกันไม่ได้ เมื่อราชสำนักมีคำสั่งเคลื่อนกำลัง ผู้ถือราชโองการจะนำตราครึ่งขวาไปประกบกับตราครึ่งซ้ายของแม่ทัพ เมื่อรูปพยัคฆ์และอักษรตรงกัน กองทัพจึงยอมเปิดค่ายและปฏิบัติตามคำสั่ง
ตราพยัคฆ์จึงมิใช่อาวุธ
แต่คือสิ่งที่ทำให้ทหารนับหมื่นกลายเป็นอาวุธในมือผู้ถือมัน
และเมื่อคืนที่ผ่านมา ทหารสามหมื่นนายจากกองทัพพิทักษ์อุดรถูกเรียกออกจากค่ายอย่างถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ
มีราชโองการ
มีตราจากราชสำนัก
และมีตราครึ่งซ้ายซึ่งควรอยู่ในมือของกู้ถิงหยวนเพียงผู้เดียว
ก่อนรุ่งสาง ทหารเหล่านั้นบุกเข้ายึดคลังอาวุธทางตะวันตก พยายามเปิดประตูเมืองรับกองกำลังขององค์รัชทายาท เมื่อถูกปราบปราม ตราพยัคฆ์ของกู้ถิงหยวนก็ถูกพบในมือหัวหน้ากบฏ
ไม่มีหลักฐานชิ้นใดหนักแน่นไปกว่านี้อีกแล้ว
“กู้ถิงหยวน”
สุรเสียงของฮ่องเต้ดังก้องท้องพระโรง
“เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัว”
ท่ามกลางสายตาของขุนนางเกือบห้าสิบคน กู้ถิงหยวนคล้ายคุกเข่าอยู่เพียงลำพัง
เขาถูกถอดเกราะและกระบี่ เหลือเพียงชุดขุนนางสีดำ บนบ่ามีรอยเลือดจากการต่อสู้เมื่อคืน ใบหน้าคมคายยังคงสงบนิ่ง แม้ดาบของทหารรักษาพระองค์จะพาดอยู่บนลำคอ
แม่ทัพหนุ่มมองตราพยัคฆ์บนพื้นเนิ่นนาน
เขาจำรอยบิ่นเล็ก ๆ ใต้ขาหน้าของมันได้
นั่นคือตราที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เขาเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังจากเขาตีทัพเป่ยหรงแตกและยึดสามเมืองชายแดนกลับคืนมา
เป็นตราที่เขาเก็บไว้ในช่องลับของห้องหนังสือ
และเป็นตราที่หายไปในคืนฝนตกเมื่อห้าปีก่อน
คืนที่ภรรยาของเขาเดินเข้ามาพร้อมสุรา
คืนที่นางยอมอยู่ในอ้อมแขนของเขาเป็นครั้งแรก
“ตราพยัคฆ์เป็นของกระหม่อมจริงพ่ะย่ะค่ะ” กู้ถิงหยวนตอบ
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรง
“เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับว่าร่วมมือกับรัชทายาทก่อกบฏ?”
“กระหม่อมไม่เคยคิดกบฏ”
“แต่ตราของเจ้าอยู่ในมือพวกกบฏ!”
ฮ่องเต้กวาดมือปัดฎีกาตกจากโต๊ะ
“ตราประจำกองทัพเป็นของที่แม่ทัพต้องรักษายิ่งกว่าชีวิต หากมิใช่เจ้ามอบให้ ผู้ใดจะนำมันออกจากจวนแม่ทัพได้!”
คำถามนั้นทำให้กู้ถิงหยวนเงียบไป
ผู้ใดจะนำมันออกจากจวนแม่ทัพได้หรือ
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาถามตนเองด้วยคำถามเดียวกันนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วตั้งแต่คืนแรก
คนที่รู้ว่าช่องลับอยู่ที่ใด
คนที่หยิบแผ่นหยกเปิดกลไกจากเอวของเขาได้
คนที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบอยู่ข้างกาย
เซียวเยว่หลัน
ตราพยัคฆ์ถูกขโมยไปในคืนนั้น แต่เขากลับปิดข่าวทั้งหมด ไม่ได้ทูลรายงาน ไม่ได้สั่งค้นจวน และไม่ได้เรียกนางมาสอบถามแม้แต่คำเดียว
ทั้งที่รู้ดีว่าอาจมีภัยมาถึงตัว
เขาสร้างตราจำลองขึ้นมาเก็บไว้ในช่องลับ หลอกตนเองมาตลอดห้าปีว่าสักวันหนึ่งนางอาจนำของจริงกลับมาคืน
ทว่าวันนี้ ตรานั้นกลับมาแล้ว
กลับมาในฐานะหลักฐานกบฏซึ่งจะทำลายทั้งตระกูลกู้
“ว่าอย่างไร” ฮ่องเต้ตวาด “ผู้ใดขโมยมันไปจากเจ้า”
กู้ถิงหยวนเงยหน้าขึ้น
หลังม่านลูกปัดด้านข้างท้องพระโรง เขามองเห็นชายกระโปรงสีขาวของสตรีผู้หนึ่ง
เซียวเยว่หลันถูกเรียกตัวเข้าวังตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง
นางยืนอยู่หลังม่าน ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาจับจ้องตราพยัคฆ์บนพื้น
ห้าปีแล้ว
มันนานจนนางคิดว่าเสิ่นอวี้เฉินเปลี่ยนใจแล้ว
นานจนคิดว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว..
ทั้งที่ความจริงเสิ่นอวี้เฉินรอคอยวันนี้มาตลอด
สายตาของสามีข้ามผ่านม่านมาหยุดอยู่บนใบหน้าของนาง
ไม่มีความแค้น
ไม่มีความโกรธ
มีเพียงความอ่อนล้าอย่างคนที่รู้ว่าความหวังสุดท้ายได้จบสิ้นลงแล้ว
กู้ถิงหยวนละสายตาจากนาง ก่อนก้มศีรษะลงกับพื้น
“ไม่มีผู้ใดขโมยพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่หลันตัวแข็งทื่อ
“กระหม่อมเป็นผู้ทำตราพยัคฆ์สูญหาย แต่ปิดบังราชสำนักไว้เอง”
“เจ้าทำหายที่ใด”
“กระหม่อมจำไม่ได้”
“เหลวไหล”
จอกหยกถูกขว้างลงมา กระแทกหน้าผากของเขาจนแตก โลหิตสีแดงไหลผ่านคิ้วข้างหนึ่ง แต่กู้ถิงหยวนยังไม่ขยับ
“ตราพยัคฆ์ไม่ใช่ก้อนหินที่จะทำตกกลางถนนแล้วจำไม่ได้” ฮ่องเต้ตรัส “เจ้าปิดบังการสูญหายของตราทหาร และปล่อยให้กบฏใช้ตราของเจ้าเคลื่อนกำลัง ต่อให้ไม่ได้ร่วมกบฏ ความผิดของเจ้าก็หนักพอให้ประหารเก้าชั่วโคตร”
“กระหม่อมยอมรับโทษ”
ขาของเยว่หลันหมดเรี่ยวแรง
นางทรุดลงหลังม่าน ต้องใช้มือปิดปากตนเองมิให้ร้องออกมา
เขารู้หรือไม่?
หรือเขารู้มาตลอดห้าปี
แต่กลับไม่เคยเปิดโปงนาง
ไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าเหตุใดนางจึงทำกับเขาเช่นนั้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นกลางท้องพระโรง
เสิ่นอวี้เฉินก้าวออกมาจากแถวขุนนาง เขาสวมชุดอ๋องสีม่วงเข้ม สีหน้าสงบน่าเชื่อถือ ในมือถือฎีกาปกแดงซึ่งมีขุนนางลงนามร่วมกันมากกว่าสามสิบคน
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
เขาคุกเข่าลงอย่างสำรวม
“ลูกตรวจพบบัญชีส่งเสบียงจากกรมคลังไปยังกองกำลังขององค์รัชทายาท ผู้ลงนามอนุมัติคือเสนาบดีเซียว และผู้คุ้มกันขบวนเสบียงคือเซียวจิ้ง บุตรชายคนโตของตระกูลเซียว”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที
บิดาของนางเป็นเสนาบดีกรมคลัง
พี่ชายของนางเป็นรองผู้บัญชาการกองรักษาเมือง
“ไม่จริง...” นางพึมพำ “เป็นไปไม่ได้”
เสิ่นอวี้เฉินยังคงกราบทูลต่อไป
“ตระกูลเซียวกับตระกูลกู้เกี่ยวดองกันด้วยการสมรส บุตรีของเสนาบดีเซียวคือฮูหยินของแม่ทัพกู้ หลักฐานทั้งหมดจึงเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่องค์รัชทายาท ตระกูลกู้ ไปจนถึงตระกูลเซียว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาวางแผนมานานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคำของเขาเหมือนมีดที่แทงลงกลางอกของเยว่หลัน
นางมองบุรุษที่ตนรักมาสิบปีผ่านช่องว่างของม่าน
ใบหน้าหล่อเหลานั้นยังเหมือนเดิม
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นยังเหมือนเดิม
มีเพียงวันนี้ที่นางเพิ่งเข้าใจว่า ความอ่อนโยนของเขาไม่ได้มีไว้สำหรับนาง
มันเป็นเพียงหน้ากากของคนที่อดทนรอให้หมากทุกตัวเดินไปอยู่ในตำแหน่งที่เขาต้องการ
“จับกุมคนสองตระกูล” ฮ่องเต้มีพระบัญชา “ปิดจวน ยึดทรัพย์ สอบสวนทุกคน”
เสียงเยว่หลันขาดหายอยู่ในลำคอ
กู้ถิงหยวนพลันเงยหน้าขึ้น
“ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับภรรยาของกระหม่อม”
“นางเป็นบุตรีตระกูลเซียวและเป็นภรรยาของเจ้า จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร”
“กระหม่อมหย่านางแล้ว”
“กู้ถิงหยวน”
เยว่หลันผลักม่านออกและวิ่งเข้าไปในท้องพระโรง
ทหารรักษาพระองค์รีบเข้าขวาง นางดิ้นรนจนปิ่นผมหลุด เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิง ไม่เหลือเค้าฮูหยินแม่ทัพผู้สูงศักดิ์
“ข้าไม่หย่า ข้าไม่มีวันหย่า” นางตะโกนทั้งน้ำตา
แม่ทัพหนุ่มหันมามองนาง
ในดวงตาคู่นั้นมีความเจ็บปวดวูบผ่าน แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับเย็นชา
“คุณหนูเซียวสำคัญตนผิดไปแล้ว”
เขาเรียกนางว่าคุณหนูเซียว
ไม่ใช่ฮูหยิน
ไม่ใช่เยว่หลัน
“การแต่งงานของเรามาจากราชโองการ ข้าไม่เคยรักเจ้า เจ้าก็ไม่เคยเต็มใจแต่งให้ข้า วันนี้ข้าคืนอิสรภาพให้ เจ้ายังจะเรียกร้องสิ่งใดอีก”
เยว่หลันส่ายหน้า
“ไม่จริง สามีข้าไม่ผิด... ความจริงแล้วข้าเป็นคน..”
"หุบปากของเจ้าเสีย!" กู้ถิงหยวนตวาดภรรยาเพื่อตัดบท
"เห็นหรือไม่เสด็จพ่อ สามีภรรยาคู่นี้ร่วมมือกันทำชั่วจริงๆ" เสิ่นอวี้เฉินรีบพูดแทรกขึ้นมา
"เงียบซะไอ้สารเลว" คำพูดของกู้ถิงหยวนเรียกเสียงฮือฮาทั่วท้องพระโรง
"บังอาจ!" ฮ่องเต้ทรงกริ้วจัดและคิดว่าทรงได้เห็นธาตุแท้ของกู้ถิงหยวนด้วยตาตัวเองแล้ว
-------------------------------------
สามวันต่อมา ราชโองการตัดสินโทษถูกประกาศทั่วเมืองหลวง
องค์รัชทายาทถูกปลดเป็นสามัญชน เนรเทศไปยังดินแดนกันดารทางตะวันตกตลอดชีวิต เชื้อสายทั้งหมดถูกถอดออกจากราชสกุล
ตระกูลกู้ถูกตัดสินว่าร่วมก่อกบฏ
บุรุษที่มีอายุเกินสิบห้าปีต้องโทษประหาร ผู้เยาว์และสตรีถูกเนรเทศไปเป็นทาสชายแดน ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึด จวนแม่ทัพซึ่งบรรพบุรุษตระกูลกู้อาศัยมาหกชั่วคนถูกปิดผนึกในคืนเดียว
บิดาของกู้ถิงหยวนเป็นแม่ทัพชราผู้เคยเสียขาข้างหนึ่งในสนามรบ
เมื่อทหารเข้าไปจับกุม เขาไม่ได้ขัดขืน เพียงสวมชุดเกราะเก่าซึ่งฮ่องเต้องค์ก่อนเคยพระราชทานให้ แล้วนั่งรออยู่ในโถงบรรพชน
ก่อนถูกลากออกจากจวน เขาหันไปมองป้ายวิญญาณของบุตรชายสองคนที่ตายในสงคราม
“ตระกูลกู้มีบุตรชายสามคน” ชายชรากล่าว “สองคนตายเพื่อปกป้องแผ่นดิน อีกหนึ่งคนกำลังจะตายเพราะถูกแผ่นดินทอดทิ้ง”
จากนั้นเขาก็หัวเราะ
เสียงหัวเราะของชายชราดังไปตลอดถนน ก่อนจะเงียบหายหลังประตูคุกหลวง
ส่วนตระกูลเซียวถูกตั้งข้อหาสนับสนุนเสบียงให้กบฏ
เสนาบดีเซียวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ตราประจำตำแหน่งของเขาปรากฏอยู่บนบัญชีส่งมอบเสบียงทุกฉบับ เซียวจิ้งบุตรชายคนโตถูกจับพร้อมจดหมายลับซึ่งซ่อนไว้ในห้องพัก แม้ลายมือในจดหมายจะเหมือนของเขาทุกประการ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่
มารดาของเยว่หลันล้มป่วยทันทีที่ทหารล้อมจวน
น้องสาววัยสิบสามปีถูกกระชากออกจากอ้อมแขนแม่นม
บ่าวไพร่ที่รับใช้มานานหลายสิบปีถูกมัดรวมกันกลางลาน รอขายไปเป็นทาส
ส่วนป้ายเกียรติคุณซึ่งฮ่องเต้เคยพระราชทานให้ตระกูลเซียวถูกทหารเหยียบแตกเป็นสองท่อน
ภายในวันเดียว สองตระกูลซึ่งเคยรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวงก็พังพินาศ
ไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือช่วย
ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะร้องขอความเป็นธรรม
เพราะในวันเดียวกันนั้น ฮ่องเต้มีพระราชโองการแต่งตั้งองค์ชายสามเสิ่นอวี้เฉินเป็นองค์รัชทายาทพระองค์ใหม่
และคดีนี้ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบล้วนเป็นคนของเสิ่นอวี้เฉิน
เซียวเยว่หลันถูกขังอยู่ในคุกหลวง นับวันเวลาเพื่อรอความตาย
ไม่มีผู้ใดสอบสวนนาง
ไม่มีผู้ใดแจ้งโทษ
พวกเขาเพียงขังนางไว้ในห้องมืด ปล่อยให้นางได้ยินเสียงนักโทษถูกลากออกไปทีละคน
วันแรก นางได้ยินเสียงบิดาพูดอยู่ในห้องฝั่งตรงข้าม
วันที่สอง เสียงนั้นหายไป
วันที่สาม นางได้ยินพี่ชายเรียกชื่อภรรยากับบุตรจนเสียงแหบแห้ง
วันที่สี่ ทุกอย่างเงียบสนิท
นางไม่รู้ว่าคนในครอบครัวยังมีชีวิตอยู่กี่คน
ไม่รู้ว่ากู้ถิงหยวนถูกทรมานเพียงใด
และไม่รู้ว่าตนเองจะถูกลากออกไปเมื่อใด
เช้าวันที่ห้า ประตูคุกเปิดออก
เยว่หลันรีบลุกขึ้น แต่โซ่ที่ข้อเท้ารั้งให้นางล้มลงกับพื้น
รองเท้าหุ้มข้อปักดิ้นทองคู่หนึ่งหยุดอยู่เบื้องหน้า
“เยว่หลัน”
เสียงที่นางคุ้นเคยที่สุดดังขึ้นเหนือศีรษะ
นางค่อย ๆ เงยหน้ามอง
เสิ่นอวี้เฉินยืนอยู่นอกกรงขังอย่างสง่างาม
เขาได้รับทุกสิ่งแล้ว
ตำแหน่งที่เขาใฝ่ฝัน
อำนาจที่เขาอยากครอบครอง
และเส้นทางทั้งหมดนั้นปูด้วยเลือดของครอบครัวนาง
“เป็นท่านจริง ๆ” เยว่หลันกล่าว
เสียงของนางแหบแห้งจนแทบฟังไม่เป็นคำ
“ท่านทรยศข้า”
"เช่นเดียวกับที่เจ้าทรยศครอบครัวตัวเอง"
เสิ่นอวี้เฉินยอกย้อนด้วยความจริง
“ท่านหลอกให้ข้าขโมยตราพยัคฆ์”
“ข้ามิได้บังคับเจ้า”
คำตอบนั้นทำให้นางนิ่งงัน
เสิ่นอวี้เฉินย่อตัวลง มองนางผ่านลูกกรง
“เป็นเจ้าเองที่นำมันมาให้ข้า เป็นเจ้าที่บอกว่าขอเพียงช่วยข้าได้ เจ้ายินดีทำทุกอย่าง”
เขายิ้มบาง ๆ
“ข้าเพียงให้โอกาสเจ้าพิสูจน์คำพูดเท่านั้น”
เยว่หลันมองใบหน้าของเขาผ่านม่านน้ำตา
หลายปีที่ผ่านมา นางคิดว่าตนรู้จักบุรุษผู้นี้ดีที่สุด
แต่จนถึงวันนี้นางจึงเข้าใจว่า นางไม่เคยรู้จักเขาเลยแม้แต่น้อย
“ท่านเคยรักข้าบ้างหรือไม่”
คำถามหลุดออกมาอย่างยากเย็น
เสิ่นอวี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง
“เยว่หลัน เจ้าเป็นสตรีที่มีประโยชน์ที่สุดที่ข้าเคยพบ”
มิใช่คำตอบ
แต่ก็ชัดเจนยิ่งกว่าคำตอบใด
น้ำตาของนางไหลลงมาเงียบ ๆ
สิบปีที่นางรักเสิ่นอวี้เฉิน
ห้าปีที่ทรยศสามีมาตลอด
ชีวิตของคนสองตระกูล พังพินาศเพราะความโง่ของนาง
เสิ่นอวี้เฉินลุกขึ้น ก่อนหันไปสั่งผู้คุม
“พานางออกมา”
เยว่หลันมองเขาอย่างระแวดระวัง “จะพาข้าไปที่ใด”
“วันนี้เป็นวันประหารกู้ถิงหยวน”
เขาหันกลับมายิ้มให้นาง รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนเหมือนในวันวานทุกประการ
“ข้าจำได้ว่าเจ้าเกลียดเขา จึงตั้งใจพาเจ้าไปดูจุดจบของเขาด้วยตาตนเอง”
หิมะตกหนักตั้งแต่เช้า
ลานประหารทางประตูตะวันตกเต็มไปด้วยผู้คน ธงสีดำสะบัดอยู่เหนือแท่นไม้ รายชื่อผู้ต้องโทษจากตระกูลกู้ถูกแขวนเรียงรายจนแทบไม่มีที่ว่าง
นักโทษถูกนำออกมาทีละคน
ชายชรา
ชายหนุ่ม
เด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านพิธีสวมกวาน
ทุกคนคุกเข่าเรียงกันอยู่กลางหิมะในชุดนักโทษสีขาว
เซียวเยว่หลันถูกบังคับให้นั่งอยู่บนหอชมการประหาร ข้อมือทั้งสองถูกล่ามกับพนักเก้าอี้ ตรงหน้ามีม่านโปร่งซึ่งทำให้นางมองเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจน แต่คนด้านล่างไม่อาจเห็นนางง่ายนัก
เสิ่นอวี้เฉินนั่งอยู่ข้างกาย
ตำแหน่งของเขาสูงกว่าทุกคนในลาน
“ดูสิ” เขากล่าว “ตระกูลกู้ที่เคยยิ่งใหญ่ วันนี้เหลือเพียงนักโทษกลุ่มหนึ่ง”
เสียงกลองดังขึ้น
นักโทษคนสุดท้ายถูกลากออกมา
กู้ถิงหยวน
เยว่หลันหยุดหายใจ
เวลาเพียงห้าวันทำให้เขาแทบกลายเป็นคนละคน
ชุดนักโทษบนร่างเปื้อนเลือดแห้ง ผมยาวยุ่งเหยิงตกลงมาปิดใบหน้าซีกหนึ่ง รอยแผลจากการสอบสวนปรากฏอยู่ตามแขนและลำคอ ทุกก้าวที่เดินคล้ายต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่
แต่แผ่นหลังของเขายังคงตรง
แม้ถูกถอดยศ
แม้ถูกล่ามโซ่
แม้กำลังจะตายด้วยข้อหาที่ตนไม่ได้ก่อ
กู้ถิงหยวนยังคงเดินเหมือนแม่ทัพใหญ่ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบ
เขาถูกกดให้คุกเข่าลงกลางแท่นประหาร
ขุนนางผู้ควบคุมพิธีคลี่ราชโองการ อ่านความผิดของเขาทีละข้อ
สมคบคิดกับองค์รัชทายาท ส่องสุมกำลังพล
เคลื่อนทัพโดยพลการ คิดยึดราชบัลลังก์
ทุกถ้อยคำเป็นความผิดที่เขาไม่เคยกระทำ
เซียวเยว่หลันฟังแล้วแทบขาดใจ
“หยุด...” นางพยายามดิ้นจากโซ่ “หยุดเดี๋ยวนี้”
เสียงของนางถูกกลองประหารกลบจนหมด
กู้ถิงหยวนซึ่งก้มหน้าอยู่พลันเงยขึ้น
เขาหันมองมายังหอชมเหมือนกับได้ยินเสียงนางท่ามกลางผู้คนนับพัน
สายตาของทั้งคู่ประสานกันผ่านม่านหิมะ
เยว่หลันส่ายหน้าอย่างแรง น้ำตาไหลอาบใบหน้า
“กู้ถิงหยวน”
คราวนี้เขามองเห็นนางแล้ว
ริมฝีปากซีดขาวของเขาขยับเล็กน้อย
เขาไม่ได้ถามว่านางมาทำอะไร
ไม่ได้ถามว่าเหตุใดจึงมอบตราให้เสิ่นอวี้เฉิน
และไม่ได้ต่อว่านางแม้แต่คำเดียว
เขาเพียงกล่าวโดยไม่มีเสียงว่า
'อย่ามอง'
เยว่หลันร้องไห้จนตัวสั่น
ในยามที่ความตายอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เขาห่วงกลับมิใช่ตนเอง
เขากลัวนางจะเห็น
กลัวนางจะหวาดกลัว
กลัวภาพการตายของเขาจะติดอยู่ในความฝันของนางไปตลอดชีวิต
“ข้าเป็นคนทำ”
เซียวเยว่หลันตะโกนสุดเสียง
“ตราพยัคฆ์เป็นข้าขโมยไป กู้ถิงหยวนไม่รู้เรื่อง เขาไม่ใช่กบฏ”
ผู้คนรอบลานเริ่มหันมองมา
เสิ่นอวี้เฉินยกมือขึ้น ผู้คุมรีบใช้ผ้าอุดปากนาง
เยว่หลันดิ้นรนจนข้อมือถูกโซ่บาด เลือดไหลลงมาตามปลายนิ้ว และไม่อาจเปล่งเสียงได้อีก
กู้ถิงหยวนหลับตาลง เขายินดีจะรับชะตากรรมของตนแล้ว
เพชฌฆาตยกดาบขึ้น
เยว่หลันดิ้นสุดแรง ข้อมือแทบฉีกขาด นางพยายามคายผ้าที่อุดปาก พยายามร้องเรียกเขาเป็นครั้งสุดท้าย
กู้ถิงหยวนไม่คิดจะมองไปที่นางอีก
ริมฝีปากของเขาขยับครั้งสุดท้าย
"ข้าอภัยให้เจ้า"
ป้ายประหารถูกโยนลงพื้น
เสียงกลองสุดท้ายดังขึ้น
เยว่หลันหลับตาไม่ทัน
คมดาบสะท้อนแสงสีขาวกลางหิมะ ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
โลกทั้งใบของนางพลันดับวูบ
เสียงผู้คน
เสียงลม
เสียงโซ่ที่ข้อมือ
ทุกอย่างหายไปจนหมด
นางเห็นเพียงหิมะสีขาวซึ่งค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีแดง
เสิ่นอวี้เฉินดึงผ้าออกจากปากนาง
เสียงกรีดร้องของเซียวเยว่หลันดังไปทั่วลานประหาร
นางร้องเรียกชื่อกู้ถิงหยวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหากเรียกมากพอ เขาจะลุกขึ้นมา หากนางยอมรับผิด เขาจะให้อภัย หากนางบอกว่าตนเสียใจ ทุกอย่างอาจย้อนกลับไปยังคืนฝนตกคืนนั้นได้
แต่สามีที่นางทรยศไม่ได้ยินอีกแล้ว
ในวันนั้น ตระกูลกู้สิ้นชื่อจากเมืองหลวง
ตระกูลเซียวพังพินาศ
องค์รัชทายาทพระองค์เดิมถูกส่งออกจากเมืองในฐานะนักโทษ
ส่วนเสิ่นอวี้เฉินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทองค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงถวายพระพรของขุนนางทั่วราชสำนัก
ไม่มีผู้ใดสนใจว่าสตรีคนหนึ่งร้องไห้จนหมดสติ
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ตราพยัคฆ์ซึ่งนางขโมยออกมาด้วยมือของตน ได้กลายเป็นคมดาบที่ตัดศีรษะสามี ทำลายครอบครัว และฝังชีวิตของนางทั้งเป็น
เซียวเยว่หลันถูกลากกลับเข้าคุก
ก่อนประตูเหล็กจะปิดลง นางหันมองหิมะนอกทางเดินเป็นครั้งสุดท้าย
บนพื้นสีขาวมีรอยเลือดจากข้อมือของนางหยดเป็นทางยาว
คล้ายด้ายแดงที่ผูกชะตาของคนสองคนเข้าด้วยกัน
ทว่านางเพิ่งมองเห็นมัน
ในวันที่ปลายด้ายอีกด้านขาดสะบั้นไปแล้ว