อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
เมียชั่ว แพศยา
ฝนปลายสารทตกกระทบชายคาจวนแม่ทัพไม่ขาดสาย
หยาดน้ำไหลจากกระเบื้องสีดำลงมาเป็นม่านบาง ลมกลางคืนพัดกลิ่นดินชื้นผ่านระเบียงทอดยาว ขณะที่โคมใต้ชายคาสั่นไหว ทิ้งเงาคนผู้หนึ่งให้ทอดยาวไปตามพื้นหิน
เซียวเยว่หลันหยุดอยู่หน้าห้องหนังสือของสามี
นางสวมชุดคลุมแพรสีแดงเข้ม บางเบาจนแทบไม่อาจต้านลม เส้นผมดำขลับปล่อยสยายลงมาถึงกลางหลัง มีเพียงปิ่นหยกขาวปักไว้อย่างหลวม ๆ
ในมือของนางมีสุราอุ่นหนึ่งกา
และในแขนเสื้อมีผงกำยานนิทราหนึ่งห่อ
“ฮูหยิน”
องครักษ์หน้าประตูค้อมศีรษะ แต่สีหน้าปิดความประหลาดใจไว้ไม่มิด
นับตั้งแต่แต่งเข้าจวนแม่ทัพได้ครึ่งปี ฮูหยินแทบไม่เคยเหยียบเรือนหลัก ยามพบท่านแม่ทัพก็พูดกันเพียงไม่กี่คำ บ่าวไพร่ล้วนลอบเล่าว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงราชโองการที่ผูกคนสองคนซึ่งมิได้มีใจให้กัน
แต่คืนนี้ฮูหยินกลับแต่งกายเช่นนี้มาหาท่านแม่ทัพด้วยตนเอง
เซียวเยว่หลันปรายตามองประตูไม้สีเข้ม “ท่านแม่ทัพอยู่ข้างในหรือไม่”
“อยู่ขอรับ แต่ท่านแม่ทัพกำลังตรวจรายงานกองทัพ สั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดรบกวน”
“แม้แต่ข้าหรือ”
องครักษ์ชะงัก
ยังไม่ทันตอบ เสียงทุ้มเย็นก็ดังลอดออกมาจากด้านใน
“ให้นางเข้ามา”
บานประตูเปิดออกช้า ๆ
กลิ่นหมึกสนลอยปะปนกับกลิ่นไม้กฤษณา ภายในห้องกว้างมีเพียงแสงเทียนไม่กี่เล่ม บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์ เขาสวมอาภรณ์สีดำ แขนเสื้อรัดกระชับอย่างผู้ฝึกยุทธ์ เส้นผมรวบสูงด้วยกวานเงิน ใบหน้าคมคายครึ่งหนึ่งจมอยู่ในเงามืด
กู้ถิงหยวน
แม่ทัพหนุ่มผู้ควบคุมกำลังทหารชายแดนสามแสน และเป็นสามีที่นางหลีกเลี่ยงมาตลอดครึ่งปี
สายตาคมกริบเลื่อนจากใบหน้าของนางลงไปยังชุดคลุมบางเบา ก่อนหยุดอยู่ที่กาสุราในมือ
“ดึกแล้ว” เขากล่าว “เจ้ามาทำอะไร”
“มาหาสามีของข้า”
ปลายพู่กันในมือกู้ถิงหยวนหยุดนิ่ง
เซียวเยว่หลันปิดประตู เดินเข้าไปหาเขาทีละก้าว กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนกายนางค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในบรรยากาศเคร่งขรึม
นางวางกาสุราลงบนโต๊ะ “ท่านไม่ยินดีหรือ”
“หากเจ้ายินดีเรียกข้าว่าสามีจริง ๆ ข้าย่อมยินดี”
ถ้อยคำของเขาราบเรียบจนฟังไม่ออกว่าเสียดสีหรือจริงใจ
หัวใจของเซียวเยว่หลันเต้นแรง ทว่าไม่ใช่เพราะความหวั่นไหว
นางกำลังนึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงด้านขวาของห้องนี้
ตราพยัคฆ์ครึ่งหนึ่งซึ่งใช้ออกคำสั่งเคลื่อนกำลังทหาร
สิ่งที่เสิ่นอวี้เฉินต้องการ
นางรินสุราใส่จอก ยกไปตรงหน้ากู้ถิงหยวน “หลายเดือนมานี้เป็นข้าไม่ดีเอง วันนี้จึงอยากมาขอขมา”
เขามิได้รับทันที ดวงตาดุดันจ้องนางเหมือนกับต้องการมองผ่านใบหน้างดงามเข้าไปถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน
“เซียวเยว่หลัน” เขาเรียกชื่อเต็มของนาง “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ ไม่ใช่ว่าเจ้ารังเกียจข้ามากหรอกรึ”
นิ้วที่ถือจอกสุราของนางแข็งเกร็งเล็กน้อย
“คนเราย่อมเปลี่ยนใจได้”
“ในคืนเดียวหรือ”
“ท่านไม่กล้าดื่ม?”
คำท้าทายนั้นทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเพียงน้อย รอยยิ้มของกู้ถิงหยวนมิได้ทำให้เขาดูอ่อนโยน กลับยิ่งเพิ่มความอันตราย คล้ายคมดาบที่สะท้อนแสงจันทร์
เขารับจอกไป แต่ยังไม่ดื่ม
มือใหญ่คว้าข้อมือนางไว้โดยไม่มีสัญญาณเตือน ก่อนออกแรงเพียงนิดเดียว ร่างของเซียวเยว่หลันก็เสียหลักล้มลงบนตักเขา
“อ๊ะ!”
จอกสุราสั่น สุราหกเปื้อนปลายนิ้วของคนทั้งคู่
ลมหายใจของนางสะดุดเมื่อแผ่นอกแข็งแรงแนบอยู่ด้านหลัง แขนของเขารั้งเอวบางเอาไว้แน่น กลิ่นสนเย็นบนกายบุรุษโอบล้อมนางจนไม่มีทางหลบหนี
“ในเมื่อเจ้ามาขอขมา” เสียงทุ้มดังชิดข้างหู “เหตุใดจึงยืนอยู่ไกลนัก”
เซียวเยว่หลันบังคับตนเองไม่ให้สั่น
นางรักเสิ่นอวี้เฉิน
ทุกสิ่งที่ทำในคืนนี้ก็เพื่อเขา
ความใกล้ชิดกับกู้ถิงหยวนเป็นเพียงราคาที่นางต้องจ่ายเท่านั้น
หญิงสาววางมือลงบนบ่ากว้าง ก่อนค่อย ๆ หันหน้าไปหาเขา “เช่นนี้ใกล้พอหรือไม่”
ดวงตาของทั้งคู่สบกันในระยะประชิด
แววตาของกู้ถิงหยวนลุ่มลึกจนอ่านไม่ออก แต่ฝ่ามือบนเอวของนางกลับร้อนจัด ความร้อนนั้นซึมผ่านผ้าเนื้อบาง ทำให้ผิวบริเวณที่ถูกสัมผัสร้อนไปด้วย
“ยังไม่พอ”
สิ้นเสียง ริมฝีปากของเขาก็ทาบลงมา
จุมพิตแรกหนักหน่วงกว่าที่เซียวเยว่หลันคาดไว้ กู้ถิงหยวนไม่ได้อ่อนโยน เขาบดขยี้ริมฝีปากนางอย่างกับต้องการลงโทษภรรยาที่ทอดทิ้งเขามาหลายเดือน ขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังอดกลั้น มิได้ล่วงล้ำจนกว่านางจะเป็นฝ่ายเผยอริมฝีปากตอบรับ
นางกำสาบเสื้อของเขาแน่น
เมื่อเรียวลิ้นอุ่นเข้ามาเกี่ยวกระหวัด ความคิดทั้งหมดก็พลันขาวโพลน กลิ่นสุราเจือจางไหลผ่านระหว่างริมฝีปาก รสขมกลับแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนที่แล่นไปทั่วร่าง
กู้ถิงหยวนยกนางขึ้นนั่งบนโต๊ะ
ม้วนแผนที่และรายงานกองทัพถูกปัดไปด้านข้าง ร่างสูงแทรกเข้ามาระหว่างขาของนาง มือหนึ่งประคองท้ายทอย อีกมือไล้ลงตามแนวเอวก่อนกระชับแน่น รั้งให้นางแนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
“อื้อ... กู้ถิงหยวน”
เสียงเรียกชื่อแผ่วพร่าทำให้เขาหยุด
หน้าผากของทั้งคู่แตะกัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง
“นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเรียกชื่อข้าโดยไม่เจือความเกลียดชัง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของนางกระตุก
เพียงชั่วอึดใจ เซียวเยว่หลันเกือบผลักเขาออก ทว่าภาพใบหน้าของเสิ่นอวี้เฉินกลับผุดขึ้นมาในความคิด
นางต้องได้ตราพยัคฆ์คืนนี้
“ถ้าเช่นนั้น...” ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านแนวกรามคมชัด “ข้าควรเรียกอีกสักกี่ครั้ง ท่านจึงจะหายโกรธ”
แววตาของกู้ถิงหยวนมืดลงทันที
เขาช้อนร่างนางขึ้น เดินตรงไปยังห้องพักด้านใน ประตูฉลุลายปิดลงพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่นนอกหน้าต่าง
ร่างของเซียวเยว่หลันจมลงบนฟูกนุ่ม
ปิ่นหยกหลุดจากเรือนผม เส้นผมดำสยายกระจายไปทั่วหมอน กู้ถิงหยวนทอดมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นสิ่งที่เขารอคอยมานานเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความจริง
“ตอนนี้ยังทัน” เขากล่าวเสียงต่ำ “หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าจะปล่อยเจ้าไป”
นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะหยุด
แต่เยว่หลันกลับยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขา
“คืนนี้ข้าไม่ไปไหน”
เส้นด้ายสุดท้ายของความยับยั้งขาดสะบั้น
กู้ถิงหยวนโน้มลงมาจูบนางอีกครั้ง จูบนี้ร้อนแรงจนแทบช่วงชิงลมหายใจ ฝ่ามือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลัง กระตุ้นให้ร่างใต้กายสั่นสะท้าน ขณะที่ริมฝีปากเคลื่อนจากมุมปากลงสู่ลำคอ ทิ้งสัมผัสร้อนจัดไว้บนผิวขาว
ชายเสื้อสีแดงเลื่อนหลุดจากหัวไหล่
ปลายนิ้วของเยว่หลันจิกลงบนบ่าของเขา ความรู้สึกแปลกใหม่ถาโถมจนไม่อาจแยกได้ว่าส่วนใดเป็นการเสแสร้ง ส่วนใดเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายมิอาจโกหก
นางเคยคิดว่ากู้ถิงหยวนเป็นเพียงบุรุษเย็นชาซึ่งมีหัวใจทำจากเหล็ก
แต่สัมผัสของเขากลับร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิง
แม้ทุกจุมพิตจะเต็มไปด้วยแรงปรารถนา เขายังหยุดรอทุกครั้งที่นางเกร็ง เหมือนกับต่อให้ต้องการนางเพียงใด เขาก็จะไม่ก้าวล้ำหากไม่ได้รับอนุญาต
ความอ่อนโยนที่แทรกอยู่ใต้ความดุดันนั้นกลับทำให้นางรู้สึกผิดยิ่งกว่าการถูกบังคับเสียอีก
“เหตุใดจึงหลับตา” เขาถามชิดริมฝีปาก
“ข้า...”
“กำลังคิดถึงผู้ใดอยู่หรือ”
เซียวเยว่หลันลืมตาทันที
แววตาของเขาสงบนิ่ง แต่แขนที่โอบเอวนางกลับแข็งเกร็ง
นางพลิกกายขึ้น ใช้ริมฝีปากปิดกั้นคำถามทั้งหมด ปลายนิ้วลอบคลายถุงหอมที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ปล่อยผงกำยานนิทราลงในเตาเครื่องหอมข้างเตียง
กลิ่นหวานจาง ๆ ลอยขึ้นท่ามกลางความเร่าร้อน
กู้ถิงหยวนชะงักไปเพียงเล็กน้อย
ดวงตาของเขาเหลือบมองควันบางเบาจากเตากำยาน ก่อนย้อนกลับมามองใบหน้าของนาง
เยว่หลันกลั้นหายใจ
เขารู้หรือไม่?
ทว่ากู้ถิงหยวนกลับไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงยกมือเกลี่ยเส้นผมที่เปียกเหงื่อออกจากข้างแก้ม แล้วจูบนางอีกครั้งอย่างเนิ่นนาน
“เยว่หลัน” เขาเรียกเสียงแผ่ว “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่เชื่อเจ้า”
หัวใจของนางเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น
แต่เมื่อนึกถึงคำสัญญาของเสิ่นอวี้เฉิน นางก็ฝืนกอดเขาไว้
“ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”
นอกหน้าต่าง ฝนยังคงตกหนัก
ส่วนเปลวเทียนในห้องดับลงทีละเล่ม พร้อมๆกับสติของกู้ถิงหยวนที่ค่อยๆดับไป
------------------------------------
ยามสามแล้ว กลิ่นกำยานนิทราอบอวลไปทั่วห้อง
เซียวเยว่หลันที่แพ้ภัยตัวเองจนเผลอหลับไปด้วยค่อย ๆ ลืมตา 'ช่างโง่เง่าเสียจริง' นางด่าตัวเองในใจเมื่อตั้งสติได้
แขนหนักๆของกู้ถิงหยวนยังพาดอยู่บนเอวนาง ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ใบหน้าคมคายยามหลับดูน่าเอ็นดูไม่น้อย จนนางต้องส่ายหน้าแรงๆเพื่อหยุดความคิด
นางมองรอยแดงจางๆบนแผ่นอกของเขาซึ่งเกิดจากปลายนิ้วตน ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นปิดให้
“ขอโทษ”
คำขอโทษเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
เซียวเยว่หลันยกแขนของเขาออก สวมเสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ จากนั้นหยิบแผ่นหยกทรงเรียวซึ่งผูกอยู่กับสายคาดเอวของกู้ถิงหยวน
นั่นไม่ใช่กุญแจธรรมดา
นางกลับไปยังห้องหนังสือ เลื่อนภาพพยัคฆ์ขาวบนผนังออก ด้านหลังมีร่องเล็ก ๆ สำหรับเสียบแผ่นหยก เมื่อหมุนไปทางซ้ายสองครั้ง เสียงกลไกก็ดังขึ้นเบา ๆ
ผนังส่วนหนึ่งเปิดออก
ภายในช่องลับมีกล่องเหล็กสีดำวางอยู่เพียงใบเดียว
มือของเยว่หลันสั่นขณะเปิดมัน
ตราพยัคฆ์ทองแดงครึ่งหนึ่งปรากฏต่อสายตา ดวงตาพยัคฆ์ฝังอัญมณีสีดำ ด้านล่างสลักอักษรบัญชากองทัพ หากนำไปรวมกับราชโองการปลอมที่เสิ่นอวี้เฉินเตรียมไว้ ย่อมสามารถเคลื่อนกำลังทหารรักษาเมืองหลวงได้
นางหยิบมันขึ้นมา
น้ำหนักเพียงไม่กี่ชั่ง แต่กลับหนักประหนึ่งชีวิตคนนับหมื่น
พลันเสียงบางอย่างดังขึ้นจากห้องด้านใน
เยว่หลันสะดุ้ง หันกลับไปมองด้วยหัวใจเต้นรัว
ไม่มีผู้ใดตามออกมา
นางรีบเก็บกล่อง ปิดช่องลับ แล้วออกจากห้องหนังสือผ่านประตูด้านข้าง มุ่งหน้าไปยังคอกม้าซึ่งสาวใช้คนสนิทเตรียมม้าเอาไว้
หลังเงาร่างของนางหายไปในม่านฝน ห้องพักด้านในจึงกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
กู้ถิงหยวนลืมตาขึ้นช้า ๆ
ฤทธิ์กำยานทำให้แขนขาหนักอึ้ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับกระจ่างชัด
เขายกมือแตะพื้นที่ว่างข้างกาย
ยังคงมีไออุ่นของนางหลงเหลืออยู่
บนหมอนมีปิ่นหยกขาววางอยู่หนึ่งเล่ม ส่วนเจ้าของกลับหายไปพร้อมแผ่นหยกเปิดกลไก
กู้ถิงหยวนกำปิ่นนั้นไว้แน่นจนขอบหยกบาดฝ่ามือ
“สุดท้ายแล้ว...” เขาพึมพำท่ามกลางความมืด “เจ้าก็เลือกเขา”
-------------------------------------
ศาลาร้างนอกประตูเมืองตั้งอยู่กลางป่าไผ่
เสียงฝนกระทบหลังคารั่วดังไม่เป็นจังหวะ เซียวเยว่หลันกระโดดลงจากหลังม้า ชายกระโปรงเปื้อนโคลน ขณะที่หยาดฝนเกาะพราวตามเส้นผมและขนตา
บุรุษในชุดสีครามยืนรออยู่ใต้ชายคา
“เยว่หลัน!”
เสิ่นอวี้เฉินก้าวเข้ามาหา เขามีใบหน้าหล่อเหลาและทรงเสน่ห์ ดวงตาเย้ายวนคู่นั้นทำให้นางเชื่อว่าต่อให้ต้องทรยศคนทั้งโลกเพื่อเขาก็ยังคุ้มค่า
“ข้ามาช้าไปหรือไม่” นางถาม
“ไม่เลย ข้าเป็นห่วงแทบแย่ เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”
ถ้อยคำอาทรทำให้ความรู้สึกผิดที่มีต่อกู้ถิงหยวนถูกกดลงไปอีกครั้ง
เยว่หลันนำห่อผ้าออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้เขา “สิ่งที่ท่านต้องการ”
เสิ่นอวี้เฉินคลี่ผ้าออก
ทันทีที่เห็นตราพยัคฆ์ แววตาของเขาก็เปล่งประกายวาบ แม้เพียงชั่วขณะ แต่สว่างไสวยิ่งกว่ายามมองใบหน้าของนางเสียอีก
“เจ้าทำสำเร็จจริง ๆ”
เขารับมันไปด้วยสองมือ ประคองอย่างทะนุถนอมอย่างกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“อวี้เฉิน” นางเรียก “เมื่อเรื่องนี้สิ้นสุด ท่านจะรักษาสัญญาใช่หรือไม่”
เสิ่นอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น “สัญญาใด”
หัวใจของนางเย็นวาบ
แต่เพียงครู่เดียว เขาก็หัวเราะเบา ๆ แล้วดึงนางเข้าไปกอด
“ดูสีหน้าเจ้าสิ ข้าจะลืมได้อย่างไร”
เขาก้มกระซิบข้างหู “เมื่อข้าได้ครองตำแหน่งรัชทายาท ข้าจะรับเจ้าเข้าวัง ให้เจ้าเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุด ไม่มีผู้ใดกล้าดูหมิ่นเจ้าอีก”
“แล้วกู้ถิงหยวนเล่า”
“เขาเป็นศัตรูของเรา”
“แต่เขาไม่เคยทำร้ายข้า”
อ้อมแขนของเสิ่นอวี้เฉินแข็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนเขาจะถอนตัวออกมา มองนางด้วยสายตาเจ็บปวด
“หรือเพียงเพราะร่วมเตียงกับเขาคืนเดียว เจ้าก็ใจอ่อนแล้ว”
เยว่หลันหน้าซีด
“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้ร่วมเตียงกับเขา”
"เจ้าไม่ทำตามแผนเหรอ?"
"ข้าทำ แต่... แต่ข้าไม่ได้ร่วมรักกับเขา อวี้เฉิน...ได้โปรดเชื่อข้า"
"จริงรึ?"
น้ำเสียงเขากลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง “ข้าเจ็บปวดมากที่ต้องส่งสตรีที่รักไปอยู่ในอ้อมแขนของชายอื่น”
คำว่า ‘รัก’ ทำลายความลังเลทั้งหมดของนาง
“ข้าทำไปเพื่อท่าน” เยว่หลันรีบอธิบาย “ระหว่างข้ากับเขาไม่มีสิ่งใดทั้งนั้น”
“เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าเห็น”
เสิ่นอวี้เฉินเชยคางนางขึ้น ก่อนริมฝีปากจะทาบลงมา
เยว่หลันหลับตา โอบแขนรอบคอเขาและตอบรับจุมพิตนั้นด้วยความคิดถึงที่สะสมมาหลายเดือน นางกอบโกยเอาความอบอุ่นที่โหยหา ปล่อยให้เขาบดจูบและเกี่ยวกระหวัดลมหายใจ จนแผ่นหลังแนบติดเสาศาลา
ทว่าท่ามกลางจุมพิตดูดดื่ม กลิ่นสนเย็นบนร่างของกู้ถิงหยวนกลับผุดขึ้นในความทรงจำ
สัมผัสของเสิ่นอวี้เฉินอ่อนโยนกว่า
แต่เหตุใดหัวใจของนางจึงไม่เต้นแรงเท่ายามถูกสามีดึงเข้าไปในอ้อมแขน
เยว่หลันลืมตาขึ้น
เสิ่นอวี้เฉินยังคงจูบนาง ทว่ามือข้างหนึ่งกลับกำตราพยัคฆ์ไว้แน่น ไม่ยอมวางแม้เพียงชั่วขณะ
นางมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาโดยไม่รู้ว่ามันคือคำเตือนจากชะตา
คำเตือนซึ่งนางจะเข้าใจในวันที่สายเกินไป