อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!
ผู้หวนคืนจากนรก
เสิ่นอวี้เฉินก้าวเข้ามาในห้องขังช้าๆ เขาหยุดตรงหน้าเซียวเยว่หลันแล้วนั่งยอง ๆ
“เยว่หลัน”
เขายื่นมือมาหา อย่างกับต้องการเช็ดคราบเลือดบนแก้มให้นาง
เซียวเยว่หลันหันหน้าหนี
ปลายนิ้วของเขาหยุดกลางอากาศ
“เจ้าเกลียดข้าถึงเพียงนี้แล้วหรือ”
นางมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้าไม่ควรเกลียดท่านหรือ”
เสิ่นอวี้เฉินถอนหายใจ “หากข้าไม่ทำเช่นนี้ คนที่ถูกกำจัดย่อมเป็นข้า”
“ดังนั้นท่านจึงกำจัดทุกคนก่อน”
“มันจำเป็น เจ้าก็รู้...”
“กู้ถิงหยวนมีกองทัพมากเกินไป ได้รับความศรัทธาจากทหารมากมาย และเขาจงรักภักดีต่อรัชทายาทพระองค์เดิมมาก ข้าจะเก็บเขาไว้ได้อย่างไร”
เสิ่นอวี้เฉินตอบอย่างสงบ
“ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ แต่วันหนึ่งเขากับข้าก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งตาย”
เยว่หลันมองใบหน้าซึ่งเคยรักสุดหัวใจ แล้วถามคำถามที่กัดกินนางมาตลอดหลายวัน
“ครอบครัวของข้าอยู่ที่ใด”
เสิ่นอวี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง
“บิดาของเจ้าเสียชีวิตในคุก”
แม้นางเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินความจริง หัวใจก็ยังคล้ายถูกฉีกออก
“มารดาของข้าเล่า”
“นางป่วยหนักระหว่างคุมตัวและตายเมื่อสองวันก่อน”
ริมฝีปากของเยว่หลันสั่นระริก
“พี่ชาย”
“ถูกประหารพร้อมนักโทษตระกูลเซียวเมื่อวาน...ข้าน่าจะพาเจ้าไปดูนะ”
"เช่นนั้นรึ" นางคล้ายพูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนจะถามต่อ
“อวี้หรงเล่า”
คราวนี้เสิ่นอวี้เฉินไม่ตอบทันที
เยว่หลันคลานเข้าไปหาเขา โซ่ที่ข้อเท้าครูดกับพื้นเสียงดัง
“น้องสาวข้าอยู่ที่ใด!”
“ตายระหว่างทางไปชายแดน”
จริงหรือ?
เยว่หลันนิ่งงัน
ไม่มีเสียงร้อง
ไม่มีน้ำตา
แม้แต่ลมหายใจยังคล้ายหยุดไปชั่วขณะ
ภาพวันวานแล่นผ่านความคิด น้องสาววัยสิบสามวิ่งเข้ามากอดเอว ชอบถามนางว่าจวนแม่ทัพงดงามเพียงใด บอกว่าเมื่อพี่เขยกลับจากชายแดน นางอยากให้เขาสอนขี่ม้า
เด็กคนนั้นกลัวความหนาวที่สุด
ทุกคืนฤดูหนาวต้องให้แม่นมอุ่นเตียงก่อนจึงจะยอมนอน
แต่สุดท้ายกลับต้องตายอยู่บนถนนไปชายแดน ท่ามกลางหิมะ โดยไม่มีแม้แต่คนในครอบครัวอยู่ข้างกาย
เยว่หลันก้มหน้าลง
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก
นางหัวเราะจนไหล่สั่น ก่อนเสียงนั้นจะค่อย ๆ แตกพร่า กลายเป็นเสียงสะอื้นที่คล้ายสัตว์บาดเจ็บ
“ตายหมดแล้ว...”
นางพึมพำ
“เพราะข้า ทุกคนตายหมดแล้ว”
“เยว่หลัน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว การกล่าวโทษตนเองไม่มีประโยชน์”
นางเงยหน้ามองเขา
“แล้วสิ่งใดมีประโยชน์”
เสิ่นอวี้เฉินเงียบ
เยว่หลันมองผ่านเขาไปยังถาดทอง
“ถ้วยนั้นหรือ”
ขันทีหลุบตาลง
เสิ่นอวี้เฉินลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนรับกาสุรามารินของเหลวสีแดงเข้มลงในถ้วยหยก
กลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดลอยอยู่ในอากาศ
“ความผิดของเจ้าหนักเกินกว่าจะปล่อยออกไปได้” เขากล่าว “แต่เห็นแก่ความผูกพันในอดีต ข้าขอให้เจ้าจากไปอย่างมีเกียรติ”
“ความผูกพันในอดีต?”
เซียวเยว่หลันแค่นหัวเราะ
“ท่านยังกล้าเอ่ยคำนี้ต่อหน้าข้าอีกหรือ”
เสิ่นอวี้เฉินวางถ้วยลงตรงหน้านาง
“สุรานี้ออกฤทธิ์เร็ว เจ้าจะไม่ทรมานนาน”
“เช่นเดียวกับกู้ถิงหยวนหรือไม่”
มือของเขาหยุดชะงัก
“ท่านบอกเขาหรือไม่ว่าดาบนั้นจะรวดเร็ว” นางถาม “ท่านบอกครอบครัวข้าหรือไม่ว่าความตายจะไม่เจ็บปวด”
“เยว่หลัน”
“ท่านเคยรักข้าบ้างหรือไม่”
คำถามนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
ครั้งก่อนเขาตอบว่านางเป็นสตรีที่มีประโยชน์ที่สุด
แต่ครั้งนี้นางยังอยากได้ยินให้ชัดเจน
“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ท่านจับมือข้า ทุกครั้งที่ท่านจูบข้า ทุกครั้งที่ท่านบอกว่ารอข้าอยู่ มีสักครั้งหรือไม่ที่เป็นความจริง”
เสิ่นอวี้เฉินมองนางเนิ่นนาน
“ข้าเคยชอบเจ้า”
คำตอบนั้นทำให้ประกายบางอย่างวูบขึ้นในดวงตาเซียวเยว่หลัน ก่อนจะดับลงด้วยประโยคต่อมา
“แต่บัลลังก์สำคัญกว่า”
ชัดเจนเหลือเกิน
ชีวิตนางไม่เคยมีค่าเทียบกับอำนาจของเขา
ชีวิตของกู้ถิงหยวนไม่มีค่า
ชีวิตคนตระกูลกู้ไม่มีค่า
ชีวิตบิดา มารดา พี่ชาย และน้องสาวของนาง ล้วนไม่มีค่า
ทุกคนเป็นเพียงก้อนหินซึ่งเสิ่นอวี้เฉินเหยียบขึ้นไปยืนบนที่สูง
และผู้ที่ช่วยนำก้อนหินเหล่านั้นมาวางแทบเท้าของเขาก็คือนางเอง
เยว่หลันเอื้อมมือไปหยิบถ้วยยาพิษ
มือของนางสั่นจนของเหลวภายในกระเพื่อม
เสิ่นอวี้เฉินมองนางอย่างระแวดระวัง “อย่าคิดทำเรื่องไร้ประโยชน์”
“ท่านกลัวหรือ”
“ข้าเพียงไม่ต้องการให้เจ้าจบชีวิตอย่างน่าเวทนา”
นางมองสภาพตนเอง
เสื้อผ้าขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล มือข้างหนึ่งแทบขยับไม่ได้ คราบเลือดเกาะอยู่ทั่วใบหน้า ส่วนครอบครัวทุกคนถูกสังหาร
“ข้ายังมีสิ่งใดให้น่าเวทนาไปกว่านี้อีกหรือ”
เสิ่นอวี้เฉินไม่ตอบ
เซียวเยว่หลันยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก แต่ยังไม่ดื่ม
“ขอสิ่งหนึ่งได้หรือไม่”
“ว่ามา”
“ปิ่นหยกของข้า”
แววตาของเสิ่นอวี้เฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ปิ่นหยกที่กู้ถิงหยวนเก็บไว้ตลอดห้าปีถูกยึดไปพร้อมร่างของเขา
“มันอยู่กับหลักฐานของนักโทษกบฏ”
“ข้าอยากได้คืน”
“ของที่เกี่ยวข้องกับกบฏต้องถูกเผาทำลาย”
นิ้วของเยว่หลันกำถ้วยแน่นขึ้น
แม้แต่ของชิ้นสุดท้ายที่กู้ถิงหยวนทิ้งไว้ นางก็ไม่มีสิทธิ์เก็บ
“เช่นนั้นขอถามเป็นครั้งสุดท้าย” นางกล่าว “ศพของเขาอยู่ที่ใด”
เสิ่นอวี้เฉินหลบสายตา
“ถูกนำไปทิ้งนอกเมือง”
เยว่หลันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งแตกสลายอยู่ภายใน
เขาปกป้องแผ่นดินมาหลายปี
เคยนำทหารฝ่าหิมะไปต้านศัตรู
เคยใช้ร่างกายรับลูกธนูเพื่อรักษาเมืองชายแดน
เคยเป็นแม่ทัพที่ประชาชนเฝ้ารอต้อนรับยามกลับเมืองหลวง
แต่เมื่อตาย กลับไม่มีแม้แต่หลุมฝังศพ
ไม่มีป้ายวิญญาณ
ไม่มีผู้จุดธูป
ไม่มีผู้เก็บกระดูกกลับบ้าน
เพราะบ้านของเขาเองก็ถูกทำลายไปแล้ว
หยดน้ำตาตกลงในถ้วยยาพิษ
“กู้ถิงหยวน” นางกระซิบ “ข้าติดค้างท่านมากเกินไปแล้ว”
จากนั้นเซียวเยว่หลันก็เงยหน้าขึ้น
ความโศกเศร้าในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความแค้นอันเย็นเยียบ
“เสิ่นอวี้เฉิน หากโลกวิญญาณมีจริง ต่อให้ต้องกลายเป็นผีร้าย ข้าก็จะกลับมาทวงทุกชีวิตจากท่าน”
เสิ่นอวี้เฉินขมวดคิ้ว “ดื่มเสีย”
“ท่านกลัวจะได้ยินคำสาปของข้าหรือ”
“ข้าบอกให้ดื่ม!”
เยว่หลันหัวเราะ
“ขอให้ตำแหน่งรัชทายาทที่ท่านแย่งชิงมาถูกเลือดท่วมจนไม่มีที่ให้ยืน”
นางยกถ้วยขึ้น
“ขอให้ทุกคนที่ท่านรักทรยศท่าน”
ถ้วยหยกแตะริมฝีปาก
“และขอให้วันที่ท่านสูญเสียทุกสิ่ง มีผู้ยืนมองท่านอย่างเย้ยหยันเหมือนที่ท่านยืนมองข้าในคืนนี้”
นางดื่มยาพิษจนหมดถ้วย
ถ้วยหยกหลุดจากมือ
มันตกกระทบพื้นหินและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ช่วงแรกเยว่หลันไม่รู้สึกสิ่งใด
มีเพียงรสขมจัดติดอยู่บนลิ้น ก่อนความร้อนสายหนึ่งจะค่อย ๆ ไหลผ่านลำคอลงไปในท้อง
เสิ่นอวี้เฉินถอยออกไปหนึ่งก้าว
นางเงยหน้ามองเขา
ความร้อนภายในทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ราวกับมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ใต้ผิวหนัง ความเจ็บแล่นจากท้องขึ้นสู่ทรวงอก บีบรัดหัวใจจนลมหายใจขาดห้วง
นางยกมือกุมลำคอ
“อึก...”
หัวเข่าทรุดลงกับพื้น
นี่ไม่ใช่ความตายที่รวดเร็วอย่างที่เขากล่าว
และไม่ใช่ความเมตตา
ยาพิษกำลังเผาทำลายนางจากภายในทีละน้อย
เยว่หลันดิ้นรนหายใจ แต่ยิ่งสูดลมเข้าไป ความเจ็บก็ยิ่งแทรกลึกเข้าไปถึงกระดูก โลหิตสีดำไหลออกจากมุมปาก หยดลงบนชุดนักโทษซึ่งสกปรกอยู่แล้ว
“เสิ่นอวี้เฉิน...”
นางพยายามเรียกชื่อเขา
บุรุษตรงหน้ายืนนิ่ง ไม่ก้าวเข้ามาช่วยและไม่ยอมสบตา
ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่า หากต้องตายเพื่อเขา นางก็คงยินดี
แต่เมื่อความตายมาถึงจริง ๆ คนผู้นั้นกลับยืนมองอยู่ห่าง ๆ เพราะรังเกียจที่จะให้ชายเสื้อเปื้อนเลือดของนาง
เยว่หลันล้มลงกับพื้น
ความเจ็บปวดทำให้ร่างกายบิดเกร็ง ปลายนิ้วครูดไปกับหินจนเล็บฉีก นางพยายามคว้าบางสิ่งเอาไว้ แต่ตรงหน้าไม่มีมือของผู้ใด
ไม่มีบิดา
ไม่มีมารดา
ไม่มีพี่ชายหรือน้องสาว
และไม่มีกู้ถิงหยวน
เขาตายไปแล้ว
ตายเพราะนาง
ถ้อยคำที่เขาเคยกล่าวในอดีตพลันย้อนกลับมา
คืนหนึ่งหลังจากเขากลับจากสนามรบพร้อมบาดแผลทั่วร่าง นางเคยถามอย่างเย็นชาว่าเหตุใดจึงไม่ตายอยู่ที่ชายแดนไปเสีย
กู้ถิงหยวนมองนางอยู่นาน ก่อนตอบว่า
หากข้าตายแล้วผู้ใดจะปกป้องเจ้า
ตอนนั้นนางหัวเราะเยาะเขา
บอกว่านางไม่ต้องการการปกป้องจากเขา
ทว่าในวาระสุดท้าย นางกลับอยากเห็นเขายิ่งกว่าสิ่งใด
“กู้...ถิงหยวน...”
โลหิตไหลออกมาจากริมฝีปากมากขึ้น
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน
ในห้วงสติซึ่งกำลังแตกดับ นางเห็นประตูห้องขังเปิดออก
กู้ถิงหยวนเดินเข้ามา
มิใช่แม่ทัพในชุดนักโทษ มิใช่ชายผู้เต็มไปด้วยบาดแผลบนลานประหาร แต่เป็นกู้ถิงหยวนในชุดเกราะสีดำเหมือนวันที่เขากลับจากชายแดนครั้งแรก
เขายังมีศีรษะอยู่บนบ่า
ยังมีดวงตาคมเข้ม
ยังมีฝ่ามืออุ่นซึ่งเคยดึงนางขึ้นจากพื้น
เขาคุกเข่าลงตรงหน้า ก่อนยื่นมือมาหา
เยว่หลันพยายามยกแขนขึ้น แต่ร่างกายไม่เชื่อฟังอีกแล้ว
“ท่านมารับข้าหรือ”
ภาพของเขาสั่นไหวผ่านม่านน้ำตา
“ขอโทษ...”
นางรวบรวมเรี่ยวแรงสุดท้าย พยายามคลานเข้าไปหา
“ข้าไม่ควรขโมยตราพยัคฆ์”
ทุกคำแลกมาด้วยความเจ็บปวดราวกับลำคอถูกฉีก
“ไม่ควรหลอกใช้ท่าน”
ปลายนิ้วเปื้อนเลือดเอื้อมไปหาเงาร่างตรงหน้า
“ไม่ควรรักคนผู้นั้น”
อีกเพียงนิดเดียว นางก็จะสัมผัสมือของเขาได้
“กู้ถิงหยวน... หากมีชาติหน้า...”
หยดน้ำตาสุดท้ายไหลลงบนพื้น
“ข้าจะเลือกท่าน”
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะแตะถึงกัน ภาพของเขากลับสลายไป
มือของเยว่หลันตกลงกับพื้น
ลมหายใจสุดท้ายขาดหาย
ดวงตาของนางยังคงเปิดอยู่ จ้องมองพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า
ไม่มีปาฏิหาริย์
ไม่มีผู้ใดย้อนกลับมา
เซียวเยว่หลันสิ้นใจอยู่บนพื้นห้องขัง ในชุดนักโทษและท่ามกลางคราบเลือดของตนเอง
โดยมีชายที่นางเคยรักยืนมองอยู่จนถึงวาระสุดท้าย
เสิ่นอวี้เฉินเงียบไปครู่ใหญ่
ก่อนหันหลังให้ร่างไร้วิญญาณ
“นำไปฝังนอกเมือง”
คำสั่งของเขาเรียบเฉยประหนึ่งเพียงกำจัดสิ่งของชิ้นหนึ่ง
ขันทีค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าให้มีป้ายหลุมศพ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป
แสงจากโคมดับหายไปพร้อมกับคนเหล่านั้น ทิ้งร่างของนางไว้ในความมืดเพียงลำพัง
เช่นเดียวกับสามีที่นางทรยศ
นางจะถูกฝังอยู่นอกเมืองโดยไม่มีป้ายชื่อ
ใกล้กันกับศพสามีเพียงไม่กี่ลี้
แต่ในชาตินี้กลับไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว
------------------------------------
“คุณหนู!”
เสียงร้องหนึ่งดังทะลุความมืด
“คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ”
เซียวเยว่หลันสะดุ้งเฮือก
นางลืมตาขึ้นพร้อมหอบหายใจอย่างรุนแรง มือทั้งสองตะกุยผ้าห่มจนยับย่น ร่างกายสั่นสะท้านเหมือนยังมียาพิษไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด
“กู้ถิงหยวน”
เสียงกรีดร้องดังลั่นห้อง
นางพุ่งตัวลุกขึ้น แต่เวียนศีรษะจนเกือบตกจากเตียง สาวใช้รีบเข้ามาประคองไว้
“คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ ฝันร้ายหรือ”
เยว่หลันผลักคนตรงหน้าออกด้วยความตื่นตระหนก
นางยกมือกุมลำคอ
ไม่มีเลือด
ไม่มีความเจ็บปวด
ข้อมือไม่มีโซ่ตรวน มีเพียงผิวขาวเนียนและกำไลหยกที่มารดามอบให้ในวันปักปิ่น
เยว่หลันก้มมองเสื้อผ้าบนร่าง
ชุดนอนผ้าไหมสีอ่อนสะอาดปราศจากคราบเลือด
ใต้ร่างไม่ใช่พื้นหินเย็นเฉียบ แต่เป็นเตียงไม้สลักซึ่งปูด้วยฟูกนุ่ม ม่านสีชมพูอ่อนพลิ้วไหวตามลม กลิ่นกำยานดอกเหมยลอยอยู่ในห้อง
บนโต๊ะมีคันฉ่องทองแดง
บนผนังแขวนภาพที่มารดาวาดให้
ตรงชั้นวางริมหน้าต่างยังมีตุ๊กตาไม้ซึ่งพี่ชายแกะให้นางตั้งแต่วัยเด็ก
ทุกสิ่งคุ้นเคย
แต่เป็นความคุ้นเคยจากช่วงเวลาที่นางสูญเสียไปแล้ว
สาวใช้ตรงหน้าอายุยังน้อย ใบหน้ากลม ดวงตาแดงก่ำเพราะร้องไห้
“ชิงหลัว...”
สาวใช้ชะงัก “เจ้าคะ?”
เยว่หลันเอื้อมมือไปแตะใบหน้านาง
อุ่น
มีชีวิต
ชิงหลัว สาวใช้ที่ป่วยตายไปแล้ว กำลังยืนอยู่ตรงหน้านาง
“เจ้ายังไม่ตาย...”
“คุณหนูพูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ” ชิงหลัวหน้าซีด “บ่าวยังอยู่ดี คุณหนูต่างหากที่นอนนิ่งไม่ได้สติตั้งแต่เมื่อคืน”
เสียงด้านนอกดังขึ้น
“หลันเอ๋อร์ฟื้นหรือยัง”
ประตูถูกผลักเปิด
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามา ใบหน้าอ่อนโยนเต็มไปด้วยความกังวล
ทันทีที่เห็นนาง เยว่หลันก็หยุดหายใจ
“ท่านแม่”
ฮูหยินเซียวเดินมานั่งข้างเตียง ยกมือแตะหน้าผากบุตรสาว
“ยังตัวเย็นอยู่เลย เหตุใดจึงลุกขึ้นมา ชิงหลัว รีบเอาเสื้อคลุมมา”
เซียวเยว่หลันจ้องมารดาตาไม่กะพริบ
ในความทรงจำครั้งสุดท้าย มารดาของนางเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง แต่ตอนนี้มือของมารดายังอุ่น
ดวงตายังเต็มไปด้วยความรัก
เสียงบ่นยังอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง
“ท่านแม่!”
เยว่หลันโถมตัวเข้ากอด
ฮูหยินเซียวเกือบเสียหลัก “หลันเอ๋อร์”
“ท่านยังมีชีวิตอยู่”
นางกอดมารดาแน่นเพราะต้องการยืนยันว่าร่างนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา
“ท่านยังอยู่... ท่านยังอยู่จริง ๆ”
“แม่ย่อมต้องอยู่สิ” ฮูหยินเซียวลูบแผ่นหลังบุตรสาว “ลูกคนนี้ ฝันร้ายจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ”
เยว่หลันร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
นางฝังใบหน้าลงกับไหล่มารดา สูดกลิ่นหอมที่คุ้นเคย พยายามเก็บทุกสัมผัสเอาไว้ ราวกับเพียงปล่อยมือ คนตรงหน้าจะหายไปอีกครั้ง
เสียงหัวเราะของบุรุษดังขึ้นจากหน้าประตู
“น้องสาวเราสร้างเรื่องใหญ่ถึงขั้นปีนกำแพงหนีงานแต่ง พอฟื้นมาก็กลายเป็นเด็กขี้แยไปแล้วหรือ”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
เซียวจิ้งยืนกอดอกอยู่หน้าประตู เขายังหนุ่มแน่น ไม่มีบาดแผล ไม่มีโซ่ตรวน และไม่มีโลหิตเปื้อนชุด
ข้างกายเขามีเด็กหญิงคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามา
“พี่หญิง”
เซียวอวี้หรงวิ่งเข้ามาหา “พี่หญิงทำให้ข้าตกใจหมดเลย ข้าได้ยินว่าพี่ตกจากกำแพง นึกว่าจะไม่ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว”
เยว่หลันมองทุกคนตรงหน้า
มารดา
พี่ชาย
น้องสาว
ทุกคนยังมีชีวิต
หัวใจของนางปิติจนแทบรับความยินดีนี้ไม่ไหว
“ท่านพ่อล่ะ” นางรีบถาม “ท่านพ่ออยู่ที่ใด”
“อยู่ห้องหนังสือ” เซียวจิ้งตอบ “เมื่อคืนเฝ้าเจ้าเกือบทั้งคืน เช้านี้จึงถูกเรียกตัวเข้าวัง”
“ยังอยู่...”
เยว่หลันหัวเราะทั้งน้ำตา
ครอบครัวของนางยังอยู่ครบทุกคน
นางมองไปรอบห้องอีกครั้ง ก่อนถามด้วยเสียงสั่น
“วันนี้วันที่เท่าใด”
ทุกคนเงียบไป
ฮูหยินเซียวถอนหายใจ “วันที่สิบสอง เดือนหก”
หัวใจเยว่หลันเต้นแรง
“ปีใด”
เซียวจิ้งขมวดคิ้ว “รัชศกเฉิงผิงปีที่สิบเก้า เจ้าเป็นอะไรไป”
รัชศกเฉิงผิงปีที่สิบเก้า
ก่อนเกิดคดีกบฏห้าปี
ก่อนตระกูลเซียวและตระกูลกู้ถูกกวาดล้าง
ก่อนกู้ถิงหยวนถูกประหาร
และก่อนวันแต่งงานของนาง
“อีกสามวัน” ฮูหยินเซียวกล่าว “ก็ถึงวันวิวาห์ของเจ้ากับแม่ทัพกู้แล้ว”
เซียวเยว่หลันนิ่งงัน
ในชาติก่อน เมื่อคืนนางจะพยายามหนีออกจากจวนเพื่อไปหาเสิ่นอวี้เฉิน แต่พลัดตกจากกำแพงจนหมดสติ
หลังฟื้นขึ้นมา นางร้องไห้อาละวาด บอกว่าจะไม่ยอมแต่งกับกู้ถิงหยวน ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีวันก้าวขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว
นางทำให้บิดาคุกเข่าขอพระราชทานอภัยโทษ
ทำให้มารดาล้มป่วย
ทำให้ตระกูลเซียวเกือบต้องโทษฐานขัดราชโองการ
และทำให้กู้ถิงหยวนกลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวง ตั้งแต่ก่อนพิธีแต่งงานจะเริ่มขึ้นเสียอีก
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังยอมแต่งงานกับนางเพราะหน้าที่
ในคืนเข้าหอ เมื่อเห็นนางถือกรรไกรไว้และขู่ว่าจะแทงคอตัวเองหากเขาแตะต้อง เขาไม่พอใจมากแต่ก็ยอมเดินออกไปนอนในห้องหนังสือ
ช่วงแรกของการแต่งงานเขาทั้งระแวงและไม่ไว้ใจนางเลย
แต่พอวันเวลาผ่านไปเขากลับอ่อนโยนกับนางมากขึ้น เขายอมและถอยให้นางทุกครั้ง ตอนนั้นนางไม่เคยเข้าใจ
แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าทำไม
เซียวเยว่หลันยกมือปิดหน้า
ถ้อยคำสุดท้ายก่อนตายย้อนกลับมาอีกครั้ง
'หากมีชาติหน้า ข้าจะเลือกท่าน'
สวรรค์ได้ยินคำขอของนางแล้วจริง ๆ
หรือบางทีนี่อาจไม่ใช่ความเมตตา
แต่เป็นโอกาสให้นางชดใช้หนี้เลือดที่ติดค้างทั้งหมด
“หลันเอ๋อร์” ฮูหยินเซียวพูดอย่างระมัดระวัง “แม่รู้ว่าเจ้าไม่อยากแต่งกับแม่ทัพกู้ แต่ราชโองการไม่อาจฝ่าฝืนได้ หากเจ้าหนีอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงตัวเจ้าที่ต้องรับโทษ ทั้งตระกูลของเราจะ...”
“ข้าจะแต่ง”
เสียงของเยว่หลันชัดเจนจนทุกคนชะงัก
เซียวจิ้งมองนางอย่างกับไม่เชื่อหู “เจ้าพูดว่าอะไร”
นางลดมือลง
ดวงตายังแดงก่ำ แต่ความแตกสลายภายในถูกแทนที่ด้วยความแน่วแน่ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
“ข้าจะแต่งกับกู้ถิงหยวน”
“หลันเอ๋อร์ เจ้า...”
“ข้าอยากแต่งกับเขา”
เยว่หลันจับมือมารดาไว้
“ข้าจะแต่งเข้าจวนตระกูลกู้ตามกำหนด จะไม่หนี ไม่สร้างเรื่อง และไม่ทำให้ตระกูลเซียวต้องอับอายอีก”
เซียวจิ้งเดินเข้ามาใกล้ “แล้วเสิ่นอวี้เฉินเล่า”
ชื่อนั้นทำให้ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วดวงตาของนาง
ภาพถ้วยยาพิษปรากฏขึ้นในความคิด
รสขมยังเหมือนติดอยู่บนลิ้น
ความเจ็บปวดจากอวัยวะภายในที่ถูกเผาไหม้ยังฝังอยู่ในร่างกาย
“เขาไม่เกี่ยวกับข้าอีกแล้ว”
เยว่หลันตอบ
ไม่
ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด
เสิ่นอวี้เฉินยังมีความเกี่ยวข้องกับนาง
เขาติดค้างชีวิตคนสองตระกูล
ติดค้างศีรษะของกู้ถิงหยวน
ติดค้างความตายของบิดา มารดา พี่ชาย และน้องสาวของนาง
ติดค้างความเจ็บปวดทุกลมหายใจก่อนที่นางจะสิ้นใจอยู่ในคุก
หนี้เหล่านี้ นางจะทวงคืนทีละอย่าง
แต่ก่อนอื่น นางต้องพบกู้ถิงหยวน
ต้องเห็นว่าเขายังมีชีวิต
ต้องได้ยินเสียงของเขา
ต้องแน่ใจว่าศีรษะยังอยู่บนบ่า และมือซึ่งเคยยื่นมาหานางยังคงอบอุ่น
เยว่หลันลุกจากเตียงทันที
ฮูหยินเซียวรีบจับแขนนาง “เจ้าจะไปที่ใด”
“จวนแม่ทัพ”
“ตอนนี้หรือ”
“ตอนนี้”
“แต่ยังไม่ถึงวันวิวาห์ เจ้ากับเขาพบกันตามลำพังไม่ได้!”
เยว่หลันหยุดอยู่ข้างเตียง
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้ม แต่มุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มทั้งที่หัวใจปวดร้าว
“ข้าปล่อยให้เขารอมานานเกินไปแล้ว”
นานถึงหนึ่งชาติ
และในครั้งนี้ ต่อให้ต้องฝ่ากฎเกณฑ์ทั้งเมืองหลวง นางก็จะไม่ปล่อยให้กู้ถิงหยวนยืนอยู่เพียงลำพังอีก
เยว่หลันหันไปสั่งชิงหลัว
“เตรียมรถม้า”
“คุณหนูจะให้บ่าวแจ้งจวนตระกูลกู้ว่าอย่างไรเจ้าคะ”
นางมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก
หญิงสาวในกระจกยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ไม่มีรอยแผล ไม่มีคราบเลือด และไม่มีแววตาของคนที่กำลังจะตาย
แต่ภายในร่างนี้คือวิญญาณของสตรีที่คลานกลับมาจากขุมนรก
“บอกแม่ทัพกู้ว่า”
แววตาของเซียวเยว่หลันเย็นวาบเมื่อนึกถึงเสิ่นอวี้เฉิน ก่อนจะอ่อนลงเมื่อเอ่ยถึงบุรุษอีกคน
“ว่าที่ภรรยาของเขาต้องการพบหน้า”
นางกำมือแน่น
ชาติก่อน กู้ถิงหยวนใช้ชีวิตปกป้องนางจนกระทั่งเหลือเพียงหลุมศพไร้ชื่ออยู่นอกกำแพงเมือง
ชาตินี้ นางจะรักษาชีวิตเขา
รักษาตระกูลกู้
รักษาตระกูลเซียว
จะต้องรักษาชีวิตสามีไว้ให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยเลือดของตนเอง
ส่วนถ้วยยาพิษที่เสิ่นอวี้เฉินเคยมอบให้...
นางจะเก็บมันเอาไว้
จนถึงวันที่สามารถส่งคืนเจ้าของด้วยมือตนเอง